เมื่อครู่ทุกคนต่างก็เห็นกับตาว่า หูฉางหมินรับเงินปึกใหญ่จากมือผู้รับซื้อ แล้วก็นั่งนับทีละใบๆ
ไม่ใช่แค่หูฉางหมิน แม้แต่คนที่มามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ไม่เคยเห็นธนบัตรสิบหยวนมากกว่าพันหยวนมาก่อน
เวลาเดียวกันนี้ คนงานในโรงงานระดับอำเภอทำงานทั้งปี เต็มที่ก็ได้แค่ไม่กี่ร้อยหยวน แต่บ้านหูฉางหมินกลับหาเงินได้ภายในไม่กี่เดือน เท่ากับที่คนงานคนหนึ่งต้องทำงานหลายปี
ไม่น่าเชื่อว่าการปลูกโรงเรือนจะทำเงินได้จริงๆ ตอนที่หูฉางหมินเริ่มทำโรงเรือน มีคนในหมู่บ้านกี่คนที่เห็นดีเห็นงามกับเขากัน?
แถมยังมีคนไม่น้อยที่แอบพูดจาถากถางลับหลังเสียด้วยซ้ำ
ในบรรดาฝูงชนที่มามุงดู ผู้ที่มีความรู้สึกซับซ้อนที่สุดก็คืออารองและอาสามของสกุลหู น้องชายร่วมสายเลือดของหูฉางหมินนั่นเอง
เพราะทั้งสองคนต่างก็มีลูกชาย แถมหูฉางหมินก็เป็นคนอ่อนโยนไม่เอาไหน พวกเขาจึงดูถูกพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองมาตลอด
แต่วันนี้ เมื่อพวกเขาเห็นพี่ชายที่ไม่เคยอยู่ในสายตาถือธนบัตรสิบหยวนเป็นฟ่อน ความรู้สึกของพวกเขาจะไม่เกิดความปั่นป่วนได้อย่างไร?
ทั้งสองคนมองไปยังผู้เป็นแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
"พวกแกสองคนก็เห็นแล้วนะ การปลูกโรงเรือนมันทำเงินได้จริง ต่อไปนี้ก็หัดเรียนรู้จากพี่ใหญ่ของพวกแกให้มากๆ" แม่เฒ่าหูบอกกับลูกชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อาสามพูดเสียงแผ่วเบา "แม่ครับ ผมอยากเรียนรู้เรื่องปลูกโรงเรือนนะครับ แต่กลัวว่าพี่ใหญ่จะไม่ยอมสอนวิชาจริงให้พวกเราน่ะสิ"
อารองก็รีบพยักหน้าตาม
แม่เฒ่าหูทำหน้าดุ "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน? พี่ใหญ่ของแกเป็นคนขี้เหนียวขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? พวกแกสามคนเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน เรื่องช่วยเหลือซึ่งกันและกันมันก็สมควรอยู่แล้ว"
หูฉางหมินนับเงินสามรอบ ยืนยันจนมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด แล้วเขาก็เก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง
จากนั้น ผักที่ชั่งน้ำหนักเรียบร้อยแล้วก็ถูกทยอยขนขึ้นรถแทรกเตอร์
หลินซือหย่วนรีบหยิบบุหรี่ส่งให้ผู้รับซื้อ "เถ้าแก่ซู ครั้งนี้พวกเราทำงานกันได้ราบรื่นมาก ถ้าคุณยังให้ราคาที่เป็นธรรมแบบนี้ต่อไป พอผักที่บ้านพ่อตาผมงามได้ที่เมื่อไหร่ จะขายให้คุณทั้งหมดเลยครับ"
ผู้รับซื้อแซ่ซูหัวเราะพลางรับบุหรี่จากหลินซือหย่วน "เสี่ยวหลิน งั้นเราตกลงตามนี้นะ ต่อไปห้ามขายผักให้เจ้าอื่นเด็ดขาด"
หลินซือหย่วนยิ้มประจบประแจง "ตราบใดที่เถ้าแก่ซูมีความจริงใจเหมือนเดิม เราก็อยากร่วมมือกันในระยะยาว ร่วมกันร่ำรวยไปด้วยกันครับ"
ทั้งสองคนยืนสูบบุหรี่ไปคุยไปอย่างออกรสออกชาติ
ในที่สุด เถ้าแก่ซูก็ขับรถขนผักทั้งหมดออกไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความสุข
แม้แต่ฝุ่นควันที่ฟุ้งตามหลังรถแทรกเตอร์ ก็ยังไม่ทันจางหายไปจากหัวใจเลย
เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิง เดินมาหาหูฉางหมิน "ฉางหมิน ปีหน้าฉันจะขอเรียนการปลูกโรงเรือนจากนายนะ นายห้ามกั๊กวิชาไว้เชียว"
เมื่อหูฉางหมินที่ซื่อๆ เห็นว่าเลขานุการหมู่บ้านยังต้องลดตัวลงมาคุยด้วย เขาก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
"ท่านเลขานุการหลิว ผม...ผมจะสอนแน่นอนครับ แต่การจัดการโรงเรือนมันค่อนข้างยุ่งยาก มีบางอย่างที่..." หูฉางหมินรู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ลูบมือไปมา
หูหลันเยวี่ยรีบเข้ามาช่วยพ่อแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้ม "คุณลุงหลิวคะ เรื่องปลูกโรงเรือนไม่ได้ยากอะไรเลยค่ะ พวกคุณก็เป็นเกษตรกรมืออาชีพอยู่แล้ว ต้องเรียนรู้ได้ไวแน่นอน ที่สำคัญ การปลูกโรงเรือนมันต้องใส่ใจทุกขั้นตอนค่ะ จะประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว"
จากนั้นหูหลันเยวี่ยก็อธิบายหลักการพื้นฐานของการปลูกโรงเรือนให้หลิวป๋อหมิงฟังอย่างกระชับ
เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิงกลายเป็นเหมือนนักเรียนตัวน้อยที่ตั้งอกตั้งใจฟังไปโดยปริยาย
เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าแม้แต่เลขานุการหมู่บ้านก็ยังฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาก็พากันนั่งฟังตามไปด้วย
กระทั่งเวลาเที่ยงๆ ทุกคนจึงค่อยๆ ทยอยกันกลับไป
ถิงถิงที่กลับถึงบ้านก่อนหูฉางหมินกับหลันเยวี่ย รีบเล่าเรื่องที่บ้านพวกเธอขายผักได้เงินเป็นพันหยวนให้จ้าวหงเหมยฟังอย่างตื่นเต้น
เมื่อรู้ว่าผักเหล่านั้นขายได้เงินกว่าพันหยวน จ้าวหงเหมยก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าหูฉางหมินเสียอีก น้ำตาไหลพรั่งพรูราวกับไข่มุกที่ร่วงหล่นจากสายสร้อย
เมื่อเห็นแม่ร้องไห้ ยายาที่อยู่ในอ้อมกอดก็ยื่นมือป้อมๆ ขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่
"แม่ ร้องไห้ทำไมล่ะคะ? พวกเราหาเงินได้เยอะแยะตั้งขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องดีเหรอคะ?" ถิงถิงไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับน้ำตาของแม่
จ้าวหงเหมยพูดทั้งน้ำตา "แม่ดีใจน่ะลูก ดีใจจนต้องร้องไห้เลยละ"
ตอนที่หูฉางหมินและหลันเยวี่ยกลับถึงบ้าน จ้าวหงเหมยก็หยุดร้องไห้แล้ว เธอกำลังห่อเกี๊ยวอยู่กับถิงถิง ส่วนยายาก็นอนอยู่ในตะกร้าที่ปูด้วยผ้านวมผืนน้อย
เมื่อกลับถึงบ้าน หูฉางหมินก็ส่งมอบธนบัตรสิบหยวนที่มีกว่าร้อยใบให้จ้าวหงเหมยตามความเคยชิน
จ้าวหงเหมยนับเงินที่สามีส่งมาให้ แล้วส่งเงินส่วนใหญ่คืนให้หูหลันเยวี่ย "เยวี่ยเยวี่ย ลูกเอาเงินพวกนี้ไปเถอะ ที่บ้านเรามีวันนี้ได้ก็เพราะลูกทั้งนั้น แล้วก็เงินแปดสิบกว่าหยวนที่ลูกจ่ายค่าปรับให้ยายาตอนนั้น แม่กับพ่อยังไม่ได้คืนให้ลูก พวกเรารู้สึกผิดมาตลอดเลยนะ"
"แม่คะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน หาเงินด้วยกัน ก็ต้องใช้เงินด้วยกันสิคะ" หูหลันเยวี่ยไม่ยอมรับเงินที่แม่ส่งมาให้ "แม่คะ ถ้าแม่กับพ่อยังเห็นหนูเป็นคนอื่น ก็แสดงว่าพ่อกับแม่ยังเห็นหนูเป็นคนนอก"
หูหลันเยวี่ยแสร้งทำหน้าบึ้ง แสดงท่าทางว่ากำลังโกรธ
จ้าวหงเหมยไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงมองไปที่สามี
หูฉางหมินครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น "หงเหมย เราฟังเยวี่ยเยวี่ยเถอะ ใกล้จะตรุษจีนแล้ว ให้เงินลูกๆ ทั้งสองคนไปใช้จ่ายซื้อของที่อยากได้หน่อยแล้วกัน"
จ้าวหงเหมยรีบตอบรับคำ จากนั้นก็หยิบธนบัตรสิบหยวนออกมาสองสามใบ ส่งให้ลูกสาวทั้งสองคน
"แม่รู้สึกว่าเอาเงินเยอะขนาดนี้ไว้ที่บ้านมันไม่ปลอดภัย เอาไปฝากธนาคารกันดีไหม" จ้าวหงเหมยปรึกษาสามีและลูกสาว
หูหลันเยวี่ยพูดขึ้น "ฝากเงินส่วนหนึ่งไว้เถอะค่ะ ปีหน้าหนูตั้งใจจะซื้อจักรเย็บผ้าเพิ่มอีกหลัง แล้วก็ซื้อจักรยานอีกคัน หนูกะว่าจะสร้างห้องเพิ่มบนที่ดินว่างทางทิศตะวันตกของบ้านเราด้วยค่ะ ด้านนอกจะเอาไว้ตั้งจักรเย็บผ้าให้ถิงถิงกับซุนเจวียนใช้เป็นที่ทำงาน ส่วนด้านในก็เอาไว้เป็นโกดังเก็บของค่ะ"
ในเมื่อร้านเสื้อผ้าเปิดเรียบร้อยแล้ว การเพิ่มจักรเย็บผ้าอีกหลัง แล้วว่าจ้างซุนเจวียนมาทำงานด้วยก็เป็นความคิดที่ไม่เลว
แต่สำหรับหูหลันเยวี่ย มีแค่ซุนเจวียนคนเดียวยังไม่พอ เป้าหมายของเธอคือการเปิดโรงงานเสื้อผ้าให้ได้
เธอตั้งใจว่าจะเริ่มด้วยการสร้างห้องทำงานเล็กๆ ไว้ก่อน พอโรงเรือนทำรายได้มากพอแล้ว เป้าหมายอีกหลายๆ อย่างของเธอก็จะค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ไม่ว่าหูหลันเยวี่ยจะทำอะไร หูฉางหมินกับภรรยาก็จะไม่คัดค้าน พวกเขารู้ว่าทุกการตัดสินใจของลูกสาวล้วนเกี่ยวข้องกับอนาคตของครอบครัว
แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก นอกจากสนับสนุนการตัดสินใจของลูกสาว และช่วยเธอทำงานเงียบๆ
ตอนที่เกี๊ยวใกล้จะสุก หลินซือหย่วนกับย่าหลินก็มาหา
จากนั้นแม่เฒ่าหูก็มาด้วยเช่นกัน
บ้านสกุลหลินได้รับเชิญมา แต่แม่เฒ่าหูกลับหน้าด้านมาเอง
เมื่อแม่เฒ่าหูเห็นว่าบ้านลูกชายคนโตหาเงินได้มากมายขนาดนี้ เธอจึงคาดเดาว่าอาหารมื้อเที่ยงวันนี้จะต้องดีแน่นอน
พอรู้ว่าใกล้ถึงเวลาอาหาร เธอจึงรีบมาขอร่วมโต๊ะด้วย
เมื่อเห็นว่าย่าหลานบ้านสกุลหลินมานั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนแล้ว แม่เฒ่าหูก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย