สตรีอ่อนโยนอย่างมู่อวี่ซีไหนเลยมู่อวิ๋นฮว่าจะเทียบไหว รถม้าคันนั้น บางทีมู่อวิ๋นฮว่าคงเห็นว่างดงาม ถึงได้ต้องการมีไว้ในครอบครอง
ด้านนอกซุบซิบเซ็งแซ่ ผู้คนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาอย่างไม่คิดปิดบัง กลายเป็นเสียงแผ่วเบาลอดเข้ามาภายในรถม้า
แม่นมได้ฟังแล้วทำหน้าบูดบึ้ง ถึงกับนั่งไม่ติดที่ “คุณหนูเจ้าคะ พวกเขาพูดจาเหลวไหล ข้าน้อยจะไปอธิบาย”
“อธิบายไปทำไมกัน” มู่อวิ๋นฮว่าห้ามนางไว้ ก่อนบรรจงจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นจากการนอนของตนเองให้เรียบร้อยอย่างไม่รีบร้อน “สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ผิดนัก นี่คือรถม้าของมู่อวี่ซีที่ข้าแย่งมาจริงๆ”
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังจะไม่ช่วงชิงมาแค่ในวันนี้ แต่วางแผนจะยึดมาเป็นของตนเองเลยต่างหาก
ไม่เช่นนั้นนางจะคู่ควรกับคนใหญ่คนโตด้านนอกนั้นได้อย่างไรกัน
หลังจัดเสื้อผ้าเสร็จสรรพแล้วมู่อวิ๋นฮว่าก็ก้าวลงมาจากรถม้า แม้อยู่ท่ามกลางบุปผานับร้อยในวสันตฤดู อาภรณ์สีแดงเพลิงก็ยังโดดเด่นชนิดไม่หลุดไปจากเป้าสายตา
ถึงร่างกายจะผอมบาง ใบหน้าเรียวเล็ก ทว่าท่วงท่าสง่างามนั้นก็ทำให้ดูไม่ต่างกับดอกเหมยสีชาดในฤดูหนาว!
ดอกไม้อื่นผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง แต่ดอกไม้ดอกนี้ชูช่อตระหง่านกลางเหมันตฤดู! ต่อให้ไร้ซึ่งใบเขียวขจีคุ้มประคอง นางก็ไม่เกรงกลัว
ข้าทำทุกสิ่งได้ดั่งใจ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์บงการ!
แม้แต่คนที่เพิ่งชี้หน้าตำหนิติเตียนนาง เมื่อเห็นมู่อวิ๋นฮว่าเป็นเช่นนี้เข้าจริงๆ พวกเขาก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้
ถึงอย่างไรสตรีส่วนใหญ่ในต้าซีก็มักเป็นไปตามขนบ ปฏิบัติตัวเยี่ยงคุณหนูผู้นุ่มนวลอ่อนหวาน ไม่มีสักคนที่เป็นอย่างมู่อวิ๋นฮว่า...
“เหอะ โง่งมอย่างที่คาดไว้จริงๆ ด้วย ไม่ต่างกับนังเยี่ยชิง น่ารังเกียจยิ่งนัก!”
“พี่จาง อย่างบอกนะว่ามันเป็นเรื่องจริง เยี่ยชิงเป็นปีศาจ มู่อวิ๋นฮว่าเองก็เหมือนสุนัขคลุ้มคลั่ง ไล่กัดคนไปทั่ว... ชิ... พวกนางเป็นจุดด่างพร้อยของอาณาจักรต้าซีของเราจริงๆ”
“ฮ่าๆๆ ใช่ไหมเล่า”
“มิน่าโบราณถึงได้กล่าวไว้ว่ากาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์ พวกนางต่างเป็นหญิงวิกลจริตทั้งคู่”
“ใครหลงไปแต่งงานด้วยคงซวยไปจนตาย”
“เจ้าดูสิ คนที่ไหนจะอาจหาญแต่งงานกับนาง ผู้ที่กล้าทำเช่นนั้นมีแค่คนตายเท่านั้น”
“ชะ...”
เสียงนั้นกำลังจะกล่าวถึงหมิงอ๋อง มู่อวี่ซีเดินไปถึงรถม้าและเงยหน้ามองมู่อวิ๋นฮว่าที่ยืนอยู่ด้านบน สีหน้าของนางคล้ายจะฉายแววเห็นใจปนโมโห “คุณหนูใหญ่ อย่าไปฟังพวกเขาเลย คำติฉินนินทาล้วนไม่น่าเชื่อถือ พวกเขาเข้าใจเจ้าผิด หากพวกเขารู้ความจริงคงไม่พูดถึงเจ้าเช่นนี้ มา ข้าจะช่วยประคองเจ้าก้าวลงมาเอง”
มู่อวิ๋นฮว่ามองมือของอีกฝ่ายที่ส่งมาให้ และไม่คิดจะยื่นมือจับตอบแต่อย่างใด ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ไม่ได้ออกหน้าช่วยเหลือในทันที แต่เสนอหน้ามาปลอบใจหลังนางได้ยินคำครหาจากผู้คนรอบข้าง
เหอะ จอมปลอม!
นางไม่แยแสมือของมู่อวี่ซี กลับก้าวเยื้องย่างลงจากรถม้า ไม่ไว้หน้ามู่อวี่ซีแม้แต่น้อย
การกระทำนี้ทำให้มู่อวี่ซีอับอายเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้า
ทำเหมือนถูกคนกลั่นแกล้งเสียอย่างนั้น
“อวี่ซี ไปกันเถอะ เปล่าประโยชน์จะพูดแบบนี้กับคนไร้มารยาท! เจ้าก็แค่เป็นคนใจดีเกินไป!” อวี้ซือยวนจับมือมู่อวี่ซี สายตาตวัดมองค้อนมู่อวิ๋นฮว่าสองที ก่อนบังคับจูงมือมู่อวี่ซีจากไป
ทันทีที่มู่อวี่ซีเดินไป ผู้คนที่มุงอยู่ก็ย่อมตามไปด้วย คนไร้ราคาเช่นนี้ ต่อให้เหลียวแลอีกกี่ครั้งก็ไร้ซึ่งดอกไม้ผลิบาน
มู่อวิ๋นฮว่าเดินตามฝูงชนไปตามทางสถานที่จัดงานประลอง เพียงแต่ไม่ว่านางจะเดินที่ใด ผู้คนรอบข้างก็มักชี้มือชี้ไม้พร้อมกระซิบกระซาบกัน เห็นได้ชัดว่ากำลังนินทานางอยู่
แม้จะเป็นเพียงวาจา ไม่ได้ลงมือคว้าไข่เน่ามาปาใส่ ทว่ามันก็ทรงพลังตั้งเท่าใดกัน คำคนนี่แหละที่ร้ายกาจที่สุด!
ปากเล็กพวกนั้นกลับพ่นวาจาเชือดเฉือนได้สารพัด ไม่ต้องอาศัยคำหยาบคายก็สามารถเหยียดหยามคนได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ยิ่งไปกว่านั้นถึงจะบอกว่าเป็นการซุบซิบ ทว่าเสียงนั้นก็ไม่ได้เบาแต่อย่างใด มันลอยเข้าหูมู่อวิ๋นฮว่าได้อย่างง่ายดาย
“คุณหนูเจ้าคะ คนพวกนี้...” แม่นมทำได้เพียงโกรธกระฟัดกระเฟียด ยังไม่ทันทำอันใดอยู่ๆ ก็ใช้คำพูดโจมตีกัน จะมีผู้ใดยินดีกับเรื่องนี้บ้าง
“คุณหนู เรากลับกันดีกว่าไหมเจ้าคะ อย่างไรก็ถือว่าเราได้มาแล้ว” แม่นมจินตนาการไม่ออกว่าหากเข้าไปด้านในแล้วมีคนมากกว่าตอนนี้ คนเหล่านั้นจะมองคุณหนูของนางอย่างไร ถึงยามนั้นคำครหาใดจะออกมาจากปากพวกเขาบ้าง
แทนที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สู้กลับไปก่อนดีกว่า!
อย่างน้อยอยู่ในจวน มู่อวิ๋นฮว่าก็ยังพอมีอำนาจอยู่บ้าง...
“แม่นม หากข้าไม่ยอมเข้าไปและหันหลังกลับตอนนี้ คนพวกนั้นจะต้องด่าทอหนักกว่านี้เป็นแน่ พวกเขาจะคิดว่าข้ายอมแพ้!” มู่อวิ๋นฮว่าขมวดคิ้ว นางพยายามทุ่มเทกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเอง ยังไม่ทันยืนหยัดได้ด้วยซ้ำ แล้วจะโยนมันกลับลงพื้นอีกครั้งได้อย่างไร
หญิงสูงวัยตั้งท่าจะร้องปราม ทว่าก็เข้าใจว่าคุณหนูของตนในตอนนี้มีความคิดเป็นของตนเอง ไหนเลยจะใช้แค่ไม่กี่คำเพื่อโน้มน้าวได้
นางจึงได้แต่เม้มปากแล้วเดินตามไปด้านหลังด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
ครั้นเดินผ่านดงต้นหลิว มู่อวิ๋นฮว่านึกไม่ถึงว่าในสถานที่จัดงานจะมีผู้คนคลาคล่ำขนาดนี้! อีกทั้งนางยังแอบคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ด้วย
เวทีหินกลมตั้งสูงตระหง่านบนผืนหญ้าเขียวขจี ตรงกลางมีโต๊ะสองตัววางไว้ โต๊ะหกตัวถูกตั้งเรียงติดกันไว้ฝั่งซ้ายของเวที ด้านบนแต่ละโต๊ะมีป้ายชื่อ ‘อัครเสนาบดีจาง’ ‘อาลักษณ์หลี่’ ‘มหาราชครูฉิน’ ‘มหาราชาจารย์จั่ว’ ‘ผู้อาวุโสแห่งราชวิทยาลัย’ และ ‘ศิษย์สำนักราชบัณฑิต’
เห็นเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นโต๊ะของกรรมการ
ลำพังสิ่งเหล่านี้ไม่มีทางทำให้มู่อวิ๋นฮว่าคุ้นเคย สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเช่นนั้นคือที่นั่งชมการประลองที่สร้างขึ้นรอบเวทีต่างหาก!
ที่นั่งชมการประลองนั้นไม่ได้ราบระดับเดียว แต่ทำเป็นชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ คล้ายขั้นบันได จำนวนผู้ชมนั้นแตกต่างกันไป ที่นั่งถูกแยกบริเวณออกจากกัน ด้านหน้ามีราวไม้กั้นทั้งสี่ด้าน ป้ายเขียนชื่อคนถูกแปะไว้บนราวแต่ละด้าน
มู่อวิ๋นฮว่าคุ้นตากับสถานที่แบบนี้ยิ่งนัก!
“งานประลองบทกวี.... งานประลองบทกวี!” นางตาวาวเมื่อในที่สุดก็นึกออกว่าเคยเห็นที่ใดมาก่อน ใช่แล้ว นางเคยเห็นจากโทรทัศน์!
ยิ่งไปกว่านั้นการจัดเวทีตรงหน้านางยังไม่ต่างกับในรายการโทรทัศน์ชื่อว่างานประลองบทกวีอีกด้วย!
หญิงสาวขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่านางไม่เชื่อว่าคนสมัยนี้จะคิดค้นวิทยาการเช่นนี้ได้ เพียงแต่การที่ทุกสิ่งตรงหน้านางตอนนี้อาจเป็นฝีมือของผู้ข้ามมิติมานั้นดูเป็นไปได้มากกว่า
เรียกอีกอย่างว่านอกจากนางแล้ว ยังมีผู้ข้ามมิติคนอื่นในยุคนี้!
“แม่นม ใครเป็นคนสร้างสถานที่แห่งนี้หรือ ท่านรู้หรือไม่”
แม่นมพยักหน้า นางรู้จริงๆ “คุณหนูอยู่แต่ในเรือน ไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอก จึงไม่ค่อยได้ยินเรื่องที่เล่าลือกัน สถานที่แห่งนี้ไม่ได้สร้างโดยใครอื่น เป็นความคิดของมู่อวี่ซีเจ้าค่ะ”
“มู่อวี่ซีหรอกหรือ!” มู่อวิ๋นฮว่านึกไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนใกล้ตัวอย่างมู่อวี่ซี!