จอมหมัดราชันย์

    ตอนที่ 34 ปรุงโอสถ

    ตอนที่ 34 ปรุงโอสถ
    ณ ใจกลางห้องปรุงยาที่คับแคบ เนี่ยฟงในสภาพเปลือยครึ่งท่อน นั่งอยู่หน้าเตาปรุงโอสถพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่หลั่งไหลไปทั่วทั้งเรือนร่าง ความร้อนแรงของแก่นอสูรธาตุไฟที่อยู่ก้นเตา ทำให้บรรยากาศในห้องร้อนแรงตลบอบอวล เนี่ยฟงโยนหญ้าหางหนูลงไปในหม้อปรุงโอสถหนึ่งกำมือใหญ่ พร้อมกับโคจรพลังลมปราณผ่านเตาปรุงโอสถ เกิดเป็นประกายเรืองแสงสีแดงส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง ทันใดนั้น! ก็ปรากฏกลุ่มควันดำที่ค่อยๆ ล่องลอยออกมาจากเตา เนี่ยฟงยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก การพบเห็นกลุ่มควันดำที่ล่องลอยออกมา ล้วนแต่เป็นผลสำเร็จ เป็นการบ่งบอกถึงการขจัดสิ่งสกปรก ที่ปนเปื้อนมากับหญ้าหางหนู ในช่วงเวลาต่อมาก็ปรากฏกลุ่มควันที่มีสีม่วงคล้ำ เป็นการขจัดพิษของมันที่ผู้คนต่างบอกว่ายากแสนเข็ญ แต่ด้วยความรู้และความสามารถที่เนี่ยฟงได้รับมาจากถังต้าเหลียน กลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเนี่ยฟงก็พลันเบิกกว้าง ก็จะอัดกระแทกพลังลมปราณลงที่หม้อปรุงโอสถด้วยความรวดเร็ว จนฝาของมันพุ่งทะยานล่องลอยขึ้นสู่อากาศ พร้อมกับเม็ดยาที่โบยบินเข้าสู่ฝ่ามือถึงห้าเม็ด เม็ดยาแต่ละเม็ดส่องประกายที่สดใส หากไม่มีสีของหญ้าหากหนูปนเปื้อน ก็คงไม่ต่างไปจากลูกแก้วที่ใสราวกับกระจก เมื่อลองสูดดมกลิ่นของมันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที “สำเร็จแล้ว! ยาเม็ดหญ้าหางหนูระดับสิบ!!” เนี่ยฟงใช้เพียงแค่หนึ่งกำมือในการปรุงหญ้าหางหนู หากคิดเป็นน้ำหนักของมันก็เพียงแค่หนึ่งกรัมเท่านั้น ถ้าหากไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ หนึ่งร้อยกิโลกรัมที่เขาได้มา ย่อมปรุงยาระดับสิบได้ถึงห้าร้อยเม็ด และยังไม่รวมที่เขาเก็บมาระหว่างทางอีกเกือบสิบกิโลกรัม หากเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ย่อมสะเทือนฟ้าสะเทือนดินด้วยการที่เนี่ยฟงปรุงยาเป็นครั้งแรกก็ได้เม็ดยาถึงระดับสิบ เขาย่อมไม่รู้ถึงความลำบากของหมอยาผู้อื่นที่ปรุงแต่งมันด้วยความยากลำบาก ซึ่งการปรุงยาแต่ละครั้งก็แทบทำให้พลังลมปราณของมันแทบจะหมดสิ้น แต่ด้วยเส้นชีพจรลมปราณที่ใหญ่กว่าผู้อื่นถึงสองเท่า และยังดูดซับลมปราณจากธรรมชาติ กลับไม่ทำให้เนี่ยฟงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด แต่กลับกันเขากลับได้รับพลังจากของตัวยาที่กลั่นหลอมเป็นไอด้วยไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้เนี่ยฟงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ราวกับพึ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เนี่ยฟงโยนเม็ดยาหนึ่งเม็ดล่องลอยเข้าสู่ปาก ก่อนจะโคจรพลังลมปราณให้หลั่งไหลไปทั่วจุดชีพจรทั้งห้าสิบหกจุด ทันใดนั้นเอง! เนี่ยฟงรู้สึกขุมพลังลมปราณที่หลั่งไหลไปทั่วทั้งเรือนร่างอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระดูกและเส้นสายลมปราณต่างถูกบีบรัด จนเกิดเสียงดังก้องไปทั่วในกกหู ทั้งพลังลมปราณจากธรรมชาติ และพลังลมปราณฟ้าดิน แผ่กระจายไปทั่วทั้งเรือนร่าง ภายใต้แก่นกลางของดอกชีพจรฟ้าดอกที่สองกำลังเบ่งบาน “ปัง!!!” ราวกับเสียงระเบิดที่ดังอยู่ข้างกกหู เนี่ยฟงพลันเปิดเปลือกตาพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หนักหน่วง “ทะลวง...ทะลวงลมปราณก่อกำเนิดขั้นต้น..แล้ว” ในยามแรกเนี่ยศีรษะสามารถทะลวงลมปราณ จากขั้นแรกเริ่มจนมาถึงก่อกำเนิดขั้นต้น ในยามนี้เขาสามารถทะลวงมันมาถึงขั้นกลาง โดยก้าวข้ามครึ่งขั้นมาอย่าง่ายดาย ล้วนเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่น่าเกิดขึ้น ด้วยความสามารถของต้นชีพจรฟ้า มันสามารถทำให้ผู้คนทั่วทั้งโลกต้องตกตะลึง และยังมีความลับอีกหลายประการที่เนี่ยฟงยังไม่รับรู้ เนี่ยฟงพลางคิดในใจหากไปซื้อข่าวของมันที่สมาคมจันทรา บางทีอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับมันวันเวลาผ่านไปจนถึงคืนวันที่สอง เนี่ยฟงยังคงเก็บตัวในห้องปรุงยา โดยไม่ก้าวขาออกจากห้องปรุงโอสถแม้เพียงครึ่งก้าว ยังคงมุ่งมั่นปรุงโอสถภายในห้องโดยไม่ดื่มและไม่กินอาหารใดๆ กินแต่เม็ดยาหญ้าหางหนูระดับสิบเท่านั้น จนหญ้าหางหนูในแหวนมิติเหลือเพียงไม่กี่กรัม ในยามนี้ผิวพรรณของเนี่ยฟงเปล่งประกายผ่องใส ผิวหนังที่เนียนนุ่มไร้ตำหนิใดๆ บนเรือนร่าง อย่าว่าแต่หญิงสาวใดที่อยากสัมผัส แม้แต่บุรุษชายฉกรรจ์ยังอาจหลงใหล รอบร่างกายปรากฏคราบสกปรกเปรอะเปื้อนไปตามพื้น ล้วนแต่เป็นสัญญาณว่าเนี่ยฟงได้ทะลวงลมปราณไปถึงระดับพิภพขั้นต้น ในยามนี้นั้นกระดูกและเส้นเอ็นของเนี่ยฟงนั้น ล้วนแข็งแกร่งกว่าก่อนถึงเท่าตัว พลังลมปราณของเขายังเอ่อล้นราวกับทะเลสาบขนาดใหญ่ เมื่อจ้องมองไปยังแก่นกลางของจุดชีพจรลมปราณ ปราณดอกของต้นชีพจรฟ้าดอกที่สองที่เบ่งบานเต็มที่ในขณะนั้นเองที่เนี่ยฟงพลันลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ปรากฏแสงส่องสว่างภายในดวงตาที่เป็นประกายแสง ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเนี่ยฟงเพิ่มระดับขึ้นมาอีกขั้น ก่อนจะโบกสะบัดฝ่ามืออย่างรวดเร็ว เม็ดยาในหม้อก็ทะยานเข้าสู่มือ เป็นการเสร็จขั้นตอนในการปรุงยา ในยามนี้ภายในแหวนมิติทั้งสองวงไม่หลงเหลือหญ้าหางหนูแม้แต่ต้นเดียว เนี่ยฟงลุกขึ้นบิดขี้เกียจสองสามครั้ง ก้าวเดินออกจากห้องปรุงโอสถอย่างเชื่องช้า ยามนี้ท้องไส้ของเขานั้นร้องเสียงดังโครมครามแทบทนไม่ไหว เนื่องจากคร่ำเคร่งในการปรุงโอสถมากเกินไป จึงไม่มีอาหารเลิศรสใดๆ ตกถึงท้อง จึงจัดแจงอาบน้ำล้างคราบสกปรกบนเรือนร่างและสวมใส่ชุดหยกสวรรค์ทันที ก่อนจะก้าวเดินมาถึงหน้าบ้าน ที่ปรากฏแสงจันทร์ที่นวลผ่อง หมู่ดาวที่เปล่งประกายสว่างไสว แล้วปิดประตูลงกลอนพร้อมทั้งคล้องโซ่ลงอาคม เพื่อไปหาอาหารกินยามดึกแม้เวลานี้จะเป็นยามค่ำคืนดึกดื่น แต่ถนนสายนี้ยังเนืองแน่นไปด้วยชายฉกรรจ์มากมาย ที่สัญจรกันอย่างเนืองแน่น และยังมีหญิงสาวมากมายที่พากันฉุดลากสามีของตนกลับบ้าน เนี่ยฟงไม่ได้สนใจกับสิ่งใดที่เกิดขึ้นตามท้องถนน สายตาของสาดส่องจ้องมองหาร้านอาหารเพื่อประทังชีวิต จนมาพบกับร้านบะหมี่ข้างทาง โดยมีชายร่างอ้วนหัวล้านเป็นผู้ปรุง ผู้คนในร้านเนืองแน่นแต่ก็พอมีที่นั่งว่างหลงเหลือ เนี่ยฟงไม่รอช้ารีบเขาไปนั่งแล้วสั่งบะหมี่น้ำทันทีบะหมี่ถูกจัดเสิร์ฟมาที่เบื้องหน้าด้วยความว่องไว น้ำซุปบะหมี่ที่หอมกรุ่นทำให้เนี่ยฟงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกใหญ่ เมื่อยามคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ความหวานของน้ำซุปกระจายไปทั่วทั้งช่องปาก อีกทั้งเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มยังเด้งสู้ฟัน และยังเคี้ยวเพลินจนเกือบลืมกลืน ชิ้นเนื้อติดมันแผ่นใหญ่ขนาดเกือบจะปิดชามได้ แม้จะไม่รู้ว่ามันเป็นเนื้อของสัตว์ชนิดใด แต่ก็ทำให้เนี่ยฟงคีบมันเข้าปากไม่หยุดมือ เนี่ยฟงกินราวกับคนตายอดตายอยาก จนปรากฏชามบะหมี่ที่ว่างเปล่าอยู่บนโต๊ะถึงห้าชาม เมื่อยามที่ซดน้ำซุปถ้วยที่หกจนหมดชาม เถ้าแก่ร้านก็เดินเข้ามาถามทันที“คุณชายช่างกินเก่งยิ่งนัก ท่าจะเอาอีกสักชามหรือไม่?” เถ้าแก่เอ่ยถามพลางอมยิ้ม เนี่ยฟงส่ายศีรษะเบาๆ พร้อมทั้งหยิบเงินจ่าย และด้วยความเอร็ดอร่อยของมัน เนี่ยฟงถึงกับจ่ายออกไปถึงหนึ่งเหรียญเงิน “พอแล้วเถ้าแก่ ข้าอิ่มแล้ว บะหมี่ของเถ้าแก่อร่อยยิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านมีเคล็ดลับอันใด ถึงทำให้น้ำซุปอร่อยถึงเพียงนี้ อีกทั้งชิ้นเนื้อที่มากับบะหมี่ก็ชิ้นใหญ่และรสชาติกลมกล่อมเป็นอย่างมาก” เนี่ยฟงเอ่ยถามพลางเช็ดคราบเปรอะเปื้อนที่มุมปาก ทันใดนั้นเถ้าแก่ก็ตอบออกมาทันที “โฮะๆ ๆ !! นี่ถือว่าเป็นความลับและสูตรของข้า แต่เมื่อเห็นท่านชื่นชอบและยังจ่ายถึงหนึ่งเหรียญตำลึงเงิน เช่นนั้นข้าจะบอกความลับนี้ให้ น้ำซุปของข้าเป็นหนึ่งไม่มีสอง! ข้าใช้กะโหลกของสุนัขเคี่ยวนานถึงสี่ชั่วยาม ส่วนเนื้อของมันข้าก็ตากแห้งถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน” “!!!!!” ดวงตาทั้งสองพลันเบิกกว้าง ความรู้สึกราวกับท้องไส้ปั่นป่วนอย่างรุนแรง ราวกับบะหมี่เมื่อครู่ที่กลืนกินลงไปนั้นกำลังจุกอยู่ที่คอ ก่อนที่แก้มทั้งสองข้างจะบวมเปล่งราวกับว่าจะแตกในไม่ช้า เนี่ยฟงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วรีบวิ่งออกไปจากร้านทันที ก่อนจะเข้าไปตรอกซอกซอย แล้วใช้นิ้วมือล้วงไปในปากเพื่อสำรอกมันออกมา เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจเนี่ยฟงก็เดินออกมาในสภาพหมดเรี่ยวแรงเมื่อยามที่เงยหน้าขึ้น ก็ปรากฏหอบุปผาแดงที่อยู่ตรงหน้า เนี่ยฟงใช้เคล็ดท่าเท้าวายุมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว และยังมีผู้คนมากมายที่กำลังมุงดูอะไรบางอย่าง จนมองไม่เห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ภายในใจของเนี่ยฟงนั้น คิดว่าคงเป็นหญิงสาวมาตามหาสามีของตนอย่างเช่นเคย จึงไม่สนใจแล้วเตรียมตัวจะเดินจากไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “ผู้ชายมันก็เหมือนกันทุกคน! ทั้งๆ ที่มีลูกมีเมียยังออกตระเวนเที่ยวหอคณิกา นี่พวกผู้ชายไม่มีดีสักคนหรือยังไงกัน เสี่ยวหลาน!! สามีของเจ้าข้าควรลงโทษอย่างไรดี!” เนี่ยฟงกระโจนทะยานขึ้นสู่ที่สูง เพื่อให้มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน และก็เป็นดังที่คาดคิด เจ้าของเสียงที่ใสกังวานคือซุนลี่ บุตรสาวของเทพกระบี่ซุนหวังเหว่ยนั้นเอง โดยมีหญิงสาวสวมใส่เสื้อผ้าของคนใช้อยู่ข้างกาย พร้อมกับหยาดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนใบหน้า หรือว่านางจะเป็นสาวใช้ส่วนตัวของซุนลี่ กระบี่ของซุนลี่ที่คมกริบส่องประกายแสง วางพาดคอของบุรุษหนุ่มที่ปรากฏความหวาดกลัวบนใบหน้า ไม่ทันที่สาวใช้จะกล่าวสิ่งใด นางก็เอ่ยออกมาทันที “ข้ารู้แล้ว! ว่าควรทำเช่นไรกับบุรุษมากรักเฉกเช่นเจ้า อยากรู้นักท่าขาทั้งสองข้างของเจ้าขาด จะมีปัญญามาเที่ยวสถานที่สกปรกเช่นนี้ได้อีกหรือไม่!!!” เมื่อพูดจบนางก็ยกกระบี่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เตรียมจะฟาดฟันลงมาที่ขาทั้งสองข้างของชายหนุ่ม ท่ามกลางสายตาที่กำลังจับจ้องด้วยความตกตะลึง แต่จะมีผู้ใดห้ามการไปห้ามปราม เมื่อนางคือบุตรสาวของเทพกระบี่ พวกมันย่อมไม่หาเหาใส่ตัวอย่างแน่นอน จึงได้แต่จ้องมองดูกับหายนะ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทันใดนั้น!! ปรากฏสายลมสายหนึ่งที่พัดผ่านอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดเขียวหยกอำพัน คว้าจับข้อมือของซุนลี่แน่นขนัด โดยที่คมกระบี่ของนางนั้นอยู่ห่างจากขาของชายหนุ่มผู้โชคร้ายไม่ถึงหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว) เมื่อยามที่ซุนลี่หันมองไปที่ด้านข้างด้วยสายตาที่โกรธเคือง เพื่อดูหน้าว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทันใดนั้นดวงตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นสั่นไหวทันที “เป็น...เป็นเจ้า!!” เนี่ยฟงผงกศีรษะรับ พร้อมกับดึงกระบี่ออกจากมือของนางอย่างเชื่องช้า “หอคณิกาไม่ได้เป็นสถานที่อย่างที่เจ้าคิดอย่างเดียวเท่านั้น บางทีพวกผู้ชายอย่างพวกเราก็อาจมาร่ำสุราพบปะเพื่อนฝูงก็อาจเป็นไปได้ และหากพวกนางไม่พอใจขาย ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเชยชมเรือนร่างของพวกนางได้ อีกทั้งพวกนางก็ปรนนิบัติดูแลอย่างดี ถ้าหากภรรยาสามารถดูแลสามีได้อย่างพวกนาง บางทีพวกผู้ชายอย่างเราๆ ก็อาจไม่ออกมาท่องเที่ยวเช่นนี้ก็เป็นได้ และเท่าที่ข้าสังเกตเจ้าไม่ได้เอ่ยถามอะไรแม้แต่อย่างเดียว มีแต่เจ้าที่ตัดสินเองทุกประการ” เนี่ยฟงพูดออกมาอย่างเชื่องช้า จนบรรดาชายฉกรรจ์หลายคนต่างผงกศีรษะตามหลายต่อหลายครั้ง พวกมันรู้สึกประทับใจกับคำตอบของเนี่ยฟงเป็นอย่างมาก แม้แต่ชายหนุ่มผู้โชคร้ายยังผงกศีรษะถี่ระรัว อีกทั้งยังบอกว่าตนมาดื่มสุรากับเพื่อนเท่านั้น เมื่อซุนลี่เห็นดังนั้นก็เอ่ยถามออกมาทันที “แล้วเหตุใดถึงไม่ไปกินกันที่โรงเตี๊ยม? ทำไมต้องมาดื่มกินกันที่หอคณิกา” เนี่ยฟงพลางส่ายหน้าแล้วตอบออกไปทันที “เจ้าจะให้เสี่ยวเอ้อมาคอยรินสุราอย่างนั้นรึ หรือคอยให้เสี่ยวเอ๋อมาดีดกู่เจิงและขับร้องเพลงให้ฟังยามร่ำสุรา หรือมาคอยเต้นรำให้ดู ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ” เมื่อได้ยินคำตอบของเนี่ยฟง บรรดาชายฉกรรจ์ต่างยกนิ้วโป้งส่งให้ “เอาล่ะ เจ้าชื่ออะไรนะ? อ้อ! เสี่ยวหลาน ข้าว่าเจ้ารีบพาสมีของเจ้ากลับไปก่อนดีหรือไม่ ไม่เช่นนั้นหากข้าจากไป...ขาสามีเจ้าได้ขาดเป็นสองท่อนแน่นอน” เมื่อได้ยินคำกล่าวของเนี่ยฟง สาวใช้ของซุนลี่รีบเข้ามาประคองสามีของตนด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับเดินจากไป เมื่อเนี่ยฟงเห็นดังนั้นก็เตรียมจะเดินเข้าหอคณิกาทันที ท่ามกลางสายตาของซุนลี่ที่จ้องมองอย่างตกตะลึง ซึ่งในขณะที่เนี่ยฟงจะเดินเข้าไป ก็เอ่ยวาจาออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง “ข้าเองก็ชื่นชอบการปรนนิบัติ บางที...หากเจ้าทำตัวเป็นสตรีมากขึ้นอีกหน่อย ข้าอาจจะชื่นชอบเจ้าขึ้นมาบ้าง” เมื่อเนี่ยฟงกล่าวจบก็เดินหายเข้าไปในหอคณิกาทันที ปล่อยให้ซุนลี่ยืนตะลึงนิ่งค้าง คำพูดของเนี่ยฟงวนเวียนไปมาในกกหูทั้งสองข้าง เมื่อนางได้สติก็พูดพึมพำออกมาทันที “ข้าไม่เหมือนสตรีตรงไหนกัน??”