ตอนที่3: วิ่งต่อไปเ้าหนุ่ม
เสียงกรี๊ดของหญิงสาวสร้างความตื่นใให้กับชาวบ้านในละแวกจนพวกเขาทยอยออกมาดูด้วยความใ
ในยุคสมัยนี้มีคนอยากเป็คนดีมากมายไม่ว่าจะเื่ใหญ่เื่เล็กล้วนอยากเสนอตัวเป็คนดีเข้ามาช่วยทั้งนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ใหญ่อย่างการปล้นเลย พวกเขาไม่มีทางพลาดแน่นอน
เพียงไม่นานชาวบ้านที่เข้ามารุมล้อมก็มีมากกว่าสิบคนแล้ว
ชาวบ้านที่มามุงดูล้วนเป็คนในอำเภอเดียวกันหนึ่งในพวกเขามีคนจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อจางชุ่ยฮวาเมื่อรู้ว่ารถจักรยานของเธอถูกปล้นไป พวกเขาก็โน้มน้าวให้เธอแจ้งความ
แจ้งความ?
เมื่อจางชุ่ยฮวาได้สติเธอก็ดูลังเลเล็กน้อย
ตอนที่รถจักรยานเพิ่งจะถูกปล้นไปตอนนั้นเธอใและกลัวมาก แต่ในเวลานี้มีคนมามุงดูเยอะเข้าเธอจึงไม่ได้กลัวอะไรขนาดนั้น และเธอเพิ่งนึกได้ว่าตอนผู้ชายคนนั้นเอารถจักรยานไปเขาบอกว่ามีเื่ด่วนมาก จะขอยืมรถจักรยานและจะนำมาคืนในตอนเย็น ๆ
่นี้เป็่เข้มงวดในการปราบปรามอาชญากรรมถ้าแจ้งความจะต้องตามจับได้แน่นอน แต่ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนแค่อยากยืมจริง ๆหากเธอแจ้งตำรวจจับเขา แบบนัันจะไม่เป็การทำร้ายเขาไปทั้งชีวิตหรือ ?
อีกอย่างเธอจำได้ว่าตอนนั้นผู้ชายคนนั้นเหงื่อท่วมตัวไปหมด ดูเหมือนคนที่กำลังเป็กังวลกำลังร้อนใจจริง ๆ
ดูเหมือนเขากำลังมีเื่ด่วนจริงๆ
เมื่อเห็นว่าจางชุ่ยฮวามีสีหน้าดูไม่ดีทุกคนยังคิดว่าเธอกำลังเสียใจเพราะสูญเสียรถจักรยานที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปมีคนพูดปลอบใจเธอว่า “ชุ่ยฮวาเธอไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว หลังจากแจ้งความแล้ว จะต้องได้รถจักรยานคืนมาแน่นอน”
ในตอนนี้เองหนึ่งในสองคนที่เดินผ่านมาเห็นการปล้นรถก็ออกมาพูดว่า “ชุ่ยฮวาคนที่มาปล้นจักรยานของเธอไปคือเจียงเสี่ยวไป๋ที่อยู่เจียงหวาน เขาเป็อันธพาล”
คนที่พูดมีชื่อว่าเฝิงเป่ากั๋วเป็ครูสอนพละในโรงเรียนประถมชิงซานก่อนหน้าที่เจียงเสี่ยวไป๋จะถูกทางโรงเรียนไล่ออกพวกเขาเคยเป็เพื่อร่วมงานกันมาก่อน จึงถือว่าพอรู้จักกันอยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างโน้มน้าวให้จางชุ่ยฮวาแจ้งความเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไร
แต่เมื่อเขาเห็นว่าจางชุ่ยฮวามีท่าทีเหมือนไม่อยากไปเขาจึงต้องออกมาพูด
ใครใช้ให้เจียงเสี่ยวไป๋มายืมเงินเขาไป8 หยวนแล้วยึกยักไม่ยอมคืนกันล่ะ
และที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นก็คือในตอนที่เขาไปทวงเงิน เจียงเสี่ยวไป๋ไม่เพียงแต่ไม่ยอมคืนเท่านั้นแถมเขายังต้องมาถูกเ้าหมอนั่นทำร้ายร่างกายอีกด้วย
เขาเป็ถึงครูสอนพละพวกศิลปะป้องกันตัวอะไรเทือกนั้นก็เคยฝึกมาอยู่บ้าง แต่กลับแพ้ให้กับนักเลงคนหนึ่ง
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
คราวนี้โอกาสแก้แค้นมาถึงแล้วเขาจะพลาดมันได้อย่างไร
เป็อย่างที่คิดจริงด้วยพอได้ยินว่าคนที่มาปล้นรถจักรยานไปเป็อันธพาล จางชุ่ยฮวาก็ลังเลอีกครั้งหลังจากฝูงชนเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเธอก็เดินไปที่สถานีตำรวจอย่างหดหู่
……
เจียงเสี่ยวไป๋“ยืม” รถจักรยานได้แล้วเขาก็รีบปั่นจักรยานไปยังเมืองชิงโจวอย่างรวดเร็วส่วนเื่บทลงโทษที่ไปบังคับเอาจักรยานของคนอื่นมาแบบนี้ เขาไม่ได้สนใจเลย
ไม่มีเื่อะไรสำคัญกว่าการไล่ตามหลินเจียอินให้ทันเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เธอขายเืแล้ว
“เจียอิน คุณอย่าเป็อะไรเลยนะ ! ”
“ขอ์คุ้มครอง หวังว่าผมจะไปทันนะขอให้ผมตามคุณทัน”
ตอนนี้มีรถจักรยานแล้วเจียงเสี่ยวไป๋จึงมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะไล่ตามหลินเจียอินทันเขาออกแรงปั่นจักรยานสุดแรง ในใจได้แต่ภาวนาไปด้วย
ถนนเข้าเมืองค่อนข้างเรียบแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็ทางลูกรัง
ล้อจักรยานบดไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยหินแหลมทำให้รถจักรยานส่ายไปส่ายมาจนเขาเจ็บระบมบั้นท้ายไปหมดแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สนใจความเ็ปเลยเขายังคงรักษาความเร็วให้อยู่ในระดับสูงสุดเหมือนเดิม
เขากินฝุ่นลูกรังไปตลอดทางเมืองชิงโจวอยู่ไม่ไกลออกไปแล้ว ระหว่างทางเขาเห็นคนเดินเข้าเมืองอยู่หลายคนแต่กลับไม่เห็นหลินเจียอินเลย
“หรือว่า……จะไม่ทันแล้วจริงๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋ประหม่าถึงขีดสุดแม้ว่าขาของเขาจะเจ็บและอ่อนแรง แต่เขาก็ยังออกแรงปั่นหนักขึ้น
“ปุง~”
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นเบา ๆรถจักรยานที่ถูกปั่นมาด้วยความเร็วสูงเฉไปเฉมาเป็งูเลื้อยเจียงเสี่ยวไป๋ล้มคว่ำไปกับพื้นทั้งคนทั้งรถ
เจียงเสี่ยวไป๋รีบลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจรอยถลอกที่แขนขาของตนเอง
เขาดึงรถขึ้นมาตรวจดูปรากฎว่ายางหน้าแตก
ตอนนี้รถจักรยานใช้ไม่ได้ชั่วคราวแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้เขาเข็นรถจักรยานเดินไปเลย
แบบนั้นมันถ่วงเวลาเขาเกินไป
“what the****……”
ทั้งที่เขาใกล้จะถึงเมืองชิงโจวอยู่แล้วแต่ก็ยังตามหลินเจียอินไม่ทัน เดิมทีเจียงเสี่ยวไป๋กำลังรุ่มร้อนในใจอยู่แล้วยิ่งมาเกิดเื่แบบนี้ในเวลาเร่งรีบอีก เขาหัวร้อนจนสบถออกมา
เขามองไปรอบตัวเดิมทีอยากจะหาที่ฝากรถจักรยานไว้ก่อน แต่แถวนี้ไม่มีบ้านใครอยู่เลย
เจียงเสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วสุดท้ายเขาก็เข็นรถจักรยานไปซ่อนไว้ในพงหญ้าข้างทาง
ตอนนี้ไม่มีรถจักรยานแล้วแต่เขายังมีสองขาของตนเอง
ไม่มีอุปสรรคใดมาหยุดยั้งไม่ให้เขาไล่ตามหลินเจียอินได้และไม่มีสิ่งใดสำคัญและเร่งด่วนไปกว่าการตามหลินเจียอินให้ทัน
รถจักรยานหายก็ช่างมันอย่างมากก็แค่ชดใช้คืน
เจียงเสี่ยวไป๋ออกแรงวิ่งอีกครั้ง
แม้ว่าตอนนี้เขาจะเหนื่อยมากแล้วแม้เขาจะหอบอย่างหนักและขาของเขาทั้งเจ็บทั้งอ่อนแรง แต่เขาไม่กล้าหยุดเขายังคงกัดฟันวิ่งต่อไป
เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีกว่าๆ
ในที่สุดเขาก็เห็นธนาคารเือยู่ไกล ๆ แล้ว
ห่างจากประตูธนาคารเืไม่ถึงสองร้อยเมตรเจียงเสี่ยวไป๋เห็นร่างผอมสูงที่คุ้นเคย
ร่างนั้นถักเปียใหญ่สีดำขลับมือข้างหนึ่งเท้าเอวไว้ ราวกับเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล ร่างนั้นกำลังเดินช้า ๆไปที่ประตูธนาคารเื
แม้จะไม่เจอกันนานนับ20 ปีแม้จะเป็เพียงด้านหลังแต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังจำได้อย่างรวดเร็วว่านั่นคือหลินเจียอิน
ในที่สุดเขาก็ตามเธอทัน
ในที่สุดเขาก็สามารถป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก
“หลินเจียอิน……”
เจียงเสี่ยวไป๋ทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ ทั้งะโเรียกภรรยารักเสียงดังขาที่เจ็บระบมและปวกเปียกอยู่แล้วดูเหมือนจะได้รับการฉีดพลังเข้าไปเขากางแขนออกแล้วก้าวยาวไปหาคนตรงหน้า
“หลินเจียอิน……”
เสียงะโดังขึ้นทำให้หลินเจียอินที่เหนื่อยล้าจนแทบจะเดินต่อไม่ไหวถึงกับชะงักไป
เสียงนี้……คุ้นมาก
เพียงแต่ว่าเมื่อวานเขาเมาจนเช้าก็ยังไม่ตื่นไม่ใช่หรือ ?
ทำไมจู่ๆ เขาถึงมาที่นี่ล่ะ ?
หลินเจียอินไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองตอนแรกเธอนึกว่าตนเองได้ยินผิดไป
และในตอนที่เธอหันกลับมาทันใดเธอก็เห็นร่างสูงที่คุ้นเคยกำลังตรงมาทางเธอ
เป็เขาจริงๆ
เขาวิ่งมาพร้อมกับกางแขนออกราวกับจะกอดเธอ
เป็ไปได้ไหม?
ั้แ่เขาติดการพนันเขาไม่เคยทำตัวดีเลย เคยมีครั้งหนึ่งที่เขาทำร้ายร่างกายเธอตอนเขาเมาด้วย
เธอหมดหวังกับผู้ชายคนนี้มานานแล้วและเธอไม่คิดว่าเขาจะอ่อนโยนอีก
แต่ทันใดนั้นเอง……
หลินเจียอินััได้ถึงแขนที่ทรงพลังคู่หนึ่งโอบเข้ามาที่บ่าของเธอร่างสูงโปร่งที่เปื้อนเหงื่อนั้นร้อนระอุเหมือนหินหนืดหัวใจของเขาที่แนบชิดกับร่างกายของเธอนั้นเต้นแรงส่งเสียงดัง ‘ตึกตึก…’ ออกมาลมหายใจหอบที่เหมือนคลื่นความร้อนพ่นผ่านหูของเธอไป
“ที่รัก……”
เสียงเรียกที่สนิทสนมทว่าแฝงไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ดังขึ้น
ในเวลาเดียวกันแขนของเขาก็กอดเธอแน่นยิ่งขึ้น แขนที่ทรงพลังนี้เหมือนห่วงทองคำสองห่วงที่บีบแน่นเข้ามาจนแทบจะทำให้กระดูกของเธอหัก
มันเจ็บ !
เกิดอะไรขึ้น?
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันแบบนี้ของเจียงเสี่ยวไป๋ทำให้หลินเจียอินไปไม่เป็เธออึ้งไปชั่วขณะ ในหัวเต็มไปด้วยความมึนงง
ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่หลินเจียอินจะมีสติอีกครั้ง
“เจียงเสี่ยวไป๋ คุณทำอะไรเนี่ย ปล่อยฉัน ! ”
หลินเจียอินใกล้จะร้องไห้เต็มทนแล้วเธอไม่เพียงแต่ถูกกอดแน่นจนเจ็บไปทั้งตัวเท่านั้นแต่เธอยังเห็นอีกด้วยว่ามีผู้คนที่ผ่านทางไปมาต่างกำลังจับจ้องมาที่เธอราวกับกำลังจะบอกว่า……
‘กลางวันแสก ๆขนาดนี้ยังมากอดกันกลมอยู่กลางถนนได้ ไม่อายฟ้าอายดินเลย’