โม่โฉวเลือกกระบี่อ่อนตวัดใส่ร่างจิ้นอ๋อง ทว่าผู้สูงวัยกว่าอ่านความเคลื่อนไหวของเขาออกจึงเบี่ยงตัวหนีได้ทันการ โม่โฉวสืบเท้าเข้าหา พุ่งปลายกระบี่ใส่อีกครั้ง จิ้นอ๋องก็หลบหลีกได้เสียทุกครั้ง
“เคลื่อนไหวเหมือนเต่าคลาน! วิถีกระบี่เป็แบบแผนเกินไปทุกกระบวนท่าล้วนจับทางได้!” จิ้นอ๋องะโโต้ตอบโดยที่ไม่ยอมจับดาบคู่ใจด้วยซ้ำ
โม่โฉว่กัดฟันกรอดแล้วะโพุ่งทะยานด้วยกำลังภายในใส่อีกฝ่าย คราวนี้จิ้นอ๋องยอมใช้ดาบฆ่าอสูรคู่ใจยกขึ้นกันวิถีกระบี่ของโม่โฉว แต่ไม่ว่าโม่โฉวจะบุกเข้าทางด้านซ้ายหรือด้านขวา จิ้นอ๋องก็ทำเพียงแค่ยกดาบขึ้นกันโดยไม่ได้โต้ตอบ
“ถึงจะส่งพลังภายในออกมาแต่เ้ายังช้าไป!” โม่โฉวจับตาดูความเคลื่อนไหวของจิ้นอ๋อง มองแบบแผนการก้าวขาของอีกฝ่ายขณะบุก พอสบโอกาสก็เล็งกระบี่ไปที่ข้อเท้าจิ้นอ๋อง
“โอ๊ะ!” จิ้นอ๋องทำท่าประหลาดใจก่อนจะพลิ้วกายะโหมุนตัวขึ้นกลางอากาศแล้วร่อนลงเหยียบเสาระเบียงของลานฝึก
“เหมือนจะก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อย” โม่โฉวไม่ทนฟังคำสบประมาท พุ่งตัวใส่จิ้นอ๋อง ทว่าอีกฝ่ายตีลังกากลับตัวกลางอากาศ ทำให้โม่โฉวฟันถูกหัวเสาระเบียงเพียงชั่วเสี้ยวนาที
“โม่โฉวยังก้าวหน้าได้มากกว่านี้อีก!” โม่โฉวดันปราณลงปลายเท้าทำให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ทำให้ไม่ว่าจะโจมตีจิ้นอ๋องทางใดล้วนดักทางทัน ทำให้จิ้นอ๋องแปลกใจ
ยิ่งพอจิ้นอ๋องเห็นสีหน้าโม่โฉววาววับอย่างพึงพอใจพลันนึกโมโหเ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แบ่งปราณไปที่ข้อมือ ส่งพลังไปที่ดาบอัดกระแทกโม่โฉวจนเซไปด้านข้าง จากนั้นก็ใช้ดาบตีก้นอีกฝ่ายเป็การสั่งสอน
โม่โฉวหันไปถลึงตาใส่จิ้นอ๋องแล้วเพิ่มความเร็วยามเคลื่อนไหว คราวนี้จิ้นอ๋องไม่เพียงแต่ต้องตั้งรับ ยังโจมตีกลับ แต่ความเคลื่อนไหวของโม่โฉวคราวนี้กลับเลียนแบบจิ้นอ๋อง ทั้งการโจมตีและการตั้งรับ ทั้งกระบวนท่าล้วนแกะออกมาจากท่าทางการต่อสู้เมื่อแรกเริ่ม
“เ้าเด็กตัวเหม็น! นี่กล้าเลียนแบบข้ารึ! ” โม่โฉวยั่วยุให้จิ้นอ๋องลงมือกับเขาอย่างจริงจัง
เมื่อจิ้นอ๋องใช้พลังทั้งหมดในการโจมตีโม่โฉว เขากลับพบว่าไม่สามารถต้านพละกำลังที่ห่างชั้นของจิ้นอ๋องได้ ดังนั้นเมื่อผ่านไปเพียงสามกระบวนท่าโม่โฉวก็ถูกปลดอาวุธ กระบี่ของเขาถูกฟาดกระเด็นหลุดมือ จิ้น อ๋องตวัดดาบจี้คออย่างผู้ชนะ
“เ้าแพ้อีกแล้วโม่โฉว” โม่โฉวชะงักไปชั่วขณะก่อนจะมองเห็นช่องโหว่ เขาวาดขาเตะข้อพับมือจิ้นอ๋องแล้วถลาไปที่แผงอาวุธที่อยู่ใกล้ๆ คว้าทวนยาวได้ก็วาดทวนโจมตีจิ้นอ๋อง
“เล่นทีเผลอหรือ!” จิ้นอ๋องคล้ายจะเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น
โม่โฉวถูกโจมตีจนล้มลง เขาใช้ด้ามทวนตั้งรับการโจมตีที่รุนแรงของจิ้นอ๋อง ดาบฆ่าอสูรของจิ้นอ๋องนั้นตีขึ้นจากเหล็กชั้นดี หากส่งพลังปราณไปที่ดาบก็สามารถฟันเหล็กขาดเป็สองท่อนได้ ดังนั้นด้ามทวนที่เป็แค่ไม้จึงถูกฟันหักเป็สองท่อนอย่างง่ายดาย
“คราวนี้ยอมแล้วหรือยัง?” โม่โฉวโยนทวนหักใส่หน้าจิ้นอ๋อง มือขวากำทรายที่ข้างตัวได้ก็สาดใส่ตาจิ้นอ๋องแล้วโถมตัวเข้าใส่จนจิ้นอ๋องล้ม
โม่โฉวขึ้นคร่อมจิ้นอ๋องแล้วเอามีดพกในอกเสื้อขึ้นมาจี้คอจิ้นอ๋อง
“จิ้นอ๋องห้ามขยับ! มีดสั้นโม่โฉวอาบยาพิษ” จิ้นอ๋องระคายเคืองตาแทบตายพอได้ยินวาจาสามหาวของโม่โฉวที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวก็โมโหจนควันออกหู
“ชนะด้วยการโกงเ้าภูมิใจหรือ? ”
“การศึกไม่หน่ายอุบาย” โม่โฉวเก็บมีดสั้นเข้าอกเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน เขาช่วยฉุดมือจิ้นอ๋องให้ลุกขึ้นตาม ทั้งยังช่วยอีกฝ่ายปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้าให้อีกด้วย
จากนั้นคนทั้งคู่ก็เดินไปที่โต๊ะม้าหินอ่อน โม่โฉวฉวยดาบของจิ้น อ๋องไปวางพาดไว้บนชั้นอาวุธด้านหนึ่ง จากนั้นก็เดินมารินชาใส่ถ้วยให้จิ้น อ๋องพลางบีบนวดที่ไหล่
“ท่านอ๋อง...โม่โฉวอยากเป็ทหาร”
“ห๊ะ?” จิ้นอ๋องเกือบพ่นชาออกมาเมื่อได้ยินเด็กในปกครองกล่าวเช่นนั้น
“อยู่ดีๆ ทำไมถึงอยากเป็ทหาร?”
“โม่โฉวอยากมีตำแหน่ง อยากมียศ จะได้มีสถานะทางสังคม คนจะได้ไม่กล้าดูถูก ทำอะไรยังต้องไว้หน้า 3 ส่วน พอมีเงินแล้วแต่งอาเถียนจะได้เลี้ยงดูอาเถียนได้ จากนั้นค่อยมีหัวมันหวานน้อยๆ เหมือนจิ้นอ๋องกับหวังเฟย” จิ้นอ๋องสำลักชาออกมาอีกครั้ง
“หัวมันหวานหรือ?”
“ผิงผิงแรกเกิดเหมือนหัวมันหวาน ตอนนี้นางก็ยังคงแดงๆ อยู่” โม่โฉวอธิบายพลางนึกถึงผิงซีน้องสาวของอาเถียน ที่ตอนนี้อายุได้ 7ปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยน่ารักเหลือเกิน ผิวขาว หน้ากลมคล้ายแป้งก้อน นุ่มนิ่มน่าหยิกยิ่งนัก
“จะว่าไปแล้วตอนเพิ่งคลอดนางก็คล้ายมันหวานจริงๆ” จิ้นอ๋องเผลอยิ้มเมื่อนึกถึงลูกสาวคนเล็กที่ช่างยิ้มช่างพูดแต่เดี๋ยวก่อน...โม่โฉวว่าอยากเป็ทหารเพื่อแต่งเถียนเถียนและจะได้เลี้ยงดูมันหวานน้อย...
“เ้าหมายความว่ายังไงอธิบายมาให้หมดนะ!” จิ้นอ๋องกระชากเสียงก่อนจะสืบสาวความจริงออกมาได้ว่า โม่โฉวไปฟังจื่อรั่วมาและอยากมีฐานะเทียบเท่าเถียนซีจะได้มาสู่ขอบุตรชายเขาได้ไม่อายใคร
สำหรับเื่นี้จิ้นเหวินกงก็ทบทวนมาได้สักพักหนึ่งแล้ว เถียนเถียนของเขาตอนนี้ก็อายุ 15 ไม่นับว่าเด็กแล้ว อีกไม่นานอาจต้องแต่งออกจากเรือนไป หากแต่งกับคนดีก็ดีไป หากเถียนเถียนของเขาเกิดถูกใจคนเลวแล้วจะทำเช่นไร มิสู้แต่งกับคนที่เห็นกันมาแต่เล็กมิดีกว่าหรือ อีกอย่างโม่โฉวเองก็ยังท่าทางปัญญาทึบอยู่ คงจะเอาเปรียบเถียนเถียนไม่ได้
“การเป็ทหารน่ะเป็ง่าย แต่การจะไต่เต้าได้ขั้นสูงเป็เื่ยาก เพราะอำนาจทางการทหารนั้นส่วนใหญ่ส่งต่อผ่านคนในตระกูลเท่านั้น ซึ่งตระกูลแม่ทัพที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คือตระกูลหยาง แม้ข้ากับหยางอี้เผิงจะเป็สหายกัน แต่ก็ไม่อาจเห็นแก่มิตรภาพแล้วช่วยเหลือเ้าได้ ทหารนั้นมีหน้าที่สำคัญคือปกป้องแว่นแคว้น หากไม่มีความสามารถก็ปกป้องประเทศปกป้องประชาชนไม่ได้” โม่โฉวฟังจิ้นอ๋องแล้วเม้มปากแน่น
“โม่โฉวก็ยังอยากเป็ทหารอยู่ดีและจะเป็ด้วยความสามารถของตัวเอง” จิ้นอ๋องปรายตามองโม่โฉวแล้วพูดต่อ
“โดยทั่วไปราษฎร์สามารถเป็ทหารได้ แต่โดยมากมักถูกคัดเลือกไปเป็ทหารราบ ทหารม้า หรือไม่ก็ทหารเรือ เื่นี้ก็แล้วแต่โชคว่าเ้าจะเข้าไปสังกัดกรมกองไหน หลังจากเป็ทหารแล้วเ้าจะต้องเหนื่อยยากและลำบากกว่าที่อยู่ในจวนแคว้นจิ้น จะท้อแท้ไม่ได้แล้วนะ” จิ้นอ๋องหันมองโม่โฉวที่ยังนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยม
“โม่โฉวไม่กลัวลำบาก” จิ้นอ๋องพยักหน้า
“ดี! หากเ้าได้เป็ขุนนางระดับกลางขั้น 5-7 ได้กลับมาข้ารับปากจะยกเถียนเถียนให้” จิ้นอ๋องลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลังพลางครุ่นคิด
หากโม่โฉวสามารถไต่เต้าด้วยความสามารถของตนเองจนเป็ขุนนางระดับ 5 ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดนัก อย่างน้อยก็ยังได้ชื่อว่าเป็เ้าเมืองเล็กๆ หากยศและตำแหน่งสูงเกินไปจิ้นอ๋องเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่ไว้หน้าบ้านเดิมของบุตรชาย จะให้ดีที่สุดคือต้องแต่งเข้า เถียนเถียนจะได้ไม่ต้องย้ายเรือนออกไป แถม่หลายปีมานี้โม่โฉวกับเถียนเถียนของเขากินนอนด้วยกันมาตลอดจนผู้เป็พ่ออย่างเขายังปวดใจ โม่โฉวไปเป็ทหารเสียคนพวกเขาจะได้อยู่ห่างๆ กันบ้าง...ยิ่งคิดจิ้นอ๋องก็ยิ่งพึงพอใจ
“เผลอแป๊บเดียวเ้าก็อยู่ในจวนอ๋องมา 8 ปีแล้วหรือ โชคดีที่เ้าดูโตกว่าเด็กอายุเท่าๆ กัน ข้าว่าคงเข้าร่วมทหารได้ไม่ยาก อีก 3 เดือนจะถึง่คัดเลือกทหาร เ้าไปบอกเถียนเถียนเถอะ”
“โม่โฉวทราบแล้ว!” โม่โฉวคำนับจิ้นอ๋องแล้วจากไปทันที
........................................................
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้เถียนซีมัวแต่วุ่นวายเกี่ยวกับร้านขายยาของท่านหมอจื่อลู่ เขาเป็ผู้คุมบัญชีและรายรับรายจ่ายทั้งหมดในร้าน ทั้งจ่ายค่าจ้างคนงาน ทั้งซื้อสมุนไพรจากต่างเมืองเข้าคลัง ทำให้ปวดหัวกับตัวเลขติดลบใน่แรกไม่น้อย
แต่พอเวลาผ่านไปได้หนึ่งปี ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ลูกค้าเริ่มมาซื้อยามากขึ้น จากการลงทุนแจกใบปลิวและโฆษณาเชิญชวนที่เถียนซีให้คนออกไปป่าวประกาศทั่วเมือง เมื่อลูกค้ามากขึ้น ร้านขายยาก็จะเพิ่มห้องนั่งรอ ระหว่างตรวจจากท่านหมอ ทำให้จื่อรั่วนำขนมที่ทำจากที่บ้านมาไว้รับรอง หลังๆ กลายเป็ว่ามีคนมาขอซื้อขนมแทนที่จะมาซื้อยา เถียนซีกับจื่อรั่วจึงคิดเปิดร้านน้ำชาเล็กๆ อีกแห่ง
เข้าปีที่ 2 ร้านขายยาเริ่มอยู่ตัว เถียนซีกับจื่อรั่วก็ร่วมกันเปิดร้านน้ำชาเล็กๆ อีกแห่ง มีโต๊ะรับรองเพียง 7 โต๊ะ แต่โต๊ะแต่ละมุมนั้นตกแต่งไม่เหมือนกัน บางส่วนเถียนซีตกแต่งเป็กระโจมคล้ายชนเผ่าในทุ่งหญ้า มีพรมหนาๆ และหมอนปักลวดลายแปลกตาหลายใบ บางส่วนเถียนซีตกแต่งคล้ายอยู่ในสวนของวังหลวง ลงทุนให้หลี่ไป๋ทำต้นไม้จำลองสวยๆ มาตกแต่ง ทำให้คนชื่นชมในการตกแต่งที่แปลกประหลาดมาก
นอกจากนี้ที่ร้านมีใบชาหลากหลาย เช่น ชาแดง ชาขาว ชาผู่เอ๋อร์ ชาอู่หลง ชาหลงจิ่ง เถียนซียังรับชาจากต่างเมืองมาด้วย อย่างชาเขียวรับมาจากพวกหว่อเหริน ชานมของพวกชนเผ่าทางเหนือ นอกจากนี้จื่อรั่วยังเพิ่มส่วนผสมบางอย่างที่คิดค้นเพิ่มกลิ่นหอมในชา เช่นพวกชาผลไม้เพิ่มความสดชื่น เพิ่มความสวยงามจากชาดอกไม้ ทั้งยังเลือกใช้ภาชนะบรรจุป้านชาไว้หลายๆ แบบ เช่นแก้วทนไฟใสๆ ไว้ใช้กับชาดอกไม้ เวลาที่ลูกค้ารินน้ำร้อนใส่ป้านชาจะมองเห็นใบชาที่อบจนแห้งกอดและดอกไม้แห้งถูกน้ำร้อนและค่อยๆ บานออกเพิ่มอรรถรสในการดื่มชาอีกด้วย
ส่วนสูตรขนมต่างๆ นั้นมาจากห้องเครื่องในจวนจิ้นอ๋อง ท่านแม่เหมยชอบทำขนมและคิดสูตรขนมหวานแปลกๆ ให้ผิงผิงอยู่แล้ว จึงแบ่งปันสูตรขนมบางชนิดที่กินคู่กับชาร้อนๆ ท่ามกลางการตกแต่งอย่างดี จึงเป็ที่ชื่นชอบของแม่นางน้อย บางวันต้องต่อคิวแน่นร้านแทบทุกครั้ง
โชคดีที่่เปิดร้านน้ำชาใหม่ๆ ท่านแม่กำลังคิดไม่ตกว่าจะย้ายนางกำนัลที่ถึงวัยออกเรือนไปทำงานอะไรดี เถียนซีกับจื่อรั่วจึงได้ขอคนมาช่วยดูแลร้าน มีคนช่วยคุมการทำขนม และคุมคนงานในร้านน้ำชาก็เริ่มอยู่ตัวเหมือนร้านยา ต่างกันก็ตรงที่ร้านยานั้นมีแต่ลูกจ้างชาย ส่วนร้านน้ำชามีแต่ลูกจ้างหญิงที่มาเคยอบรมโดยนางกำนัลชั้นสูงในตำหนัก ทำให้กิริยาสุภาพเรียบร้อย มีมารยาทต่างจากโรงน้ำชาทั่วๆ ไป และราคาค่าชาแต่ละชุดนั้นค่อนข้างแพง จึงรับแต่ลูกค้าที่ค่อนข้างจะมีเงินเท่านั้น
หลังจากเริ่มมีธุรกิจ สิ่งที่เถียนซีต้องทำทุกคืนคือคำนวณบัญชีรายรับจ่ายของแต่ละร้าน จากนั้นก็จัดสรรเงินเตรียมจ่ายเป็เงินเดือนให้กับลูกจ้างของแต่ละร้าน หากปีไหนร้านค้ามีกำไรก็จะมีเงินพิเศษให้กับลูกจ้างแต่ละคนด้วย
เถียนซีจดบันทึกบัญชีแต่ละร้านเสร็จก็วางพู่กันลงพร้อมๆ กับตอนที่จื่อรั่วนับเงินเสร็จพอดี
“ครบหรือไม่พี่จื่อรั่ว? เงินส่วนนี้จะต้องเก็บไว้เป็เงินทุนของรอบเดือนต่อไปของทั้งสองร้าน”
“ครบถ้วนตามที่เ้าคำนวณนั่นแหละ...จริงสิเถียนซี รอบก่อนหลงจู๊ที่ร้านยาแจ้งมาว่าผงแป้งล้างหน้า กับยาแต้มกำจัดผดที่ร้านขายดีมาก ทั้งยังเริ่มมีคุณหนูและแม่นางน้อยเข้ามาซื้อสินค้าจำพวกบำรุงผิวหน้าเยอะขึ้น ข้าเลยว่าจะจ้างลูกจ้างปรุงยาเพิ่ม” เถียนซีกำลังนับตั๋วเงินอีกหีบได้ฟังก็ผินหน้ากลับมามอง
“ข้าว่าพี่จื่อรั่วแยกออกมาทำสินค้าจำพวกบำรุงผิวหน้าอีกร้านเลยไม่ดีกว่าหรือ? คราวก่อนที่ท่านทำผงชาดไว้แต้มพวงแก้มนั่นข้าทดลองใช้ดูแล้วพบว่าดีมาก ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เผลอๆ ดีกว่าชาดจากร้านค้าในเมืองหลวงเสียอีก ให้หลี่ไป๋มาช่วยออกแบบตลับไว้บรรจุชาด ทำเป็ที่ทาปากและแต้มแก้มก็ดี” จื่อรั่วฟังเถียนซีก็ตาลุกวาว
“แต่ว่าต้องใช้เงินทุนในการเปิดร้านเนี่ยสิ คราวก่อนข้ากัดฟันใช้เงินทั้งหมดที่เก็บสะสมมาคืนทุนเ้าได้เอง” จื่อรั่วยิ้มเศร้าๆ
“ข้ารู้นะว่าพี่มีเงินเก็บอื่นอีกแต่ไม่ยอมเอาออกมาใช้ งานปักปิ่นท่านเมื่อสองปีก่อนท่านกวาดปิ่นจากบรรดาคุณชายในเมืองไปกี่10อันกัน” เถียนซีแกล้งเย้าจื่อรั่ว
“เอาเถอะ...ข้าจะลงทุนให้ก่อนก็ได้ ทำเหมือนคราวก่อนกำไรได้มาแบ่ง 70:30 ข้าใจกว้างอยู่แล้ว” จื่อรั่วเบ้ปากแล้วจิ้มแก้มเขา
“เ้าคนขี้เหนียว! ว่าแต่...เงินเก็บเ้าจะเอาไว้ใช้ลงทุนเปิดเหลาสุรามิใช่หรือ? หรือว่าจะไม่ทำแล้ว?” เถียนซีได้ยินก็ถอนหายใจ
“ทำสิ! แต่ข้ายังซื้อใจตาแก่หมักเหล้าจางเจี๋ยไม่ได้เลยนี่นา”
“เปิดเหลาสุราจะดีหรือเถียนซี มีแต่คนเมาสุราเดินเข้าออก ดีไม่ดีต้องจ้างคนงานมีฝีมือเสียหน่อยมาคอยคุมร้านอีก” เถียนซีหันไปจ้องอีกฝ่าย
“ก็เพราะเหลาสุรามีแต่คนเมานั่นแหละข้าถึงคิดจะเปิด พอคนเมาแล้วก็ชอบพูดโพล่งอะไรออกมาโดยไม่คิด ง่ายต่อการสืบข่าว ถ้าอยากจะมีเครือข่ายข่าวสารก็มีแต่ต้องสร้างสถานที่ไว้สืบข่าว เื่เปิดเหลาสุราของข้าช้าเร็วยังไงก็ต้องเปิด แต่ร้านของท่านทำก่อนได้ไม่ต้องรอ” จื่อรั่วพยักหน้าแล้วรีบเก็บของ เพราะตอนนี้นางถูกโม่โฉวที่อยู่ในห้องด้วยั้แ่ต้นจ้องจนแผ่นหลังจะทะลุอยู่แล้ว
หลังจากจื่อรั่วจากไป เถียนซีก็รีบเก็บเครื่องเขียนและหีบสมบัติของตัวเอง ตอนนี้ที่เขาคิดเปิดโรงน้ำชาก็ตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าจะสร้างห้องเล็กๆ ไว้ดักฟังเวลาลูกค้าสาวๆ เข้ามาในร้านแล้วนั่งซุบซิบนินทา มีเื่ที่เสริมเติมแต่งบ้าง แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีความจริงอยู่หลายส่วน
เถียนซีมีแหล่งข่าวจากพวกผู้หญิงในเมืองแล้ว คิดจะหาแหล่งข่าวจากทางฝั่งผู้ชายไว้เปรียบเทียบด้วย เื่นี้เขาเลือกใช้คนกลุ่มเดิมที่เคยให้ไปสืบความจื่อรั่วกับหลี่เฉียงเมื่อหลายปีก่อนเป็คนคอยดักฟังและจดบันทึกออกมาทุกวัน ดังนั้นทุกวันนี้ความเคลื่อนไหวในวังหลวง หรือแม้แต่ข่าวที่ไกลออกไปถึงชายแดนยังมาถึงหูเขาจนได้
“อาเถียนยังไม่เสร็จหรือ?” เถียนซีหันไปมองโม่โฉวที่นั่งรออยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว
“เสร็จแล้วๆ ข้าอาบน้ำแล้วค่อยขึ้นเตียง”
เถียนซียกหีบของตัวเองไปเก็บแล้วเดินหายไปด้านหลังเพื่อเปลี่ยนชุดอาบน้ำ แต่โม่โฉวรีบวิ่งไปใช้มือแกว่งในอ่างน้ำแล้วนิ่วหน้า
“อาเถียนรอก่อน...น้ำไม่ร้อนแล้ว โม่โฉวไปยกให้ใหม่”
อันที่จริงแล้วงานพวกนี้เป็ของพวกนางกำนัลรับใช้ของเถียนซี แต่เถียนซีไม่ชอบเอาตัวเองไปใกล้ชิดกับพวกนางเหมือนเมื่อชาติก่อน ชาติก่อนเถียนซีมีนางกำนัลรับใช้คนสนิทข้างกาย กว่าจะรู้ว่าพวกนางเป็คนของอนุลี่เขาก็ถูกหลอกและปั่นหัวจนหูตามืดบอด เถียนซีจึงไม่ชอบคลุกคลีกับพวกนางกำนัลรับใช้อีก เื่ไหนที่ทำเองได้ก็จะจัดการด้วยตัวเอง แต่ส่วนใหญ่โม่โฉวมักจะดูแลเขาเอง เช่นเดียวกับวันนี้
เถียนซีรอจนโม่โฉวยกถังน้ำร้อนเข้ามาแล้วผสมน้ำอุ่นลงในอ่างให้จึงค่อยถอดเสื้อผ้าลงอ่างแช่น้ำ โดยมีโม่โฉวยืนหันหลังท่าทางลุกลี้ลุกลนแปลกๆ ก่อนหน้านี้พวกเขายังแก้ผ้าแช่อ่างน้ำร้อนด้วยกันอยู่บ่อยๆ มี่ปีสองปีที่ผ่านมาที่เริ่มแยกกันอาบน้ำ
“โม่โฉว...ถ้าเ้าจะเอาแต่ยืนอยู่แบบนั้นไม่สู้ออกไปดีกว่าหรือ? แต่ถ้าจะอยู่ก็มาช่วยถูหลังให้ข้าดีกว่า” เถียนซียื่นรังบวบถูกหลังให้อีกฝ่าย แล้วรวบผมขึ้นเป็มวยป้องกันผมเปียกน้ำ
เถียนซีเอนตัวไปด้านหน้าผิงกับขอบถังน้ำ เพื่อโชวแผ่นหลังให้โม่โฉวช่วยขัดหลังให้ ครู่ต่อมาจึงรู้สึกถึงฝ่ามือที่ลูบไล้แผ่นหลังเขาพร้อมกับรังบวบที่ถูกไปมาอย่างเบามือ
“เ้านวดๆ ตรงต้นคอให้ข้าด้วยสิ ่นี้มัวแต่ก้มหน้าจนปวดคอไปหมดแล้ว” รังบวบหายไปพร้อมกันนั้นก็มีฝ่ามือถูนวดต้นต้นคอ
“...อื้ม...” เถียนซีเอียงคอหลับตาพริ้มรับการปรนนิบัติ
“อา...เถียน..” เถียนซีได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหู พร้อมกับลมหายใจเป่ารดที่ต้นคอและความอ่อนนุ่มจุมพิสลงที่ต้นคอ
เถียนซีเบิกตาด้วยความใแล้วหันไปด้านหลัง โม่โฉวเองคล้ายเพิ่งได้สติก็ผละตัวลุกขึ้น อีกฝ่ายเืกำเดาไหลออกจากจมูกจนเถียนซีใ
“จะ..เ้า...เื!” โม่โฉวหน้าแดงก่ำรีบใช้หลังมือเช็ดเืกำเดาแล้วรีบวิ่งหนีไปทันที
หลังจากที่โม่โฉววิ่งออกไป เถียนซีก็หันหน้ากลับมา เขางอตัวกอดตัวเองให้จมลงไปในน้ำ เมื่อครู่โม่โฉวจูบเขา โม่โฉวจูบต้นคอเขา! เถียนซีรับงับความรู้สึกแปลกๆ ในใจแล้วรีบดำน้ำลงไปไล่ความรู้สึกวาบหวามออกไปจากหัว
เมื่อแต่งตัวเสร็จออกมาเถียนซีก็เห็นว่าโม่โฉวนอนหันหลังให้อยู่บนเตียงด้านนอก เถียนซีก็หันไปดับตะเกียง จากนั้นก็คลำทางปีนขึ้นไปบนเตียง โม่โฉวก็พลิกตัวหันหลังให้ เถียนซีจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ตอนที่กำลังจะเข้านอน เถียนซีก็ได้ยินโม่โฉวพูดออกมาเสียงเบาทำลายความเงียบ
“อาเถียน...โม่โฉวจะไปเป็ทหาร”
“ห๊ะ?”
“ท่านอ๋องเห็นด้วยกับโม่โฉว...โม่โฉวอยากให้อาเถียนเห็นด้วยกับโม่โฉว”
เถียนซีคิดไว้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งโม่โฉวจะต้องได้เป็แม่ทัพใหญ่ แต่การดั้นด้นไปเป็ทหารจากตำแหน่งเล็กๆ นั้นหนทางยากลำบาก ยิ่งชาตินี้โม่โฉวไม่ได้รู้จักกับแม่ทัพไป๋ การไต่เต้าตัวด้วยเองย่อมไม่ใช่เื่ง่าย
“หากเ้าตัดสินใจแล้วข้าก็ไม่ห้าม แต่เป็ทหารลำบากมาก เ้าจะไหวหรือ?”
“โม่โฉวไม่กลัวลำบาก”
“เข้าใจแล้ว...เ้าไปเป็ทหารอย่างที่ชอบเถอะ ข้าจะรอเ้าที่นี่” เถียนซีหันมองโม่โฉวในความมืด ในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมหันมองเขา โม่โฉวตะแคงหันหน้ามองเถียนซีเอื้อมมือมาแตะมือเขาไว้ เถียนซีพลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาโม่โฉวแล้วกุมมืออีกฝ่ายไว้จนกระทั่งหลับไป
-----------------------------------
To Be Con
เนื่องจากเื่นี้อ้างอิงจากยุคชุนชิวของจีนนะคะ
แคว้นจิ้นคอยปกป้องแคว้นโจว(ที่กำลังเสื่อมอำนาจ)จากแคว้นใกล้เคียง
เนื่องจากต่างแคว้นก็สถาปนาตัวเองเป็ฮ่องเต้เช่นกัน แคว้นที่ใหญ่พอๆกันก็จะมีแคว้นฉี,ฉู่,ฉิน
ซึ่งจิ้นอ๋องแต่เดิมมีตำแหน่งเป็ชินอ๋อง(เชื้อพระวงศ์ชายลำดับ1รองจากรัชทายาท)มีสิทธิในบัลลังก์
แต่เพราะไม่้าแก่งแย่งกับพี่ชายจึงได้ย้ายมาตั้งแคว้นจิ้น ใช้ชื่อแคว้นแทนสกุลใหม่
และสมมุติให้ชายแดนทางเหนือของแคว้นจิ้นคือชนเผ่าต่างๆค่ะ
นามิ