ในที่สุดการเดินทางตลอดสองอาทิตย์ของผมก็จบลงเสียที ผมก็ได้เดินทางมาถึง “เกาะลอยฟ้า Aztiz(อัซติซ)”
Aztiz สมัยก่อนนั้นอาณาจักรแห่งนี้นับได้ว่าเป็ประเทศปิดก็ว่าได้ แม้จะมีข่าวลือมามากมายว่า กลัวสูญเสียองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีที่โดดเด่นไปบ้าง หรือ อารยชนของคนเกาะลอยฟ้านั้นแตกต่างกับพื้นที่ข้างล่างบ้าง แต่ก็ไม่มีใครรู้เสียว่าข้างบนนั้นใช้ชีวิตกันยังไง แต่แล้ววันหนึ่งได้มีจดหมายถูกส่งมาจากทั่วทุกทวีป Falser เป็จดหมายคำเชิญให้เข้าสถาบันการศึกษาที่ Aztiz และต้องอายุไม่เกิน 16 ปี นั่นทำให้ทั่วทุกทวีปต่างแตกตื่นก็ว่าได้
นั่นจึงทำให้ผมต้องมายังที่นี่เพียงเพราะคำสั่งของอาจารย์ของผม ตลอดการเดินทาง 2 อาทิตย์ของผมในที่สุดก็ใกล้จบเสียที สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือ รอบข้างของเกาะนั้นมีโซ่ตรวนขนาดใหญ่คอยตรึงกับเกาะไว้อยู่และมีคนยืนอยู่ประจำแต่ละโซ่ตรวนนั้นๆ จำนวนโซ่ตรวนนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ในระหว่างที่ผมกำลังเดินไปโซ่ตรวนอันหนึ่งที่อยู่ใกล้กับผม
มีเสียงเด็กสาวที่ดูเหมือนกำลังตื่นได้ดังขึ้นมาในหัว
“...หาว เราถึงกันแล้วเหรอ”
“อือ จะไม่นอนต่อหน่อยเหรอ”
“ไม่หล่ะ ฉันจะปล่อยให้เอลล์เดินคนเดียวได้ยังไงกัน”
“แต่เนลล์หลับมาตลอดทางเลยนะ”
“แล้วใครเฝ้ายามให้นายตอนกลางคืนล่ะยะ!”
เสียงที่พูดอยู่ในหัวผมอยู่ตอนนี้คือ เนลล์ เป็ิญญาที่สิงอยู่ในดาบสีดำของผม Hangetsu เป็ดาบ “ต้องสาป” อาวุธต้องสาป เป็อาวุธที่มอบพลังให้กับผู้ใช้ได้อย่างมหาศาล มีจิตสำนึกเป็ของตนและมีความพยาบาทต่อบางสิ่ง แต่ต้องแลกมาด้วยกับการเสียความเป็ตนเองไปทีละนิด เมื่อผู้ใช้เสียความเป็ตัวเองไปทั้งหมดพวกเขาจะตกอยู่ในสถานะที่เรียกว่า “สิงสู่” เป็อาการที่อาวุธต้องสาปจะเข้าควบคุมร่างกายของผู้ใช้และจะทำตามความปรารถนาต่อบางยิ่งอย่างแรงกล้า ด้วยความร้ายแรงของมันในอดีตผู้ใช้อาวุธต้องสาปเสียการควบคุมเกือบทำให้ประเทศหนึ่งหายจากทวีปไป นั่นจึงทำให้ผู้คนต่างเกรงกลัวอาวุธต้องสาปเป็อย่างมาก และเนลล์ก็นับว่าเป็หนึ่งในจิตสำนึกของดาบเล่มนี้ก็ว่าได้ แต่ผมััถึงความอาฆาตอะไรจากเนลล์ไม่ได้เลย หรือเป็เพราะผมอยู่เนลล์มาั้แ่เด็กๆ รึเปล่ากันนะ
และแล้วในตอนที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ผมก็ได้เดินมาถึงผมไม่รู้เลยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างโซ่ตรวนนั้นเป็ใคร ด้วยหน้ากากตัวตลกที่ปิดยังใบหน้ามิดชิดและทางท่าการยืนที่ดูคล้ายกับบริกรคอยต้อนรับนั้นอีก
ผมได้เดินเข้าไปใกล้ บริการใส่หน้ากากก็ได้ตอบรับผม ผมควรทักทายเค้าก่อนสินะ
“เออ สวัสดีครับ”
“ขอดูบัตรเชิญด้วยครับ”
เสียงของบริกรหน้ากากก็ตอบผมดูจากน้ำเสียงที่ทุ้มแล้วคงเป็ผู้ชายวัยกลางคน ผมได้ยื่นจดหมายของผมให้กับเค้า
“.......10024 ได้รับการยืนยันแล้ว ทำการส่งตัว”
และแล้วก็เกิดแสงรอบตัวผมก่อนที่ผมจะได้ใหรือแสดงท่าทาง ผมก็ได้มาอยู่ที่หน้าประตูเมืองเสียแล้ว
สิ่งแรกที่ผมเห็นอยู่ข้างหน้านั่นก็คือประตูเหล็กขนาดใหญ่ 2 ข้างมันดูใหญ่โตราวกับให้คนั์เดินผ่าน รอบข้างนั้นมีกำแพงขนาดมหึมาปิดล้อมเมืองไว้อีกทีและมีลานกว้างขนาดใหญ่ นั่นเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อเป็อย่างมาก พวกเค้าทำได้ยังไงกัน กำแพงที่ดูแข็งแรงขนาดใหญ่ หรือ ประตูเหล็กขนาดใหญ่ นั้นก็ด้วย ขณะที่ผมกำลังตะลึงอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีแรงเหมือนคนเดินมาชน
“อะ ขอโทษนะคะ พอดีฉันไม่ทันระวังตัว”
เ้าของเสียงนั้นเป็เด็กสาวที่ดูแล้วอายุน่าจะรุ่นเดียวกันกับผม ด้วยผมสีแดงที่ดูราวกับกุหลาบ และดวงตาสีส้มอมแดงนั้นด้วย นั่นทำให้เข้ากับภาพลักษณ์ของเธอเป็อย่างมาก และท่าทางขอโทษของเธอเองดูเหมือนกับคนชนชั้นสูง เธอดูคล้ายกับองค์หญิงที่มาจากอาณาจักรใด อาณาจักรหนึ่งเลยก็ว่าได้
“ม-ไม่เป็ไรครับ พอดีผมเองโดนพามาที่นี่ก็เลยงงๆ กับสถานที่นิดหน่อยนะครับ”
“คุณเหมือนกับฉันเลยสินะคะ”
“คุณเองก็โดนพามาที่นี่เหมือนกับสินะครับ แล้วก็ผมชื่อ เอลล์ ครับ”
“เกือบเสียมารยาทแล้วสิ ดิฉันชื่อว่า แฟร์ ค่ะ”
แฟร์จิบชายกระโปรงทั้งสองข้างอย่างพลิ้วไหว เธอดูเป็คนที่สง่างามเป็อย่างมาก ผมได้พูดคุยกับแฟร์สักพักหนึ่ง นั่นทำให้ผมได้สังเกตว่าคนรอบข้างนั้นเริ่มออกมาเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มลานกว้างและแสงสุดท้ายก็ได้หมดลง แล้วก็ได้มีเสียงประกาศดังขึ้น
“สวัสดีทุกท่านด้วยนะครับ ขอต้อนรับทุกท่านสู่เมือง Aztiz ก่อนที่ทุกท่านจะเข้าไปข้างในได้นั้นผมมีบททดสอบให้พวกท่านสักหน่อยนะครับ”
มีบททดสอบก่อนเข้าด้วยงั้นหรอ ผมไม่คิดว่าจะเริ่มั้แ่หน้าประตูเลยแหะ
“ก่อนที่จะเริ่มบททดสอบ ผมขอให้ทุกท่านตรวจดูจดหมายของทุกท่านดูด้วยนะครับ คนที่มีจดหมายสีทองโปรดมาทางประตูฝั่งซ้ายของลานกว้างด้วยครับ”
ผมได้เช็คดูจดหมายแต่กลับว่าไม่มีสีทองที่ว่านั้นเลย ผมสังเกตดูคนรอบข้างก็ไม่มีเช่นกัน ก่อนที่ผมจะหันไปคุยกับแฟร์นั้น จดหมายของแฟร์ได้เปล่งแสงออกเป็แสงสีทอง แฟร์เองก็ดูมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อยนั่นทำให้เห็นรอยยิ้มของแฟร์ที่มุมปาก ก่อนที่แฟร์จะเดินไปรวมกลุ่มกับคนประตูซ้ายนั้น เหมือนแฟร์จะมาบอกลาผม
“ไว้เจอกันใหม่นะคะ คุณเอลล์”
“เช่นกันครับ ไว้เจอกัน”
แฟร์ได้หันหลังก่อนที่แฟร์จะเดินไปนั้นแฟร์ได้พูดประโยคหนึ่งขึ้นนั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
“ดาบสีดำของคุณดูสวยดีนะคะแล้วก็ระวังตัวด้วยนะคะ”
เห— ประโยคนี้ของแฟร์หมายความว่ายังไงกัน แฟร์รู้งั้นเหรอว่าดาบ Hangetsu เป็ดาบต้องสาปหน่ะหรือ หมายความว่าอย่างอื่นกันแน่นะ สีตาของผมเริ่มเปลี่ยนไปก่อนที่เนลล์ได้เข้ามาหยุดผม
“เอลล์ ใจเย็นก่อนสินายจะเปิดเผยตัวตนตรงนี้ไม่ได้นะ!!”
เนลล์ได้เข้ามาดึงสติผมไว้ ผมเกือบที่จะฆ่าคนไปแล้วสิเกือบไปๆ
“ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกนะ”
ในระหว่างที่คนจดหมายสีทองนั้นจะรวมตัวกันเสร็จผมได้สังเกตรอบข้างดู ดูเหมือนที่นี่จะจำนวนราวๆ 300 - 400 คนได้ นั่นเป็จำนวนที่ดูไม่น้อยเลยทีเดียว บางคนนั้นดูคล้ายกับขุนนางด้วยแสดงท่าทางที่ดูยิ่งยโสและเสื้อภาพที่ดูดีเป็เอกลักษณ์ ส่วนบางคนนั้นคล้ายคนยากจนเสื้อผ้าที่ฉีกขาดร่างกายที่แห้งติดกระดูก เสียงประกาศก็ได้ดังขึ้นอีกที
“ทุกท่านที่อยู่ฝั่งประตูซ้ายขอเชิญทุกท่านเข้าไปก่อนเลยครับ”
ประตูเหล็กขนาดใหญ่ได้เปิดออก ทำให้เห็นถึงสภาพห้องโถงข้างในของประตูซ้าย แม้ว่าจะมีคนแอบเข้าทางฝั่งประตูซ้ายแต่ก็โดนบริกรใส่หน้ากากไล่ออกมา
ดูจากจำนวนคนที่ผ่านเข้าไปนั้นมีจำนวนประมาณ 20 คน และแต่ละคนนั้นดูไม่ธรรมดาเป็อย่างมากนั่นรวมถึงแฟร์ด้วย
หลังจากที่ได้เข้าไปกันหมดประตูเหล็กฝั่งซ้ายก็ได้ปิดลง เสียงประกาศก็ดังขึ้นแต่ครั้งนี้นั้นน้ำเสียงกลับต่างออกไป
“กระผมจะอธิบายบททดสอบให้ทุกท่านฟังนะครับ บททดสอบของเราง่ายมากครับ จดหมายของทุกท่านจะถูกนับว่ามีคะแนนอยู่ 10 คะแนน และการที่ทุกท่านจะผ่านบททดสอบนั้นจะต้องมีคะแนนทั้งหมด 50 คะแนนด้วยกัน ส่วนการหาคะแนนนั้นง่ายมากครับ ไม่ว่าจะแย่งชิงจดหมายอีกฝั่ง หรือ การบังคับ แม้แต่การฆ่าอีกฝ่าย ก็อยู่ในขอบเขตเช่นเดียวกันนะครับ”
หลังจากที่เสียงประกาศนั้นจบลง ผู้คนในลานกว้างนั้นเต็มไปด้วยเสียงฮือฮากันมากมาย บางคนจะเริ่มหาพรรคพวกกัน ส่วนบางคนนั้นเริ่มที่จะหยิบอาวุธของตนออกมา สายตาของแต่ละคนนั้นเริ่มที่จะหาทางให้ตนมีชีวิตรอดกัน