บนอาคารสำนักงานของเมอร์เมสที่เป็อาคารสูงถึงสามสิบชั้น ซึ่งจะมีห้าชั้นบนสุดที่เป็ชั้นสำหรับบอร์ดผู้บริหารและมีอยู่ชั้นหนึ่งที่เป็ห้องทำงานของซีอีโอของบริษัท และเ้าของบริษัท
อันที่จริงก่อนหน้านี้บริษัทนี้เป็บริษัทไอทีเก่าแก่ที่ใกล้จะล้มละลาย แต่ทว่าก็ได้เมอร์เมสที่เป็บริษัทไอทีหน้าใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรงในขณะนั้นเข้ามาเทคโอเวอร์ หลังจากนั้นก็เป็ยุครุ่งเรืองของเมอร์เมสที่สามารถเพิ่มยอดกำไรให้พุ่งสูงเป็ประวัติการ อีกทั้งยังสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หลังจากนั้นไม่กี่ปี ซึ่งเป็เหตุให้เมอร์เมสนั้นสามารถกระจายสาขาไปทั่วโลก
ประธานบอร์ดบริหารตอนนั้นคือ นักรบ ธนาภูมินทร์ ที่ตอนนั้นมีอายุแค่ 25 ปีเท่านั้น โดยมีเพื่อนสนิทของเขาอีกคนเป็ซีอีโอ มีคณะผู้บริหารจากเมอร์เมสและผู้บริหารคนเก่า ๆ จากบริษัทที่เขาเข้ามาเทคโอเวอร์อยู่ในคณะบอร์ดผู้บริหารด้วย แม้จะมีจำนวนไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่ก็จะลาออกไปหลังจากที่เขาเข้ามาเทคโอเวอร์
แต่ถึงจะมีจำนวนไม่มาก นักรบก็มักจะปวดหัวกับความคิดของผู้บริหารเก่า ๆ เ่าั้อยู่เป็ประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็คนที่มีอายุทั้งนั้น ทำให้กรอบความคิดของเขาเ่าั้ยังเก่าและแคบอยู่มาก อีกทั้งทิฐิมานะ อัตตาที่คิดว่าคนที่อายุน้อยกว่าต้องเชื่อฟังคนที่อายุมากกว่านั่นอีก มันยิ่งทำให้นักรบเกือบเสียความเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นทุกครั้งที่มีประชุมบอร์ดผู้บริหาร นักรบจะใช้พลังกายอย่างมากที่ใช้เพื่อต่อสู้กับผู้บริหารหัวโบราณเ่าั้
และวันนี้เองก็เช่นกัน หลังจากผ่านการประชุมบอร์ดผู้บริหาร่เช้าซึ่งกินเวลาไปเกือบสามชั่วโมงกว่าจะได้ข้อสรุป มันจึงเป็เหตุให้นักรบนั้นถึงกับปรับเบาะเก้าอี้ทำงานของเขาให้เอนลง พร้อมกับนอนทอดกายไปกับเก้าอี้ทำงานนั้นอย่างอ่อนเพลีย
เสียงเปิดประตูห้องทำงานเขาเข้ามาอย่างถือวิสาสะ แต่ทว่านักรบนั้นก็หาได้ลืมตามองสักนิด เพราะเขารู้ว่าในเมอร์เมสนั้นมีคนเดียวที่กล้าทำแบบนั้นได้
“โห— ถึงขนาดหมดแรงเลยหรือครับ ท่านประธาน...”
น้ำเสียงล้อเลียนของชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเทา เสื้อเชิ้ตตัวในสีขาวนั้นถูกปลดกระดุมประมาณสองสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกขาว ไร้วี่แววของเนคไท ซึ่งมันเป็อะไรที่น่ารำคาญสำหรับเขามาก ชายคนนั้นถอดเสื้อสูทนอกออกพาดกับโซฟารับแขกกลางห้องทำงานของนักรบ จากนั้นก็นั่งทิ้งตัวอย่างสบาย ๆ โดยมีเตชินเดินตามมาเอาน้ำมาเสิร์ฟ ก่อนจะกลับไปประจำที่ของตนเอง
“ฉันละปวดหัวกับพวกนั้นเสียจริง...ให้ตายเถอะ..”
เสียงของนักรบดังขึ้นขณะที่ยังคงนอนหลับตาอยู่
“พวกไดโนเสาร์ก็อย่างงี้แหละ...วางใจเถอะ เดี๋ยวก็สูญพันธ์ไปเองละน่า”
น้ำเสียงสบาย ๆ ของชายคนนั้นเอ่ยขึ้น ขณะที่ในมือยังถือแก้วน้ำที่เตชินเพิ่งวางไว้ พร้อมกับจ้องมองหยดน้ำข้างแก้วที่ค่อย ๆ ไหลย้อยลงมาจนกระทั่งหยดลงบนหน้าตักเขาด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“แล้วเป็ไงบ้าง ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว...”
นักรบปรับเก้าอี้ขึ้นมานั่งมองชายคนนั้นด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งชายคนนั้นหาใช่ใครอื่น เขาคือซีอีโอของเมอร์เมส ‘กวิน หัสดีเมธากรณ์’ เป็อีกคนหนึ่งที่ร่วมจัดตั้งเมอร์เมส และช่วยกันพาเมอร์เมสให้ประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้
“ก็นะ— เกือบเสร็จแล้วล่ะ อีกไม่นานหรอก....”
กวินตอบนักรบด้วยน้ำเสียงไร้ความกังวลใด ๆ ส่วนสายตาที่มองกลับไปที่นักรบก็เป็สายตายิ้ม ๆ แบบมีเลศนัย
“เจออะไรละสิ...”
นักรบที่รู้จักนิสัยเพื่อนเขาดี เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแววตาที่ยังคงจริงจัง จนกวินที่เห็นดังนั้นถึงกับหลุดขำนิด ๆ เมื่อจินตนาการว่าเพื่อนเขาคนนี้มีความรัก จนนักรบที่เห็นท่าทีของกวินถึงกับนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ
“เจอเยอะเลยล่ะ...แถมอันนี้คือไม้เด็ดด้วยสิ”
กวินตอบพร้อมกับหันมามองแก้วน้ำใบเดิมด้วยสายตาราวกับสิงโตกำลังจ้องเหยื่อ
“งั้นเหรอ— ฉันจะได้หายปวดหัวซักที”
“ฮ่า ๆ ๆ ก็นายจริงจังเกินไปไงเล่า...ผ่อนคลายมั่งก็ได้นะ”
“.......”
นักรบขมวดคิ้วมองกวินอย่างไม่เข้าใจ เขาจริงจังมันไม่ดีหรือไง เขาคิดในใจ กวินที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มพร้อมลุกขึ้นจากโซฟาคว้าเสื้อนอกของเขาแล้วเดินออกจากห้องไป ก่อนออกจากห้องเขาหันมาบอกกับนักรบด้วยประโยคที่ทำให้นักรบต้องครุ่นคิดอย่างหนัก
“ระวังสาวจะไม่แลเอานะเว้ย— เสือ”
สาวไม่แลงั้นเหรอ ฮึ— ไม่เห็นจะเป็อย่างที่เพื่อนเขาว่าเลยสักนิด มีแต่จะวิ่งเข้าหาเข้าจนน่ารำคาญละสิไม่ว่า นักรบส่ายหัวด้วยความไม่เข้าใจในคำพูดของเพื่อนรักก่อนจะลุกขึ้นไปทานมื้อเที่ยงในห้องพักส่วนตัวซึ่งเขาให้เตชินเตรียมเอาไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว
ไม่ทันไรเตชินก็เปิดประตูเข้ามาหานักรบพร้อมกับถือโทรศัพท์แนบหูค้างเอาไว้ เหมือนกำลังคุยกับใครอยู่ก่อนแล้ว
“ขออนุญาตครับ คุณนักรบครับ มีสายจากโรงเรียนคุณจอมทัพครับ...”
นักรบขมวดเลิกคิ้วมองเตชิน
“จากอาจารย์แนะแนวครับ...เขา้านัดพูดคุยเื่ของคุณจอมทัพครับ จะให้ผมจัดตารางนัดเลยมั้ยครับ”
เตชินเอ่ยถามนักรบ นักรบขมวดคิ้วครุ่นคิด เมื่อได้ยินเื่เกี่ยวกับจอมทัพ เขาเริ่มกังวลกลัวว่าจอมทัพจะไปสร้างเื่อะไรอีกหรือเปล่าถึงได้ถูกเรียกพบผู้ปกครองอย่างนี้
“บอกไปว่า...พรุ่งนี้บ่ายผมจะเข้าไป”
“ครับ”
จากนั้นเตชินก็ออกไปพร้อมกับถ่ายทอดคำพูดของนักรบให้กับอีกฝ่ายที่อยู่ในสายรับรู้ หลังจากที่เตชินออกไป นักรบนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าที่เป็กังวลมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อในสมองเขานั้นคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเื่ของจอมทัพ
--------------------
ปารมีไม่คิดว่าการจะขอพบนักธุรกิจหมื่นล้านอย่างนักรบจะง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยดิบเข้าปากแบบนี้ เธออุตส่าห์เตรียมแผนการเอาไว้เยอะแยะเพื่อทำให้ได้พูดคุยกับเขาเกี่ยวกับจอมทัพ แต่ไม่คิดว่าแค่โทรไปกริ๊งเดียวก็สามารถนัดหมายได้ง่ายดายเช่นนี้
ผู้ชายที่กำลังนั่งไขว้ห้างมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาที่จ้องมาที่เธอเขม็ง พร้อมกับปล่อยรังสีบางอย่างที่ชวนให้อึดอัดใจแผ่กระจายจนเธอนั้นแทบจะหายใจไม่ออก ราวกับอาการแพนิคจะกำเริบเสียอย่างนั้น คือ นักรบคนนั้นนั่นเอง
ช่างให้ความรู้สึกราวกับคุณครูที่กำลังจ้องจับผิดนักเรียนที่แอบกินขนมในห้องเรียนไม่มีผิด แม้ว่าตอนแรกที่เธอได้เห็นหน้าค่าตาของท่านนักธุรกิจใหญ่คนนี้ เธออาจจะตกตะลึงกับความหล่อเหลาและรูปร่างที่แสนเพอร์เฟคก็เถอะ แต่ถ้าให้คะแนนบวกลบกับบุคลิกที่แสนจะเคร่งเครียดจริงจังและมองเธอมาด้วยแววตาเ็าเช่นนี้ เธอก็ไม่ไหวเหมือนกัน
ส่วนอีกคนที่นั่งโซฟาอีกตัวถัดจากเขานั้น คือชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง แม้จะผอมบางกว่าเขา แต่ทว่าภาพโดยรวมของเขานั้นดูคล้ายกับนักเรียนดีเด่น ที่ถามอะไรก็ตอบได้ไปหมดทั้งจักวาลเลยทีเดียว ซึ่งปารมีคิดว่าคนนี้น่าจะเป็เลขาส่วนตัวของนักรบที่เธอคุยด้วยเมื่อวานนี้
อืม— จะว่าไปคุณเลขาก็หน้าตาไม่เลวนะเนี่ย เธอคิด แถมยังให้บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลาย และพึ่งพาได้ ต่างกับอีกคนที่มีความสามารถพิเศษสามารถสังหารคนได้ด้วยการมอง ซึ่งเธอก็กำลังจะเป็คนนั้น
“เอ่อ— ดิฉันขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันชื่อ ปารมี ปักษากร เป็อาจารย์แนะแนวของที่นี่ค่ะ..”
“นักรบครับ”
เป็การแนะนำตัวที่สั้นได้ใจความ และเมื่อนักรบเอ่ยชื่อของตัวเองเสร็จ คุณเลขาส่วนตัวก็รีบยื่นนามบัตรราวกับนัดแนะกันมาพร้อมกับรอยยิ้มธุรกิจ
อา— เข้าใจแล้ว พวกเขาคงติดนิสัยจากการเดินทางไปเจรจาธุรกิจสินะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเมอร์เมสถึงได้ประสบความสำเร็จขนาดนั้น
“ไม่ทราบว่า จอมทัพก่อเื่อะไรเอาไว้เหรอครับ ถึงได้ต้องเรียกผู้ปกครองมาคุยด้วยอย่างนี้”
และแล้วน้ำเสียงทุ้มเฉียบขาดของนักรบก็เอ่ยขึ้น จนทำให้ปารมีที่กำลังคิดนินทาชายหนุ่มต้องสะดุ้งนั่งหลังตรงโดยอัตโนมัติ
“เอ่อ— ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันแค่จะปรึกษาเกี่ยวกับอนาคตของจอมทัพน่ะค่ะ เพราะว่าเขาไม่ได้เขียนอะไรเลยในแบบสอบถามเรียนต่อค่ะ พอดิฉันเรียกมาสอบถามเขาก็บอกว่าเขาจะไม่เรียนต่อค่ะ ไม่ทราบว่าคุณผู้ปกครองทราบเื่นี้หรือเปล่าคะ”
ปารมีเอ่ยอธิบายสาเหตุที่เรียกผู้ปกครองของจอมทัพซึ่งก็เหลือแค่คนเดียวนั่นก็คือนักรบ พร้อมกับหยิบแบบสอบถามเรียนต่อของจอมทัพมาวางบนโต๊ะ
นักรบเอื้อมไปหยิบแบบสอบถามเรียนต่อซึ่งไม่มีการเขียนใด ๆ ลงไปนอกจากชื่อ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด จริงจัง จนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งตึงเครียดหนัก ปารมีที่นั่งดูปฏิกิริยาของนักรบต่อแบบสอบถามเรียนต่อของจอมทัพด้วยความรู้สึกอึดอัดเกินบรรยาย
“เดี๋ยวผมจัดการเอง... แค่นี้ใช่มั้ย งั้นผมขอตัว”
นักรบยื่นแบบสอบถามคืนให้ปารมี จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับ ปารมีได้แต่อ้าปากค้างเพราะเหตุการณ์นั้นมันเร็วมากจนสมองเธอคำนวณตามไม่ทัน เธอสู้อุตส่าห์เตรียมข้อมูลเอาไว้เป็ปึก แต่ว่านักรบมาถึงนั่งมองแล้วก็บอกว่าจะจัดการเองแล้วก็กลับไป ซึ่งมันทำให้เธอนั้นเข้าใจจอมทัพนิด ๆ แล้วว่าเขานั้นอยู่สภาพแวดล้อมแบบไหนอยู่ ส่วนมือก็รับแบบสอบถามอย่างงงๆ
หลังจากอึ้งจบความรู้สึกโกรธก็เริ่มเข้ามาแทนที่ เธอไม่คิดว่าคนในครอบครัวของจอมทัพซึ่งเหลือเพียงคนเดียวนั้น ไม่ใส่ใจเขาเลยแม้แต่น้อย จนทำให้เธอนั้นต้องร้องะโรั้งชายหนุ่มเอาไว้ พร้อมกับก้าวเดินไปหาเขาฉับ ๆ ด้วยความไม่พอใจ โดยลืมไปว่าเมื่อกี้นี้เธอนั้นยังกลัวชายคนนี้อยู่เลย
“เดี๋ยวค่ะ!!! ...”
นักรบชะงักเท้าพร้อมกับหันมามองปารมี ซึ่งเขานั้นในิดหน่อยเมื่อปารมีนั้นมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแค่เมตรเดียวเท่านั้น แต่ทว่าเขาก็รีบปรับสีหน้าเป็ปกติ พร้อมกับถามออกไป
“มีอะไรงั้นเหรอ”
ปารมีรู้สึกปรี๊ดแตกเมื่อเห็นท่าทางนิ่งเฉยของนักรบ
“คุณเป็ผู้ปกครองภาษาอะไร... จอมทัพเหลือคุณเป็ครอบครัวคนเดียวนะคะ...การที่คุณทำเหมือนไม่ใส่ใจแบบนี้ ถ้าฉันเป็จอมทัพฉันจะรู้สึกแย่เอามาก ๆ และก็คงรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ มันเ็ปนะคะ ความรู้สึกแบบนั้น”
ปารมีพูดสิ่งที่เธอคิดออกมาจนลืมตัว เพราะเธอนั้นมีความรู้สึกอยากจะช่วยจอมทัพเนื่องจากเธอนั้นเห็นตัวเธอในอดีตซ้อนทับกับจอมทัพ อดีตที่เ็ป
นักรบที่ได้ยินดังนั้นเขาก็ตะลึงอึ้งที่ปารมีะเิอารมณ์โกรธใส่เขา และสาเหตุที่โกรธนั้นยังเป็จอมทัพหลานของเขาอีกด้วย เขารู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก จากนั้นเขาก็รู้สึกว่ามันเจ็บที่ใจจนบอกไม่ถูก
เขากำมือทั้งสองข้างแน่น ราวกับกำลังระงับความรู้สึกบางอย่างที่มันปะทุขึ้น ความรู้สึกที่เขานั้นพยายามซ่อนมันมานาน หัวคิ้วขมวดแน่น แววตาสับสน กังวล เป็ห่วง และเ็ปนั้นมันฉายออกมาอย่างเก็บไม่อยู่
เมื่อเห็นท่าทางนั้นของนักรบ ปารมีก็ใและอึ้งเล็กน้อย เธอเห็นอยู่ในดวงตาคู่นั้นของนักรบ ซึ่งมันก็ทำให้ปารมีนั้นเริ่มเข้าใจทุกอย่าง ทั้งสาเหตุที่จอมทัพกลายเป็แบบทุกวันนี้ กับความสัมพันธ์ระหว่างน้าหลาน
เธอยิ้มพร้อมกับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อย ๆ เธอก็ได้รู้ว่านักรบเองนั้นก็เป็ห่วงจอมทัพมากขนาดไหน แต่ติดตรงที่เขานั้นไม่รู้วิธีการแสดงออกมากกว่า นอกจากนี้สิ่งที่เป็ปัญหาก็คือ ความปากหนักของเขา เธอถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่จุดประกายบางอย่างในตัวนักรบ
“ถ้าไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกนะค่ะ”
โปรดติดตามตอนต่อไป