(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 33 โทษของเหล่าโจร

    บทที่ 33

    โทษของเหล่าโจร



    เมื่อคำพูดยืดยาวของคนที่เพิ่งแสดงพลังยิ่งใหญ่สิ้นสุดลง ทุกสิ่งจึงตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง


    เหล่าโจรกำลังตกอยู่ในความกลัวจนตัวสั่น ความคิดเริ่มนึกย้อนไปถึงอดีตที่ปล้นชิง และฆ่าคนบริสุทธิ์ไปไม่น้อย มือของพวกเขาเปื้อนเลือดตลอดเส้นทางอันยาวไกลที่ดั้นด้นเดินทางจนมาถึงเรดวู้ด แม้เลือดติดมือส่วนใหญ่จะมาจากคนที่หันไปเป็นโจรเช่นตนเองก็ตาม แต่โทษจากการเข่นฆ่าผู้อื่นนั้นหนักหนานัก ตามกฎของอาณาจักร พวกเขาอาจมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต หรือไม่ก็ต้องเป็นทาสอย่างทุกข์ทรมานจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

    ฝ่ายชาวบ้านและทหารเองก็หนักใจเช่นกัน... ไม่มีใครตรวจสอบได้ว่าโจรเหล่านี้ฆ่าคนไปแล้วเท่าไหร่ แต่พวกตนก็ลงมือเข่นฆ่าพวกเขาไปถึงสองร้อยชีวิตแล้ว เนื่องจากฝั่งตนไม่มีความสูญเสีย จึงเกิดความลังเลว่าบทลงโทษควรเป็นเช่นไร ถ้าให้นับเรื่องเป็นโจรปล้นสะดมและเผาทำลายหมู่บ้าน พวกเขาควรจะได้รับโทษให้เป็นทาสตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

    ดวงตาเพ่งพินิจของผู้อาวุโสทั้งหลายเริ่มมองไปยังกลุ่มโจรจำนวนมาก ไม่มีผู้ใดอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทุกคนผอมแห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นเพราะเริ่มขาดน้ำ กลุ่มโจรที่ว่า...ไม่มีเด็กหรือคนชรา ร่างกายที่อ่อนแอของคนกลุ่มนั้นคงจะทำให้เสียชีวิตท่ามกลางสภาวะอันเลวร้ายไปแล้ว


    ภัยพิบัติครั้งนี้...คือต้นเหตุแท้จริง


    แต่พวกเขาจะโทษใครได้เล่า? ทวยเทพไม่ได้ควบคุมฤดูกาลโดยตรงอีกแล้ว วิหารแห่งปฐพี วารี อัคคี และวาโย สูญสลายไปจนไม่มีนักบวชคอยชี้นำหรือเผยแพร่คำสอน... เทพแห่งธาตุผู้ยิ่งใหญ่จึงได้แต่ปล่อยให้กลไกธรรมชาติดำเนินไป ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร มีเพียงแค่คำทำนายจากเทพแห่งเกษตรกรรมเท่านั้นที่คอยเตือนล่วงหน้า ซึ่งนั่นก็ควรจะเพียงพอให้ทุกคนอยู่รอดแล้ว


    ขณะนี้พวกเขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากเหล่าโจร การสอบสวนจึงเริ่มขึ้น...


    “พวกเจ้า เป็นประชาชนแถบเมืองไหน” กัปตันจอห์นเริ่มเป็นคนแรก

    “พะ...พวกเราเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านขนาดเล็กของเมืองเทราส...ขอรับ”

    “เทราส? ไม่น่าจะแร้นแค้นถึงขนาดทำให้คนต้องอพยพหนีได้ ทำไมพวกเจ้าถึงทิ้งบ้านเกิด?”

    “กลุ่มคนของท่านลอร์ดคนใหม่แห่งเทราส เรียกเก็บภาษี...เป็นอัตราส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แถม...แถมผู้ตรวจการก็ไม่ทำอะไร ใครแข็งข้อต้องตกตายหมด หมู่บ้านของพวกเราสามร้อยคน ต้องหอบข้าวของหนี...” หัวหน้าโจรพยายามตอบคำถาม แต่เสียงสะอื้นเมื่อนึกถึงความหลังก็หยุดมันไว้เสียก่อน หัวหน้าโจรอีกกลุ่มจึงตัดสินใจตอบแทนด้วยเสียงแหบแห้ง

    “ทหารแต่งตัวประหลาดจากกลุ่มของบารอนใต้บังคับบัญชาของลอร์ดแห่งเทราส ไล่ฆ่าพวกเราจนถึงชายป่าฟอริส จากนั้นทุกคนก็ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ มาตลอด ไม่นานหลังจากนั้นก็เจอกับกลุ่มชาวบ้านจากที่อื่น มีทะเลาะเข่นฆ่ากันบ้าง... สุดท้ายก็รวมกลุ่มกัน แล้วตัดสินใจเป็นโจรป่า ออกปล้นหมู่บ้านรอบนอกในเขตรัสเซล จนได้ข่าวลือเกี่ยวกับเรดวู้ด เลยดั้นด้นมาที่นี่...” ต้นเหตุของทุกคนจึงถูกชี้แจงอย่างรวดเร็ว

    “พวกเจ้า...กำลังกล่าววาจาให้ร้ายลอร์ดแห่งอาณาจักร คงจะรู้โทษของการกล่าวเท็จใช่ไหม...” แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเทราส แต่คนเคร่งกฎหมายอย่างจอห์นก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้

    “โทษของพวกข้า คงไม่มากไปกว่าการประหารชีวิตอีกแล้ว มีความผิดเพิ่มไปอีกข้อหนึ่งจะเป็นไรไป” เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนั้น นายทหารใหญ่แห่งรัสเซลจึงต้องทำรายงานสำคัญไปยังลอร์ดของตนในวันรุ่งขึ้น การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป


    รายนามของโจรที่เหลือหกร้อยสามสิบห้าชีวิตจะถูกลงบันทึกในแผ่นหนัง ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องลงนามยอมรับความผิด หัวหน้าหมู่บ้านทั้งสาม นายทหารชั้นผู้ใหญ่ และบาทหลวงทั้งหลายจึงขอใช้เวลาในช่วงเช้าของวันถัดมา ปรึกษาหารือแล้วลงความเห็นเกี่ยวกับบทลงโทษ

    แม้ว่าคิทจะไม่อยู่ฟังคำตัดสินดังกล่าวด้วย แต่ถ้อยคำของหนุ่มน้อยก็ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของทุกคน ไม่มีใครสามารถละเลยคำพูดของผู้เป็นที่รักแห่งแผ่นดินได้

    เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน เหล่าโจรผู้หิวโหยก็นั่งคุกเข่ารอฟังคำตัดสิน พวกเขาเหลือเพียงความสิ้นหวัง และพร้อมจะจบชีวิตของตนเองถ้าหากอีกฝ่ายร้องขอ แต่สิ่งที่ได้ยินหลังจากนั้น... ทำให้ทุกคนเงยหน้ามองด้วยความสับสน


    “บทลงโทษ ของกลุ่มโจรจากภัยแล้งจำนวน 635 คน ผู้อพยพมาจากเขตเทราสในปีที่ 1749 แห่งราชวงศ์เซริส ซึ่งกระทำความผิดฐานเผาทำลายหมู่บ้านซันวู้ดจนวอดวาย เข้าโจมตีหมู่บ้านเรดวู้ด รวมไปถึงการปล้นสะดมชาวบ้านในเขตรัสเซล คือ การถูกจองจำให้เป็นทาสใช้แรงงานที่หมู่บ้านเรดวู้ดเป็นระยะเวลาขั้นต่ำห้าปี พร้อมลงบันทึกชื่ออาชญากรไว้เป็นหลักฐานในอนาคต...”

    “เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใดเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากเท่าไหร่ บทลงโทษของการเป็นฆาตกรแห่งดินแดน จะถูกยกให้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน... อย่างไรก็ดี ทุกคนจะต้องถวายคำสาบานต่อองค์ไวท์วิงส์ ว่าจะประพฤติตนอยู่ในกรอบอันดีงามสมกับโอกาสที่ได้รับ หากบิดพลิ้วหรือกระทำผิดกฎใด ๆ แห่งอาณาจักรในภายหลัง คนผู้นั้นจะได้รับโทษสูงสุดโดยไม่มีข้อแม้...”

    “หมู่บ้านเรดวู้ดจะจัดหาที่พัก และอาหารการกินให้กับทุกคน สิ่งที่ทาสต้องทำ คือ เป็นแรงงานให้กับหมู่บ้านแห่งนี้โดยไม่รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น... รายงานบทลงโทษฉบับนี้ รวมกับรายชื่อของทุกคนที่ต้องได้รับตราประทับทาสแห่งรัสเซล จะถูกส่งไปให้ลอร์ดออดริค รัสเซล อนุมัติอย่างเป็นทางการเพื่อขึ้นทะเบียนทาสอย่างถูกต้องต่อไป”


    แม้ชาวบ้านซันวู้ดจะยังมีท่าทีขุ่นเคือง แต่พวกเขาก็ยอมรับในคำตัดสินที่เป็นธรรมแล้ว ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต จึงไม่ควรมีการลงทัณฑ์ถึงขั้นนั้นอีก โจรทั้งหลายรับฟังคำตัดสินด้วยใบหน้าเหม่อลอย พวกเขาได้รับโอกาสอีกครั้ง มีที่พัก มีอาหาร เพียงแค่ต้องแลกกับการเป็นทาสในที่แห่งนี้เท่านั้น

    ความคิดของโจรทุกคนกำลังนึกถึงความเป็นไปได้ ว่าอนาคตคงทรมานเหลือแสน ชีวิตของเหล่าทาสที่ตนเองเคยพบเจอมา เป็นสิ่งที่รันทดและน่าอดสู ต้องใช้ชีวิตอันแสนลำบากใต้ฝ่าเท้าของผู้อื่น คุณค่าที่มีต่ำเสียยิ่งกว่าสิ่งของ... พวกเขากำลังร่ำไห้ในใจ และได้แต่ยอมรับในกรรมที่ตนเองก่อ

    กระบวนการขึ้นทะเบียนแจ้งชื่อและยอมรับความผิด เสร็จสิ้นในเวลาสองวัน จากนั้นเอกสารบนแผ่นหนังยาวเหยียดก็ถูกส่งไปยังรัสเซลโดยม้าเร็วของเหล่าทหาร ระหว่างนี้ทาสทั้งหลายถูกใช้แรงงานให้ไปขนไม้ซุงจำนวนมากเพื่อมาแปรรูปแล้วทำการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ลักษณะใกล้เคียงกับที่พักของเหล่าทหารเป็นจำนวนถึงสามหลัง

    ทาสทุกคนยังคงงุนงงกับอาหารการกินอย่างเต็มอิ่มที่มีให้ถึงวันละสองมื้อ หัวหน้าทาสหลายคนที่เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มโจรมาก่อนจึงตัดสินใจถามทหารที่มายืนแจกจ่ายของกินในช่วงเย็นของวันด้วยความสงสัยยิ่ง


    “ท่านทหารขอรับ... ทำไมพวกเราถึงได้รับอาหารเย็น? ไม่ใช่ว่าทาสได้รับอาหารเพียงวันละมื้อหรอกหรือ?”

    “เป็นข้อปฏิบัติที่ทางหมู่บ้านตัดสินมาแล้ว มื้อเช้ามาจากส่วนกลางของชุมชน มื้อเย็นมาจากโบสถ์เรดวู้ดที่อยู่บนเชิงเขา” แขนที่เปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้อของนายทหารชี้ไปยังทางขึ้นเนินเขาที่ภายนอกดูเหมือนจะมีปราการขนาดใหญ่ตั้งอยู่เบื้องบน


    ทาสทุกคนจึงได้แต่ขอบคุณอยู่ในใจ แม้จะนอนกลางดินกินกลางทรายมาหลายวัน แต่อาหารการกินที่ดีขึ้นมาก ทำให้ร่างกายของทุกคนเริ่มแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังมีน้ำให้ดื่มกินตลอดวัน อากาศร้อนระอุจึงไม่ทำให้ใครเจ็บป่วยแม้แต่น้อย

    ห้าวันหลังจากนั้น อาคารไม้ขนาดใหญ่สามหลังพร้อมเครื่องไม้สำหรับใช้สอยครบครันก็ถูกจัดทำจนเสร็จสิ้น ทาสทั้งหลายมองดูอาคารใหญ่แข็งแรงที่ทำจากฝีมือของพวกตนด้วยความภูมิใจ พวกเขาได้แต่คิดว่าทางรัสเซลคงจะส่งทหารมาอาศัยที่นี่อีก จึงได้จัดสร้างอาคารเช่นเดียวกันนี้ไว้พร้อมสรรพ

    หัวหน้าหมู่บ้านทั้งสาม และคนสำคัญอีกหลายคนเดินทางมาหาเหล่าทาสทั้งหกร้อยกว่าชีวิต พวกเขาถูกเรียกรวมตัวกันเพื่อมารับฟังประกาศสำคัญ... ทาสหลายคนอยู่ในอาการหวาดกลัวเมื่อเห็นเด็กหนุ่มตาสีเขียวรูปร่างคุ้นเคยสายตา กำลังยืนมองมาจากกลุ่มคนสำคัญเหล่านั้น ทุกคนจึงได้แต่รับฟังคำประกาศด้วยอาการขาสั่นปนกับความตื้นตันอย่างแปลกประหลาด


    เจ้าหนุ่มน้อยคนนั้นเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ที่ทำให้ทุกคนได้รับโอกาสแก้ไขตนเอง แถมยังได้อยู่ดีกินดีกว่าแต่ก่อนเสียด้วย เขาเป็นผู้มีพระคุณ แถมยังมีพลังน่ากลัวมากล้น อาการขาสั่นคงเป็นผลกระทบตกค้างในใจ ที่ถูกพลังแห่งแผ่นดินกดทับไว้เมื่อหลายวันก่อน


    “ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าเป็นสมาชิกแห่งหมู่บ้านเรดวู้ดอย่างเป็นทางการ เอิ่ม... ถึงแม้จะอยู่ในฐานะทาสก็ตาม” มิสเตอร์โจนาธานพูดดังสุดเสียงจนเส้นเลือดบนคอปูดโปน “ขอบคุณสำหรับการลงแรงสร้างอาคารทั้งสามนี้ให้สำเร็จอย่างงดงาม...” หมู่บ้านแห่งนี้เพียงสนับสนุนไม้และอุปกรณ์แปรรูปพวกมันเท่านั้น พวกเขาเพียงแต่ยื่นแบบแปลนบนแผ่นหนังให้หัวหน้าทาสจัดการต่อเพื่อวัดความสามารถของทาสเหล่านี้ โดยให้ทหารคุมเชิงอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความผิดพลาด... ผลลัพธ์ที่ได้ เป็นอาคารไม้สวยงามที่ตรงกับแบบทุกกระเบียดนิ้ว แม้จะมีบางส่วนถูกดัดแปลงให้แข็งแรงเหมาะสมมากขึ้นก็ตาม


    ทาสพวกนี้ พิสูจน์ตนเองแล้วว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม


    “โรงนอนแห่งนี้ จะกลายเป็นที่พักของทุกคนตลอดห้าปีข้างหน้า ขอให้ทาสชายพักอยู่ในโรงนอนสองหลังทางด้านซ้ายที่ติดกับถนนหลัก ทาสหญิงจะอยู่ที่โรงนอนริมสุด สัดส่วนที่พักน่าจะลงตัวพอดี” ทาสทุกคนตาลุกโพลงเมื่อได้ยินว่าสิ่งที่ตนลงแรงสร้างขึ้นตลอดเวลาห้าวันจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง มีแม้กระทั่งเตียงนอน เตาผิงอุ่นหน้าหนาว และแหล่งน้ำสะอาดให้ใช้สอย

    “การใช้แรงงานจะถูกส่งเรื่องผ่านหน่วยทหาร ข้อตกลงยังคงเดิม และที่ดินขนาดใหญ่ยังต้องการแรงงานเพื่อจัดการปรับปรุงอีกมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องเร่งด่วนเพื่อก่อสร้างและคัดเลือกทาสบางส่วนไปช่วยกิจการของโบสถ์เรดวู้ด ขอให้ทุกคนรับฟังรายละเอียดจากเดวิดแล้วกัน...” โจนาธานเดินลงจากจุดป่าวประกาศแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมกับมีสีหน้าเจ็บปวดยิ่ง มือคอยบีบนวดคอพร้อมกับจิบน้ำเพื่อบรรเทาปวดจากการตะเบ็งเสียงมานาน


    (โธ่ลุง... คงเสียงแห้งไปหลายวัน ไว้ข้าจะทำน้ำซุปมาฝาก) คิทนึกสงสารในใจขณะมองมาที่หัวหน้าหมู่บ้านของตนเอง จากนั้นก็เดินไปยังแท่นยืนสูงแล้วเร่งพลังของตนเองนิดหน่อยจนร่างกายมีแสงสีน้ำตาลทองแวบวับเป็นประกายเล็กน้อย

    (อืม... แค่นี้คงพอ) เมื่อกะพลังเสร็จแล้ว เขาก็เปล่งเสียงออกไป


    “ข้าชื่อเดวิด จากโบสถ์เรดวู้ด หรือจะเรียกข้าว่า คิท ก็ได้ เนื่องจากทางเรามีแผนจะแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก จึงอยากจะคัดเลือกคนงานที่มีความสามารถหลายประเภท นอกเหนือจากกลุ่มที่มีความสามารถในการสร้างอาคาร...” เสียงที่เขาใช้ไม่ดังจนทุกคนต้องนอนครวญครางเพราะปวดแก้วหู แต่เป็นเสียงระดับพอดีที่ถูกสั่นสะเทือนและส่งต่อผ่านผิวดินเท่านั้น


    อาหารแปรรูปที่พูดถึง... คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนชื่นชอบยิ่ง

    …เครื่องดื่มจากการหมักมันหวานซึ่งได้รับนามว่า ‘ซัมเมอร์ดีไลท์’

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน