ณ หมู่บ้านตระกูลหลิน
ซ่า!! เปรี้ยงงง!!
เมื่อฝนตก ฟ้าคะนอง บรรยากาศภายในหมู่บ้านก็มีเพียงเสียงฝน เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แล้วยิ่งมันรุ่นแรงกว่าปกติที่พวกเขาเคยเจอ ทำให้ทุกๆคนอยู่เพียงแต่ภายในบ้านของตนเอง เด็กรุ่นเยาว์ภายในหมู่บ้านก็ไม่ได้ออกมาฝึกฝนวรยุทธ์กันอย่างที่เคย
ภายในห้องโถงใหญ่ที่มีเก้าอี้เรียงรายกันเป็แถวอย่างมีระเบียบ ตรงที่นั่งหนึ่ง ที่เด่นที่สุดเหมือนกับที่นั่งของคนสำคัญ ได้มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ ส่วนเก้าอี้ตัวอื่นๆนั่นก็มีทั้งหญิงชาย ส่วนมากจะเป็ชายซะมากกว่า บ้างก็ชรา บ้างก็วัยกลางคนนั่งอยู่ตามๆกันไป
“วันนี้อากาศข้างนอกแปลกมาก มันไม่เหมือนปกติเลย” ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“หรือจะเป็ลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า??” ชายชราที่นั่งข้างๆกับชายชราที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่เด่นและสำคัญที่สุดพูดขึ้นมา ทำให้คนต่างๆที่อยู่ในห้องเงียบสนิท พวกเขาเพียงหันหน้าไปปรึกษากันเท่านั้น บางคนก็วิตกกังวล บางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“มันก็แค่ฟ้าผ่าฟ้าร้อง พวกท่านจะวิตกกังวลไปทำไม เดี๋ยวอีกไม่นานมันก็หยุด” ชายวัยกลางคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับชายวันกลางคนที่พูดขึ้นเมื่อกี่พูดขึ้นมา ทำให้คนอื่นๆพยักหน้าเห็นได้ แต่ก็ยังมีความกังวลเหลืออยู่ในแววตาของพวกเขา
“ท่าประมุข ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร”เมื่อไม่มีความเห็นอื่นๆเหลืออยู่ ชายชราคนหนึ่งที่อยู่ภายในห้องโถกใหญ่ก็พูดขึ้น สิ้นเสียงของชายชราคนนี้ ทุกคนในห้องต่างก็มองตรงไปที่ชายชราที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ที่เด่นที่สุดอย่างพร้อมเพรียง
ชายชราที่ทุกคนกำลังมองกันอยู่นั่นคือประมุขของหมู่บ้านจระกูลหลิน หลินหยาง หลินหยางที่เดิมนั่งอยู่เงียบๆ ก็เริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆห้องโถงใหญ่ จากนั้นก็ถอนให้ใจออกมาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“นี้เป็ลางบอกเหตุ” ในที่สุดหลินหยางก็พูดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในห้องต่างพากันเงียบทันที
“ท่านประมุข แล้วมันเป็ลางดีหรือลางร้ายหรือ??” ท่ามกลางความเงียบ กูมีชายวัยกลางคนหนึ่งถามออกมาด้วยความสงสัย แน่นอนว่าคนอื่นๆก็สงสัยเช่นกัน
“ข้าก็ไม่รู้ ถ้าเป็ลางดีก็ดีไป แต่ถ้าเป็ลางร้ายหมู่บ้านตระกูลหลินของเราคงต้องถึงคราวจบสิ้นเป็แน่” หลินหยางพูดด้วยน้ำเสียงกังวลชัดเจน หมู่บ้านตระกูลหลินมีประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปี ถ้ามันต้องมาสิ้นสุดลงในตอนที่เขาเป็ประมุข เขาจะต้องเสียใจมากแน่นอน
“ถ้าหากมันเป็ลางร้าย เราควรเตรียมรับมือกับมันอย่างไร?” ชายวัยกลางคนที่เดิมไม่คิดว่ามันเป็ลางบอกเหตูพูดขึ้นมาด้วยความกังวลเช่นกัน ชายวัยกลางคนคนนี้คือหลินเย่ ที่ดำลงในตำแหน่งผู้าุโหนึ่ง และเขาเป็คนที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะได้ขึ้นเป็ประมุข ถ้าหมู่บ้านตระกูลหลินต้องสิ้นสุดลง แล้วเขาจะทำอย่างไร หากเขาได้เป็ประมุขจริงๆ
“หากมันเป็ลางร้ายจริงๆ ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ตำนานได้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้ขึ้น ก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน” หลินหยางกล่าวขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ เขาเองก็อยากให้มันเป็ลางดีมากกว่าลางร้าย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนภายในห้องก็เงียบทันที ไม่มีใครสงเสียงหรือพูดคุยใดๆ พวกเขาทุกคนมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าภายในหมู่บ้านตระกูลหลินจะมีการทะเลาะกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แต่ก็ไม่มีใครคนไหน้าให้หมู่บ้านที่ตัวเองเกิดต้องถึงคราวจบสิ้นแน่นอน
“เอาละ มันเป็เื่ของอนาคต เราไม่สามารถทำอะไรได้ พวกเ้าทุกคนจงเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ ห้ามบอกใครเด็ดขาด” หลินหยางพูดเสร็จภายในห้องก็เข้าใจทันที ว่าตอนนี้สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้แล้วจริงๆ
……………………………………
อ๊ากกกก!!!!!
หลินเฟิง ยังคงร้องอย่างเ็ปและทรมานอย่างแสนสาหัส เขาต้องทนความร้อนของเปลวเพลิงและความเ็ปกล้ามเนื้อรวมทั้งอวัยวะภายในทั้งหมดจากสายฟ้า แม้ว่าเขาจะร้องเสียงดังแต่ก็ไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน นั่นเป็เพราะว่าทุกคนอยู่แต่ภายในบ้าน และยังคงมีเสียงฟ้าผ่าและฟ้าร้องดังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขาเลยแม้แต่คนเดียว
เปรี้ยงๆๆๆ!!
ขณะที่เขารู้สึกว่าอาการเ็ปและความร้อนที่เขาได้รับเริ่มทุเลาลงนั้น ก็มีสายฟ้าเส้นใหญ่กว่าครั้งก่อนผ่าลงมาที่ตัวเขาอีก และที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังคือมันไม่ได้ผ่าลงมาครั้งเดียว แต่มันผ่าลงมาอีกหลายครั้ง จนตัวเขาหมดสติไป
ฟู่!!
เมื่อสายผ้าหยุดผ่าลงมาก็เกิดเปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำขึ้นมาบริเวณรอบๆตัวของหลินเฟิงทันที เปลวเพลิงนี้ค่อนข้างแปลกที่ว่าแม้มันจะถูกฝนมากมายเท่าใดก็ไม่มีท่าทีว่าจะดับเลย เปลวเพลิงเหล่านี้ยังคงไหลเข้าไปในตัวของหลินเฟิงพร้อมกับเสก็ดสายฟ้าที่ตกข้างอยู่บริเวณรอบๆย่างรวดเร็ว
ร่างกายหลินเฟิงที่ดูดกลืนเปลวเพลิงและสายฟ้านั้น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างของเขาเริ่มเปล่งแสงจ้าออกมา กระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายในเริ่มแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย แต่สามารถเห็นการณ์เปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน หากมีใครเจอภาพเหตุกาณ์นี้เข้าละก็ พวกเขาต้องตกตะลึงและรู้สึกอิจฉาแน่นอน
“ไม่คิดเลยว่าในสถานที่เช่นนี้จะมีคนที่พิเศษเช่นเ้าอยู่” เสียงลึกลับดังขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดที่หลินเฟิงนอนหมดสติอยู่
ระหว่างที่หลินเฟิงหมดสติ และร่างกายยังคงดูดกลืนสายฟ้าและเปลวเพลิงอยู่นั้น หลินเฟิงก็ได้ยินเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมา จากนั้นเขาก็ลืมตาตื่น เขาพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่มืดมิด ไม่มีพื้นดินท้องฟ้า มีเพียงตัวเขาที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเท่านั้น แม้ว่าเขาจะพยายามมองหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่พบใครเลยนอกจากตัวเขาเอง เขาจึงคิดว่าคงหูฝาดไป
“นี้ข้าตายแล้วอย่างนั้นรึ” หลินเฟิงพึมพัมอย่างเศร้าเสียใจ เขาเพิ่งจะได้เกิดใหม่ ทั้งยังเกิดมาในโลกที่น่าตื่นเต้นอีกต่างหาก แต่เขาก็ต้องตายเพราะฟ้าผ่าลงมาที่ต้นไม้ใหญ่ที่เขาใช้หลบฝนหลังจากเกิดใหม่มาได้ไม่กี่วัน หากเขารู้ว่าฟ้าจะผ่าลงมาที่ต้นไม้เขาคงเชื่อคำพูดของคนโบราณแล้วอย่าเวลาฝนตกฟ้าร้องฟ้าผ่า ห้ามไปอยู่ตายต้นไม้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องตายแบบนี้แน่นอน แล้วตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี
“เ้ายังไม่ตาย!!”เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้หลินเฟิงใและมองไปรอบๆทันที แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เจอใครเลย อย่าว่าแต่เจอคนเลย ยังไม่เจออะไรนอกจากความมืดนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วเสียงนั้นมาจากไหน หลินเฟิงเริ่มกังวลทันที
“ใครกัน??”หลินเฟิงที่หลินเฟิงเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้วก็ถามออะไป ด้วยความสงสัย ไม่ใช่ว่าเขาถูกฟ้าผ่าไปแล้วหรอ บนโลกใบนี้มีใครบ้างรอดตายจากการโดนฟ้าผ่าลงมาเต็มๆเช่นนี้ ถึงจะเป็โลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งมาถึง แต่เขาก็ไม่มีทางรอดแน่เพราะร่างกายของเขานั้นอ่อนแอมากๆ เพียงเดินยังเหนื่อยแล้ววถูกฟ้าผ่าจะรอดได้อย่างไร