หวาชิงเสวี่ยนึกถึงคำพูดของฟู่ถิงเย่ที่กำชับหลายครั้งว่าห้ามนางออกไปที่ลานบ้าน
อย่าบอกนะว่าองครักษ์เงาพวกนั้นจะซ่อนตัวอยู่ที่ลานบ้าน?—ลานบ้านที่ดูว่างเปล่ากลับมีคนซ่อนอยู่ นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกขนลุกเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่เหมือนจะอ่านความคิดของนางออกกล่าวว่า “ในระยะสิบจั้ง [1] รอบกายเจ้า หากมีผู้ใดก็ตามที่น่าสงสัยเข้าใกล้ องครักษ์เงาจะเห็นทันที”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจกำลังจะดื่มน้ำจากมือของฟู่ถิงเย่อีกครั้ง ก็พบว่าถ้วยว่างเปล่าไปเสียแล้ว
ฟู่ถิงเย่ลุกขึ้นไปรินน้ำแล้วกล่าวว่า “คนของอูซินเหยาวางยาในสุราเมื่อวาน ข้าได้เปลี่ยนสุราไว้ก่อนแล้ว แต่สุราที่เจ้าดื่มไปนั้นไม่ได้เปลี่ยนแต่ไม่ต้องห่วง ยาชาชนิดนี้ของหนานจ้าวไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพียงแต่จะทำให้ง่วงซึมและมึนงงเมื่อดื่มน้ำชาเข้าไปมากหน่อยก็จะค่อยๆ หายเอง”
“อืม...” นางรู้สึกเหมือนยังนอนไม่เต็มอิ่มจริงๆ
ฟู่ถิงเย่ป้อนน้ำชาให้นางดื่มหวาชิงเสวี่ยดื่มชาไปบ้างแล้วก็เอนตัวลงนอนอีกครั้ง—วิกฤตได้คลี่คลายแล้ว นางอยากจะนอนพักอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลอะไรสักหน่อย
ฟู่ถิงเย่เห็นหวาชิงเสวี่ยหลับตาลงอีกครั้งเขาชะงักไป ไม่รู้ว่าควรจะให้คำนิยามหวาชิงเสวี่ยอย่างไรดี...
ควรจะบอกว่านางเป็นคนความรู้สึกช้าหรือเป็นคนไม่คิดอะไรมากกันแน่? เกือบจะถูกลักพาตัวไปแล้วเหตุใดนางถึงยังมีอารมณ์นอนหลับอยู่อีก?
“เจ้าจะไม่ถามหน่อยหรือว่าเพราะเหตุใด?”ฟู่ถิงเย่กล่าว
หวาชิงเสวี่ยลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย“เพราะเหตุใดหรือ?”
ฟู่ถิงเย่ “...”
ช่างเถอะ
เขากับอูซินเหยาต่างก็วางแผนจัดการอีกฝ่ายสลับกันไปมาตลอดเรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้หวาชิงเสวี่ยรู้
เขาหันหลังเดินออกไปด้านนอก“เจ้านอนพักผ่อนเถอะ”
“ท่านแม่ทัพ” หวาชิงเสวี่ยนอนอยู่บนเตียงกะพริบตาพลางกล่าวว่า “ท่านกับองค์หญิงหนานจ้าว เมื่อสิบปีก่อน...เคยมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?”
ฝีเท้าของฟู่ถิงเย่หยุดชะงักเขาหันกลับมามองนาง “เจ้าได้ยินพวกนางคุยอะไรกันอย่างนั้นหรือ?”
พวกนาง?เอ่อ...พวกหญิงรับใช้ไม่ได้พูดถึงเรื่องสิบปีก่อน แค่พูดว่านางไม่สง่างามเท่าองค์หญิงไม่สวยเท่าองค์หญิง สรุปก็คือ...ไม่เหมาะสมกับเขา...
แต่หวาชิงเสวี่ยจะไม่พูดเรื่องพวกนี้กับฟู่ถิงเย่หรอก
นางยิ้มเล็กน้อย “เปล่าหรอกท่านแม่ทัพ ข้านอนก่อนนะเจ้าคะ”
ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยความสงสัยก่อนจะออกจากกระโจมไป
แผนการลวกๆ ที่อูซินเหยาคิดขึ้นมาถูกฟู่ถิงเย่รู้ทัน ไม่ได้สร้างบาดแผลให้หวาชิงเสวี่ย หรือสร้างผลกระทบอะไรต่อชีวิตของนางมากนักกลับทำให้นางเข้าใจเรื่องหนึ่ง
ชีวิตในอดีตของฟู่ถิงเย่เคยมีสตรีอื่นมาก่อน
ความจริงหากคิดดูก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจฟู่ถิงเย่อายุยี่สิบแปดปีแล้ว ผู้ชายอายุขนาดนี้ในสมัยโบราณ ลูกคงโตจนวิ่งเล่นได้แล้วกระมัง?
นางไม่มีเหตุผลที่จะเรียกร้องให้ประสบการณ์รักของเขาว่างเปล่า...
แต่จะอย่างไรในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดี
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าหากอดีตคนรักของเขาเป็นเพียงคุณหนูจากตระกูลธรรมดา นางคงไม่คิดอะไรมาก แต่นี่กลับเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์...
เพราะสถานะสูงศักดิ์เกินไปจึงคอย...ทิ่มแทงความรู้สึกต่ำต้อยในใจของนางเล็กน้อย
ความรู้สึกนี้เหมือนกับว่าจู่ๆก็รู้ว่าแฟนของตัวเองเคยคบหากับลูกสาวของประธานาธิบดีมาก่อน จึงรู้สึกกระวนกระวายใจและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจกังวลว่าตัวเองจะไม่ดีพอ...
สมดังคำที่ว่า...หากไม่มีการเปรียบเทียบก็คงไม่มีความเจ็บปวด
“...สตรีนางนี้ก็หน้าตาทั่วๆไป ถ้าพูดถึงรูปร่างหน้าตา นับว่าห่างไกลจากองค์หญิงมากนัก”
“ต้องเป็นเพราะเห็นอาวุธพวกนั้นเข้าตาแน่อยู่แล้ว!ไม่เช่นนั้นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นจะไปแต่งงานกับสตรีที่ไม่มีฐานะไปเพราะเหตุใด?”
คำพูดของหญิงรับใช้ยังคงก้องอยู่ในหูหวาชิงเสวี่ยคิดในใจ ‘หากหมายตาอาวุธก็ไม่เลวนี่นา อย่างน้อยข้าก็มีข้อดีอยู่บ้าง...’
เป็นเขาเองที่อยากจะแต่งงานกับนางแท้ๆนางจะมาห่วงอะไรกันนักหนา?
ข้อดีของหวาชิงเสวี่ยในฐานะนักวิทยาศาสตร์ได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ในเวลานี้ นางไม่เสียใจ ไม่โศกเศร้า เปลี่ยนความคิดแล้วทิ้งความกังวลเหล่านั้นไปทุ่มเทให้กับสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แทน
ไม่นานหลังจากนั้น หนานจ้าวก็ส่งข่าวมาว่าจะขอซื้ออาวุธ
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าสภาพจิตใจของคนโบราณแข็งแกร่งจริงๆ!
หากนางเป็นอูซินเหยาหลังจากกลับไปแล้วคงอับอายจนไม่กล้าติดต่อฟู่ถิงเย่อีก แต่คนของหนานจ้าวแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องส่วนรวมได้ดีถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังลักพาตัวแล้วอย่างไร? ก็ยังเจรจาต่อรองราคาซื้อขายได้เหมือนเดิมไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด
ส่วนฟู่ถิงเย่ก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยราวกับว่าการปล่อยตัวอูซินเหยาไปในตอนนั้น ก็เพื่อที่จะทำธุรกิจกับหนานจ้าวในวันนี้
จะขายอาวุธมากเพียงใดขายในราคาเท่าใด ไม่ต้องให้หวาชิงเสวี่ยเป็นห่วง นางใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในค่ายอาวุธไฟทำงานร่วมกับซูเส้าเหวินเพื่อการทำแก้วอย่างเต็มที่
หลังจากที่เร่งงานกันมาสักพักค่ายอาวุธไฟก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ ล้วนสร้างเสร็จหมดแล้ว
หวาชิงเสวี่ยให้ช่างฝีมือของค่ายเครื่องมือเหล็กทำท่อเหล็กขึ้นมาสองอันเพื่อใช้เป็นท่อเป่าความจริงแล้วท่อเป่าแก้วจะที่ดีที่สุดควรใช้โลหะผสมนิกเกิลโครเมียม แต่ตอนนี้ นางยังไม่มีวิธีทำท่อเป่าแบบนั้นจึงทำได้แค่ใช้เหล็กมาแทนชั่วคราว
“ตามหลักการแล้ว จะต้องใช้ท่อเป่านี้จุ่มลงไปในแก้วที่หลอมแล้ว...แบบนี้หมุนไปด้วยเป่าไปด้วย”
หวาชิงเสวี่ยทำให้ซูเส้าเหวินดูเป็นตัวอย่างแต่ทว่านางกลับมีแค่ความรู้ทางทฤษฎี การเป่าแก้วครั้งนี้เป็นครั้งแรกของนาง การเคลื่อนไหวจึงดูงุ่มง่าม“...เป่าให้เกิดช่องว่างข้างในก่อน แล้วค่อยจุ่มลงไปในสารเคลือบ สารเคลือบแก้วยิ่งห่อหุ้มยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆช่องว่างข้างในยิ่งเป่าก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ...”
หวาชิงเสวี่ยเช็ดเหงื่อบนท่อเป่าแก้วของนาง กระจกถูกเป่าออกมาจนมีลักษณะคล้ายถั่วลิสงขนาดใหญ่ บางที่ก็บางบางที่ก็หนา รู้สึกน่าอับอายมาก
ซูเส้าเหวินเรียนรู้อย่างตั้งใจทำตามการเคลื่อนไหวของหวาชิงเสวี่ย แล้วถามนางว่า “แบบนี้ใช่หรือไม่ขอรับ?”
หวาชิงเสวี่ยหันไปมองก็เห็นว่าแก้วที่อยู่บนท่อเป่าของซูเส้าเหวินกลายเป็นทรงกลมกลวง มีรูปร่างคล้ายแก้วน้ำแล้ว
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งความสามารถพิเศษนั้นเทียบกันไม่ได้จริงๆ ถึงแม้ว่าซูเส้าเหวินจะเคยทำงานกับแก้วตะกั่วแบเรียมมาตลอดตอนนี้เมื่อมาทำแก้วโซดาไลม์ เขาก็ยังเก่งกว่านางเป็นร้อยเท่า
“ใช่แล้ว แบบนั้นแหละหากอยากจะเพิ่มความยาวก็เหวี่ยงให้แรงขึ้น หรือใช้จานรองติดแก้วไว้ แล้วเป่าไปด้วยดึงไปด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการทำท่อแก้วหรือแท่งแก้ว”
ซูเส้าเหวินได้ยินเช่นนั้นก็ออกแรงที่ข้อมือเล็กน้อยเหวี่ยงไป
แก้วทรงกลมก็ยืดยาวออกเพราะแรงเหวี่ยงกลายเป็นแก้วที่มีหัวท้ายโต ตรงกลางเล็กไปทันที
“คือว่า...” ซูเส้าเหวินมองแก้วที่อยู่บนท่อเป่าอย่างงุนงงอดไม่ได้ที่จะมองหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยก็อึ้งไปเล็กน้อย“เอ่อ...ไม่เป็นไร นี่เป็นครั้งแรกของเรานี่นา”
ความเร็ว แรงลม และการเคลื่อนไหวของช่างที่ถือท่อเป่าล้วนมีผลต่อรูปทรงของแก้ว การที่จะเป่าให้ออกมาได้รูปทรงอย่างที่ใจต้องการ ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกซ้ำๆและความพยายาม ไม่ใช่เรื่องง่าย
“ไม่มีงานฝีมือใดที่ทำได้สำเร็จในครั้งเดียว”หวาชิงเสวี่ยปลอบใจซูเส้าเหวิน “เมื่อฝึกฝนไปหลายๆ ครั้ง ก็จะค่อยๆ เข้าใจเคล็ดลับเองทุกอย่างขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน ข้าไม่สามารถสอนเจ้าได้ ต่อไปเจ้าก็จะรู้เองว่าหากเป่าบางเกินไป แก้วจะแตกง่าย หากเป่าหนาเกินไปก็จะทำให้เสียประโยชน์และเพิ่มต้นทุนค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปแล้วกันนะ...”
ซูเส้าเหวินพยักหน้าบนใบหน้าที่ยังดูเด็กมีแววตาที่แน่วแน่ เขาพูดอย่างตั้งใจว่า “ท่านอาจารย์ ท่านวางใจเถอะข้าจะฝึกให้ดี”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “เจ้าต้องฝึกให้ดีๆนะ เครื่องกลั่นของข้าต้องฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วล่ะ”
ซูเส้าเหวินยิ้มตามบ้างเห็นฟันสีขาวนวลเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ตัดกับใบหน้าสีชมพูอ่อนๆ ดูน่ารักมาก
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจว่าลูกศิษย์คนใหม่ของนางน่ารักจริงๆ มองแวบแรกเหมือนเด็กผู้หญิงเลย...
เหลียงเหวินเฉิงวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนหายใจหอบ “ท่านอาจารย์ ท่านแม่ทัพส่งคนมารับท่านแล้วขอรับ!”
“มีเรื่องอะไรหรือไม่?”หวาชิงเสวี่ยถาม
ตอนที่นางอยู่ในค่ายอาวุธไฟฟู่ถิงเย่รู้ว่านางมีเรื่องต้องทำจนยุ่งไปหมด จึงมักจะไม่มารบกวนนาง
“ไม่ได้บอกขอรับ” เหลียงเหวินเฉิงส่ายหน้า“แต่คงจะเป็นเรื่องสำคัญมากกระมัง ท่านแม่ทัพถึงได้ส่งชันเจียงไห่ซื่อเซวียนมารับท่านด้วยตัวเอง”
“...ข้าจะไปดูหน่อย”หวาชิงเสวี่ยถอดผ้ากันเปื้อนออก “หากทางนี้มีอะไรเกิดขึ้น ก็ค่อยมาตามข้าแล้วกันนะ”
เมื่อออกจากประตู ก็เห็นรถม้าจอดอยู่ไม่ไกลไห่ซื่อเซวียนเห็นนางก็เรียกทหารขับรถม้าเข้ามาใกล้
หวาชิงเสวี่ยขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วถามว่า“มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?”
ไห่ซื่อเซวียนกล่าวว่า“ทูตจากต้าเหลียวได้ส่งหนังสือขอเจรจาสงบศึกมา ท่านแม่ทัพจึงเรียกทุกคนมาประชุมหารือรวมถึงท่านด้วยขอรับ”
“หนังสือขอเจรจาสงบศึก?!”หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ!
ยังไม่ทันได้เปิดฉากสงครามก็จะเจรจาสงบศึกแล้ว?!
ช่วงเวลาที่กองทัพเหลียวเงียบหายไปหวาชิงเสวี่ยคิดว่าพวกเขาคงจะคิดหาวิธีรับมือกับระเบิดอสนีบาตได้แล้ว อาวุธนี้ถึงแม้จะมีอานุภาพร้ายแรงแต่ก็มีข้อเสียในเรื่องการเคลื่อนที่ และไม่ใช่ว่าจะไร้ช่องโหว่เสียทีเดียว
ระเบิดอสนีบาตต้องใช้ร่วมกับเครื่องยิงหินการบรรจุกระสุน เล็งเป้า จุดไฟ และปล่อยกระสุน ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก หากกองทัพเหลียวกระจายกองกำลังออกไปทำการรบในรูปแบบแบบกองโจร ระเบิดอสนีบาตก็จะไม่สามารถแสดงอานุภาพได้อย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่น่าจะยอมจำนนโดยที่ยังไม่ได้ลองสู้เลยสักครั้ง!
นี่มันไม่สอดคล้องกับการกระทำอย่างอุกอาจเหมือนที่ผ่านๆมาของต้าเหลียวเลยสักนิด
“หรือว่า...หนานจ้าวใช้ระเบิดอสนีบาตของเราจนทำให้ทหารเหลียวกลัว?” หวาชิงเสวี่ยพึมพำด้วยความประหลาดใจ
ไห่ซื่อเซวียนส่ายหน้าพลางหัวเราะ“เปล่าหรอกขอรับ ต้าเหลียวส่งกองทัพใหญ่หนึ่งแสนนายมาประชิดชายแดน จากนั้นก็ถอนทัพกลับไปแล้วพวกเขาไม่ได้สู้กันขอรับ”
ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
นางเต็มไปด้วยความสงสัยจึงตามไห่ซื่อเซวียนไปยังค่ายชิงโจว
เมื่อทั้งสองมาถึงกระโจมบัญชาการก็เห็นเหล่าแม่ทัพน้อยใหญ่กำลังเดินออกมาจากกระโจม
ทุกคนเห็นหวาชิงเสวี่ยก็เผยรอยยิ้มออกมาทักทายนางอย่างสนิทสนม
“แม่นางหวามาแล้ว”
“สวัสดีแม่นางหวา”
มีคนพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียนว่า“แม่นางหวา ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่นะขอรับ รอคอยด้วยความร้อนรุ่มใจเลยทีเดียว”
คนที่เดินอยู่ด้านหลังตบเข้าที่หลังศีรษะของคนผู้นั้น“เบื่อที่จะมีชีวิตแล้วหรืออย่างไร กล้าล้อแม่นางหวา ระวังท่านแม่ทัพจะลงโทษโบยเจ้า!”
ทุกคนหัวเราะคิกคักแล้วจากไป
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงระเรื่อแต่ในใจกลับรู้สึกวางใจ
ดูเหมือนว่าการเจรจาสงบศึกของกองทัพเหลียวจะเป็นเรื่องจริงอย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง มิฉะนั้นอารมณ์ของทุกคนคงจะไม่ดีเช่นนี้แน่
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปในกระโจมส่วนฟู่ถิงเย่กำลังก้มหน้าดูแผนที่บนโต๊ะ
เหมือนจะจำเสียงฝีเท้าของนางได้ฟู่ถิงเย่ไม่ได้เงยหน้าขึ้น แล้วกล่าวว่า “มานี่”
...ช่างเอาแต่ใจเสียจริง
หวาชิงเสวี่ยบ่นอยู่ในใจแต่ก็ยังคงเดินเข้าไปหาเขา แล้วดูแผนที่ด้วยกัน
ดูเหมือนว่า...จะไม่ใช่แผนที่ของชิงโจว
ขณะที่หวาชิงเสวี่ยกำลังพยายามแยกแยะว่าแผนที่นี้เป็นพื้นที่ส่วนใดของต้าฉีในตอนนั้นเอง นางก็ได้ยินฟู่ถิงเย่กล่าวว่า “ฮ่องเต้ต้าเหลียวต้องการจะพักรบกับต้าฉีของเราไม่เพียงแต่ส่งหนังสือขอสงบศึกมา ยังมีแผนที่ของมณฑลซีโจว เหอโจว และโม่โจวทั้งสามมณฑลมาด้วย”
หวาชิงเสวี่ยมองเขาอย่างงุนงง
นี่หมายความว่าอะไร?...ไม่เพียงแต่จะไม่สู้รบแล้ว ยังจะส่งคืนมณฑลที่ฮ่องเต้องค์ก่อนยกให้ด้วยหรือ?
ฮ่องเต้ของต้าเหลียวใจกว้างถึงเพียงนี้?!
——————————————————————
[1]จั้ง(丈)หน่วยวัดความยาวของจีน1 จั้ง ยาวประมาณ 3.33 เมตร