ส่วนขั้นตอนนั้นคือการให้ผู้เข้าสอบบอกชื่อเต็มของตนเอง และ เทพเซียนที่ตนสังกัดอยู่ จากนั้นผู้ตรวจสอบจะเริ่มทำการตรวจข้อมูล การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าสอบเรียกได้ว่าเป็ขั้นตอนค่อนข้างเรียบง่าย แค่ดูข้อมูลของผู้สมัครว่าถูกต้องหรือไม่ ในบันทึกได้ระบุไว้ว่า : เขามีนามว่า อู่ อวี้ อายุ 15 ปี เหตุผลที่เข้าร่วมการทดสอบในวันนี้ ก็เพราะอยากมีส่วนร่วม
“เ้าอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 6 และ สละร่างขั้น 6 ใช่หรือไม่?” ผู้ตรวจสอบคุณสมบัติเงยหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะมีเจตนาทำให้เื่มันยุ่งยาก หรือ สร้างความลำบากใจแก่ผู้เข้าสอบ แต่เป็เพราะว่าในสมุดบันทึก ไม่มีข้อมูลระดับการบ่มเพาะของผู้ลงสมัครเลย (ไม่ว่าจะเป็ระดับพลัง หรือ ขั้นตอนการสละร่าง)
“ถูกต้องแล้ว. . .” อู่ อวี้ พยักหน้า
“งั้นเ้า ก็แสดงให้ข้าดูหน่อยแล้วกัน.”
จวนจะพ้นยามเที่ยง ผู้รับใช้ที่ลงสมัครได้ผ่านการตรวจสอบไปแล้วกว่า 300 คน
ก่อนการเข้าสอบ ผู้ลงสมัครจะต้องยืนยันสถานะ และ ระดับพลังการบ่มเพาะของตนเอง
หลังจากผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ มีม้าพันธุ์ดีผ่านเข้าไปได้ประมาณ 100 คน พวกเขาต่างมีสีหน้าจริงจังเคร่งเครียด ด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่าน พวกเขาต่างร้องะโออกมาด้วยเสียงดังลั่น ย๊ากกกก ~ ~ ~ ตู้ม ตู้ม ตู้ม!!! จากนั้นก็ปล่อยพลังทั้งหมดที่มี อัดกระแทกเข้าใส่ศิลาสีเขียวก้อนใหญ่ั์ อู่ อวี้ มั่นใจว่าศิลาก้อนนี้ต้องแตกในไม่ช้า หากพวกเขายังคงโจมตีด้วยพลังวัตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
ส่วน อู่ อวี้ โดนทดสอบเื่ความแข็งแกร่ง ว่าตัวเขานั้นมีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 6 จริงหรือไม่ ด้วยการให้เขาจับเชือกจูงมัดม้าทั้งหมด เพื่อทดสอบดูความแข็งแกร่งว่าจะสามารถต่อสู้กับแรงม้าได้หรือไม่ การทดสอบนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างเรียบง่าย ดังนั้นเขาจะต้องผ่านการทดสอบนี้ไปได้อย่างฉลุย!
“มันเป็ใคร?”
“ข้าเองก็ไม่รู้!”
ผู้ชมบางส่วนไม่ได้ขึ้นไปบนยอดเขา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงได้เห็นการทดสอบของ อู่ อวี้ แต่เพราะว่าเขาไม่เคยย่างกรายออกนอกเทือกเขาหยานหลี่เลย เขาจึงไม่เป็ที่รู้จักของผู้คนในนิกาย์นัก
“ปัง!”
เมื่อผู้ตรวจสอบตวัดแส้ลงบนม้า เงาของแส้ก็ปลิวว่อนอยู่บนอากาศให้เห็น เมื่อม้าถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง และ สร้างความเ็ปให้แก่พวกมัน ๆ จึงคลุ้มคลั่งทันที ต่อมามันก็เริ่มวิ่งหนีไปกันคนละทิศทาง ฮี่ ๆ ๆ ๆ ๆ ฮี้∼∼∼
“แข็งแกร่ง!”
ผู้ตรวจสอบที่ฟาดแส้ ชื่นชมในความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้
ความใ และ ความเ็ปทำให้พวกม้าพยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน มันฉุดกระชากเชือกด้วยสัญชาตญาณ พยายามใช้กีบเท้าตะเกียกตะกายตะกุยดิน จนสร้างฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศ ราวกับว่า อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบ!
“กลับมา!”
เขารู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น เขาจึงเตรียมพร้อมด้วยการกำเชือกไว้แน่น พร้อมทั้งงอเข่าลงเล็กน้อย จิกเท้าลงไปบนพื้น ไม่ว่าจะเป็กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะทุกส่วน ของเขาล้วนแข็งแกร่งราวอสูรั์
“ปะ เป็ไปได้ยังไง!”
ม้าศึก 100 ตัวที่กำลังคลุ้มคลั่งอย่างสุดขีด บัดนี้มันถูกดึงกลับมาด้วยมือเปล่า!
“ผ่าน!!!”
เมื่อการทดสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้น ผู้ทดสอบได้ยื่นแผ่นศิลาสีแดงให้กลับเขาแล้วกล่าวว่า “สิ่งนี้คือศิลาเพลิงแดง เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตเ้าตกอยู่ในอันตราย หรือ เ้า้าถอนตัวจากการสอบ หากเ้า้าเปิดใช้งานมัน เ้าจะต้องทำลายมันให้แตกหัก จากนั้นจะมีแสงสีแดงปรากฏขึ้นมา แล้วมันจะห่อหุ้มร่างกายของเ้าเอาไว้ ในไม่ช้าศิษย์ในนิกายจะเข้าไปช่วยเหลือเ้า”
‘เป็ศิลาเวทย์จริง ๆ!’ เมื่อ อู่ อวี้ มองลงไปบนแผ่นศิลาสีแดง เขาจึงพยายามทำความเข้าใจ กับรูปแบบของมันอย่างที่สุด แต่เพราะว่ามันมีรูปแบบซับซ้อนมากเกินไป ในท้ายที่สุดแล้วเขาจึงต้องยอมแพ้ แต่เขาก็สังเกตเห็นปราณ์จำนวนมาก กำลังไหลเวียนผ่านศิลาแผ่นนี้
ว่ากันว่ามีแต่ชาว์เท่านั้น ถึงจะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้
เขาเก็บแผ่นศิลาไว้อย่างมิดชิด จากนั้นก็เดินลอดเข้าไปในถ้ำด้านล่างของหุบเขา ้าหน้าประตูทางเข้ามีอักษรสลักไว้ 3 ตัวว่า - เส้นทางสู่แท่น์!
จุดเริ่มต้น, การทดสอบด่านแรก
......
“อู่ อวี้ ยังไม่กลับมาอีก!” เสิ่น อู๋เต้า มองซ้ายมองขวาอย่างร้อนรน ด้านข้างของชายชรามีผู้รับใช้ร่างอ้วนนั่งอยู่ เวลานี้มันได้ขโมยที่นั่งของ อู่ อวี้ ไปเสียแล้ว
เวลาผ่านไปเร็วเพียงชั่วพริบตา ในตอนนี้ได้มาถึงยามเที่ยงวันแล้ว จากตำแหน่งของชายชรา จะสามารถเห็นภาพของผู้รับใช้ที่เข้าสอบได้อย่างชัดเจน ผู้รับใช้คนแรกรีบพุ่งตัวออกมาเพื่อเข้าสู่เส้นทางแท่น์
การต่อสู้บนเส้นทาง์ ก็เพื่อนำพาตนเองไปสู่แท่น์... ผู้ใดก็ตามที่สามารถฝ่าฟัน และ มีชีวิตรอดออกมาจากทั้งสองด่านได้ ผู้นั้นจะสามารถเป็ “เทพ์” และ เป็ศิษย์ในนิกายอย่างแท้จริง!
ในสถานที่ของผู้เข้าชม มีผู้คนนับหมื่นกำลังเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ ในจำนวนคนทั้งหมดนี้มีทั้งผู้รับใช้ และ เทพ์ พวกเทพ์รอชมด้วยการนั่งบนลำคอ นกกระเรียน์ของตนเอง ซึ่งหัวกับตัวของมันก็มักหมุนไปมาอยู่ตลอดเวลา และ มันก็จะไปชนกระแทกเข้าร่างของผู้รับใช้อยู่เนือง ๆ เรียกได้ว่าสร้างความลำบากใจ และ ความรำคาญให้แก่พวกเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากออกมา เนื่องจากเกรงกลัวพลังของเหล่าเทพ์ หากพวกเขาเกิดทำให้เทพ์โกรธเคือง ย่อมไม่ใช่เื่ดีต่อพวกเขาแน่ ดังนั้นพวกเขาจึงเฝ้ารอชมการสอบเริ่มต้นขึ้น อย่างสงบเสงี่ยมอดทน
ส่วนนกกระเรียน์ที่โบยบินอยู่บนท้องนภา พวกเขาล้วนเป็ศิษย์ในของนิกาย์อย่างแท้จริง พวกเขาจัดกลุ่มเป็สองสามคน แล้วมองลงมาจาก้าเพื่อรับชมการสอบคัดเลือกอันงดงามที่กำลังเกิดขึ้น
ผู้ที่กำลังจับตาดูการสอบครั้งนี้ อย่างตั้งอกตั้งใจมากที่สุดก็คือ ผู้ควบคุมการสอบในวันนี้ ซึ่งเป็ผู้สูงส่งหรือเรียกว่า ผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋า!
้าของแท่น์ ที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ถูกสร้างขึ้นจากหยกขาว ซึ่งส่งประกายแสงระยิบระยับนับไม่ถ้วน ประกายแสงที่อยู่ด้านล่าง ทำให้รู้สึกว่ามันลอยคว้างอยู่กลางอากาศได้เพราะกระแสลมพัดผ่าน
บนแท่นหยกขาวมีเก้าอี้หยกวางอยู่ 3 ตัว ตัวตรงกลางเป็ตัวที่ใหญ่สุด เก้าอี้ตัวนั้นมีชายชราผมสีขาวนั่งอยู่ เขาสวมใส่ชุดคลุมสีขาวใบหน้าดุดันเข้มงวด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่ และ น่าเกรงขาม
เขาเป็ผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋า ผู้มีนามว่า “ท่านผู้เฒ่ามู่เกอ”
ที่นั่งด้านซ้ายว่างเปล่า ส่วนที่นั่งด้านขวาถูกโดยสตรีสวมใส่ชุดคลุมสีขาว แม่นางผู้นี้ก็คือ ซู หยานหลี่! เมื่อสังเกตเห็นว่า ซู หยานหลี่ กำลังนั่งอยู่บนแท่นลอยฟ้า ผู้รับใช้จำนวนมากที่อยู่ในเทือกเขาหยานหลี่ ต่างรู้สึกภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง ที่พวกเขามีเ้านายสูงส่งเปี่ยมด้วยบุญบารมี และ เป็ต้นแบบอันยิ่งใหญ่!
“หลานสาวหยานหลี่ ได้ข่าวว่าการสอบในครั้งนี้ ผู้รับใช้ของเทือกเขาหยานหลี่ ลงสอบด้วยใช่หรือไม่” ท่านผู้เฒ่ามู่เกอถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เหตุเพราะเขารู้จักนิสัยใจคอของหยานหลี่เป็อย่างดี ตามปกติแล้วนางจะไม่ใส่ใจกับผู้รับใช้คนใด
"ใช่แล้วท่านผู้เฒ่า มีอยู่ผู้หนึ่ง เขามีนามว่า อู่ อวี้” ซู หยานหลี่ตอบ
“โฮ่ะ ๆ ๆ เขามีความโดดเด่นเช่นไร?” ท่านผู้เฒ่ามู่เกอหัวเราะ ก่อนจะซักถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสงสัย
“ข้าเองก็ไม่ทราบ สิ่งนั้นคือเหตุผลที่ทำให้ข้า ต้องมาดูการสอบด้วยตนเองในวันนี้”
“โอ้! โฮ่ะ ๆ ๆ ๆ น่าสนใจ น่าสนใจ ถ้าเช่นนั้น! เราคงต้องตั้งอกตั้งใจดูการทดสอบในวันนี้ อย่างใกล้ชิดเสียแล้ว ...” ท่านผู้เฒ่ามู่เกอหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง แม้แต่เสียงหัวเราะของเขา ก็ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขาม ทำให้ผู้ได้ยินต่างรู้สึกเลื่อมใส นอกจากนี้ เขายังเป็หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพลังมหาศาลมากที่สุดในนิกายกระบี่์
“ซู หยานหลี่ นางมาจริง ๆ ด้วย!”
มีนกกระเรียน์หลายพันตัวอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ หนึ่งในนั้นมีชายสองหญิงหนึ่ง พวกมันก็คือกลุ่มของ ซือตู๋จินพร้อมกับเหล่าสหาย พวกมันก็มาดูการสอบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และ กำลังขี่อยู่บนหลังของกระเรียน์ ตำแหน่งที่พวกมันอยู่นับว่าเป็ตำแหน่งดีที่สุดในการรับชม
“ซือตู๋ จิน หรือมีสิ่งใดน่าสนใจ เกี่ยวกับผู้รับใช้ที่เข้าสอบหรือไม่? เราเริ่มต้นจากการเป็ศิษย์สายนอก แบบโดยตรง ฉะนั้นพวกเราจึงมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้รับใช้เหล่านี้ นับสิบเท่า!” สตรีสวมชุดแดงกล่าวขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
“โฮ่ะ ๆ ๆ ฮั่วเฉียน ในเมื่อเวลานี้พวกเราก็ค่อนข้างว่างอยู่แล้ว เหตุไฉนเราไม่มาดูพวกผู้รับใช้เหล่านี้ ต่อสู้แย่งชิงกันเยี่ยงกับสัตว์เดรัจฉาน เพื่อความรื่นรมย์สักหน่อยเล่า” ซือตู๋จินหัวเราะ
สตรีชุดแดงนางมีนามว่า ฮั่วเฉียน และ สตรีอีกนางผู้มีรูปร่างสูงระหงสวมชุดสีฟ้ามีนามว่า หลิว มู่เซ่ ส่วนบุรุษร่างผอมสูงอีกผู้หนึ่งมีนามว่า หวัง ยี่หยาง
แรกเริ่มแล้วพวกเขาคืุ์อยู่บนโลก แต่ละคนล้วนเป็ทายาทมาจากตระกูลยอดฝีมือ โดยเฉพาะตระกูลของ ซือ ตู๋จิน เป็ตระกูลยอดฝีมือที่มีเหล่าอัจฉริยะมากมาย อีกทั้งพวกเขายังมั่งคั่งอย่างยิ่ง พี่น้องทั้งสามได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่นิกายกระบี่์ หากไล่ลำดับพี่ใหญ่มีนามว่า ซือตู๋ คัง คนรองมีนามว่า ซือตู๋ จิน น้องคนสุดท้องมีนามว่า ซือตู๋ ิหลาง ซึ่งมีฝีมือ และ มีความอัจฉริยะมากสุด
“ซือตู๋จิน ท่านอย่าทะนงตนมากนัก ข้าได้ยินมาว่ามีผู้รับใช้ 3 คนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 ซึ่งสูงมากกว่าพวกเรา 1 ขั้น”
‘ระดับชั้นฟ้าขั้น 7 ... มันอยู่ในระดับเดียวกับพี่ชายของข้า’ ซือตู๋จิน เกิดความริษยาขึ้นมาทันที
มีข่าวอีกว่าการต่อสู้ระดับครั้งนี้ เป็การต่อสู้ระดับตำนาน และ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“มาพนันกันดีกว่าว่าผู้ใดจะเป็คนแรก ที่ได้เข้าไปสู่แท่น์!”
........
“เมื่อเข้าประตูนี้ไป ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตากำหนดว่าจะอยู่ หรือ ตาย!”
อักษร 13 คำที่อยู่บนศิลาด้านหน้าของ อู่ อวี้ ถูกเขียนไว้ด้วยโลหิต เพียงแค่นี้มันก็ทำให้หัวใจสั่นระทึก เต้นไม่เป็จังหวะราวกับว่า์กำลังกู่ก้องร้องคำรามออกมา!
ศิลาอีกก้อน เขียนข้อความเอาไว้ว่า
“วิถีแห่งเต๋า เป็เส้นทางของผู้ฝึกตน ซึ่งเต็มไปด้วยความโเี้อำมหิต ผู้ใดเหยียบย่างเข้ามาในเส้นทางนี้ จะไม่มีวันได้หันหลังย้อนกลับ!”
มาถึงศิลาก้อนสุดท้าย ซึ่งเป็ก้อนที่ใหญ่สุด
“ผู้ฝึกตนก็คือ โจร ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะรักษาความเป็ธรรมได้”
"ใช่แล้ว ผู้ฝึกตนคือโจรผู้แย่งชิงทั้ง์ และ ปฐี สิ่งเดียวที่จะทำให้เขารักษาความยุติธรรมได้ก็คือ เขาจะต้องแข็งแกร่งเท่านั้น!” หลังจากผ่านเคราะห์กรรมแสนยากลำบากมาได้่หนึ่ง อู่ อวี้ ก็สามารถเข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง
ณ ตอนนี้ผู้รับใช้กว่า 300 ชีวิต กำลังอยู่ภายในหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยความมืด ที่นี่ไม่มีสหายมีแต่คู่แข่ง ฉะนั้นพวกเขาจึงเว้นระยะห่างซึ่งกันและกัน
การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เสิ่น อู่เต้า และ เหล่าเทพเซียน กำลังรอชมภาพเหตุการณ์ของผู้อยากเข้าสู่นิกายกระบี่์ และในวันนี้มันจึงเป็วันสำคัญสุดในชีวิตของเขา!
ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้น!
“หากข้าผ่านการทดสอบนี้ไปได้ ข้าจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะท้าทาย ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน!”
เขาจะต้องกลับไปยังอาณาจักรบูรพา เย่วอู่ ให้จงได้
ทันใดนั้น ภายในถ้ำก็เกิดเสียงดังอื้ออึง
“คนผู้นั้นคือ เ้า ตานหลง! เขาอยู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 7 มีพลังวัตรเทียบเท่าอาชา 200 ตัว! ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีวิชาประจำตระกูลมีชื่อว่า ‘เพลงสามสิบกระบี่ตระกูลเ้า’ ! ด้วยวัยเพียง 14 ปี!”
เพียง อู่ อวี้ ฟังจากบทสนทนา เขาสามารถคาดเดาได้อย่างรวดเร็วว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ จะต้องเป็คนถือตัว และ หยิ่งทะนงยิ่งนัก
ในความจริงแล้วผู้รับใช้กว่า 300 คนนี้ล้วนเป็เหล่าอัจฉริยะ ผู้ซึ่งมาจากอาณาจักรมนุษย์แทบทั้งสิ้น ผู้มีอายุ 15 ปีเช่นเขาถือว่าอายุมากสุดสำหรับที่นี่ ผู้เยาว์สุดมีอายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น!
“น่ะ นั่นมัน จื่อฮั้ว? เขาอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 มีคำร่ำลือว่าเขากำเนิดในป่า และ ถูกเลี้ยงดูโดยพญาเสือโคร่งผู้เป็เ้าแห่งป่า เขาเป็นักรบโดยกำเนิดอย่างแท้จริง ศิษย์น้อยใหญ่ล้วนชื่นชมชอบพอในตัวเขา ครั้นเขายังมีวรยุทธอันล้ำลึก ไม่ว่าจะเป็กระบวนท่า ‘แปดกระบวนท่าสังหารอสูร’ แถมยังมีกระบวนท่าสุดพลิกแพลงอย่าง ‘อสรพิษก้าวมายา’ แล้วสิ่งที่ทำให้เขาเื่ชื่อได้ถึงเพียงนี้เหตุก็เพราะว่า เขามีอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น!”
ฝูงชนกำลังพูดคุยถึงเด็กหนุ่มที่สวมชุดคลุมขนสัตว์ เขาจ้องมองมายังฝูงชนด้วยแววตาราวกับสัตว์ป่า
มีผู้รับใช้ 3 คนที่อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 7 ซึ่งฉะนั้นแล้วก็ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งคนด้วยกัน และคนคนนั้นก็ยังเป็เด็กสาวอีกด้วย นางมีนามว่า ชิงเิ เป็เด็กสาวผู้มีดวงตาสีฟ้าดุจมหาสมุทร และ เป็ผู้รับใช้ของศิษย์หลัก แม่ของนางเป็เพียงคนธรรมดา อีกทั้งยังมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก นางเข้ามาอยู่ในนิกายตอนอายุ 7 ขวบปี
วรยุทธ์ของนางค่อนข้างมีรูปแบบเฉพาะตัว มันชื่อว่า ‘กระบี่เงากู่ซาน’ กับ ‘ก้าวพริบชิงเิ’ ตามลำดับ
แม้ว่าคนทั้งสามจะมีระดับฝีมือสูงมากเพียงใด แต่ภารกิจของ อู่ อวี้ คือการเข้าสู่นิกาย หาใช่การเป็อันดับหนึ่งไม่ จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะเป็ศัตรูกับคนเหล่านี้ ครั้นเขายังรู้สึกเลื่อมใสผู้เยาว์ทั้ง 3 โดยเฉพาะแม่นางชิงเิ ด้วยวัยเพียงแค่ 12 ปี นางสามารถมีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 แล้ว!
“เห็นได้ชัดว่ามีพลังเหนือกว่า ซือตู๋จิน มากนัก”
ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ศิษย์นิกาย์กว่า 20 คนก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่ด้านหน้า ผู้นำคนนี้อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ เขา สวมชุดคลุมสีดำ มีเส้นผมดำขลับ ดวงตาของชายผู้นี้ดูลึกล้ำน่าเกรงกลัวยิ่งนัก ผู้ที่สามารถแผ่แรงกดดันอันน่าเกรงขามได้เช่นนี้ คงจะต้องเป็ศิษย์หลักเท่านั้น
“ผู้เข้าร่วมในการสอบคัดเลือกทั้งหลาย บัดนี้ใกล้ถึงเวลาเส้นทางสู่แท่น์จะเปิดแล้ว เมื่อพวกเ้าเข้าสู่เส้นทางแท่น์ พวกเ้าจะต้องเผชิญการโจมตี 3 ระลอกคลื่น ในระหว่างทางพวกเ้าจะพบเจอกับบรรดาสัตว์อสูรที่ใกล้จะเป็ปีศาจ ซึ่งทั้งหมดถือเป็การทดสอบ ข้าอยากจะขอเตือนพวกเ้า ในระหว่างผ่านด่านการทดสอบ พวกเ้าจะต้องพบเจอกับอันตรายมากมาย และ บาง่อาจจะอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ความอันตราย และ ความยากลำบากของมัน เรียกได้ว่าแม้แต่ศิษย์บางคนก็ยังมิอาจผ่านด่านไปได้ ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่พวกเ้ารู้สึกว่าชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย ให้พวกเ้าหักแผ่นศิลาแดงเสีย เมื่อมันถูกทุบทำลายจนแตกหักแล้ว ผลของมันคือการตรวจสอบสถานการณ์ แล้วหลังจากนั้นพวกข้าจะเข้ามารับตัวเ้า”
คำพูดของศิษย์หลักที่กล่าวออกมา ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่หลายคน เมื่อพวกเขาได้ยินคำกล่าวเ่าั้แล้ว สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็ซีดเผือดลงทันที
“ในบรรดาผู้ร่วมเข้าทดสอบทั้ง 300 คนนี้ จะมีเพียง 100 คนแรกเท่านั้นที่พุ่งออกจากเส้นทางสู่แท่น์ ถึงจะมีโอกาสทดสอบในด่านต่อไป นั่นก็คือบนแท่น์ เรียกได้ว่าโอกาสมีแค่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น … ข้าหวังว่าพวกเ้าทุกคนจะทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเ้าจะทำได้ เพื่อคว้ามันเอาไว้”
“พวกเ้าจงจำไว้ให้ขึ้นใจว่า หากพวกเ้าสามารถผ่านการทดสอบครั้งนี้ไป พวกเ้าจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็ชาว์ หลังจากนั้นชีวิตของพวกเ้าจะหฤหรรษ์ ไปกับการสังหารเหล่ามารปีศาจ! หากในวันนี้เ้ายังไม่สามารถ เผชิญหน้ากับอสูรแค่เพียงไม่กี่ตัว แล้วในภายภาคหน้า เ้าจะสังหารมารปีศาจที่มีฤทธิ์เดชเก่งกาจได้เช่นไร? "
“สาวกของนิกายกระบี่์ ล้วนเป็วีรบุรุษที่กวัดแกว่งกระบี่! เอาล่ะถึงเวลาเริ่มต้นการทดสอบ ข้าขออวยพรให้พวกเ้าทุกคนแล้วกัน พวกเ้าจงสลักคำว่า ‘จบการฆ่า’ เอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ”
ขณะที่ศิษย์หลักจบประโยคคำพูดสุดท้าย ถ้ำก็เริ่มสั่นะเืขึ้นทันที จากนั้นประตูศิลาก็ค่อย ๆ เลื่อนออก เปิดให้เห็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ในความมืดนั้นจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื และ การฆ่าฟัน
“การต่อสู้ของเส้นทางสู่แท่น์ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!”
มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย
เส้นทางค่อนข้างกว้าง
ผู้รับใช้ 300 คนพุ่งเข้าสู่เส้นทางอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวพลาดโอกาสที่จะเป็หนึ่งในร้อยคนสุดท้าย อู่ อวี้ เข้ามาเป็คนแรกจึงทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้างเล็กน้อย จริงอยู่ว่าคนอยู่หน้าสุดมักต้องเผชิญการโจมตีอันน่าสยดสยอง
เขาเอาผ้าที่ห่อหุ้มกระบี่ออก ขณะก้าวอยู่กลางเส้นทางอย่างมั่นคง
ฟ่อ ฟ่อ!
คนส่วนใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความมืดเข้ามา ต่างไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดกำลังรอคอยตนอยู่อีกฟาก แม้ในความมืดมิดยังพอมีแสงสลัวส่องให้เห็นอยู่บ้าง พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นพืชผักที่ถูกปลูกไว้บนพื้นดิน
ผู้รับใช้ 300 คนที่เข้ามา เริ่มกระจายตัวออกจากกัน ต่างกัดฟันเพื่อให้ตนรุดไปข้างหน้าได้เร็วที่สุด
“อสรพิษหงอนแดง!”
ขณะที่พวกเขาเดินเข้าสู่เส้นทางโล่งกว้าง ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น
สิ่งที่ทำให้ผู้มีพลังอยู่ในระดับส่วนขั้น 6 ส่งเสียงกรีดร้องเช่นนี้ได้ ย่อมไม่ธรรมดา .. อสรพิษหงอนแดงเป็สัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“งู?”
มันทำให้ อู่ อวี้ นึกถึงนางมารหว่านชิง
* ฟ่อ ฟ่อ! *
หัวอสรพิษที่โผล่ออกมาจากพื้นดิน มีขนาดใหญ่เท่ากับอ่าง กลิ่นสาบของมันพวยพุ่งออกมาแตะจมูกพวกเขาทันที อสรพิษตัวนี้มีลำตัวสีดำ บนหัวรูปทรงสามเหลี่ยมของมันมีหงอนสีแดงยื่นออกมา หงอนของมันคมกริบราวกับกระบี่ที่ถูกอาบยาพิษร้ายแรงเอาไว้
ผู้รับใช้ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อพวกเขามองไปรอบ ๆ ก็เห็นภาพของอสรพิษหงอนแดง หลายร้อยตัวแออัดยัดเยียดอยู่บนพื้น!
...................................................................................................................