ภูมิ หรือ ธนวัฒน์ อัครวงศ์ เกิดวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม เขามีเืกรุ๊ป AB ตอนแรกเกิดภูมิมีสภาวะสมองขาดออกซิเจน หยุดหายใจไปเกือบนาที แต่คุณหมอช่วยปั๊มหัวใจและดึงชีวิตของเขาออกจากอุ้งมือของพญามัจจุราชมาได้ แต่เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนไปนานเนื้อสมองบางส่วนถูกทำลาย หมอจึงไม่รับรองว่าเขาจะเติบโตมาแบบคนปกติหรือไม่ แต่สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ภูมิโตมามีพัฒนาการสมวัย แต่มีสิ่งหนึ่งพ่วงมาด้วยซึ่งบางคนบอกว่ามันเป็ 'พร์ ' แต่สำหรับตัวของภูมิเองแล้วสิ่งนี้ภูมิขอเรียกมันว่า 'คำสาป'
ภูมิมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากสายตาของคนปกติเค้ามองเห็นมาั้แ่เขาจำความได้ และสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้คนที่เขาััแม้เพียงปลายก้อย ส่งผลให้ตอนเด็กเขามักจะพูดคนเดียว และทำของหายบ่อย ๆ เพราะเขามักจะแบ่งปันของเ่าั้ ไม่ว่าจะเป็ขนม ของเล่น หรือแม้กระทั่งรองเท้าให้กับบรรดาเพื่อนที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น เขามักจะเก็บตัวและชอบเล่นคนเดียว
จนกระทั่งเขาอายุได้เก้าขวบ วันนั้นฝนตกหนัก ภูมิจำได้ว่าเขาวิ่งตามเด็กผู้ชายคนหนึ่งไปที่หลังบ้าน เมื่อตามไปทันเด็กคนนั้นก็กลายเป็ผู้ชายร่างสูงใหญ่ สวมหมวกคาวบอย ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสะพรึงก็คือดวงตาภายใต้หมวกคาวบอยนั้น มันช่างลึกและกลวงโบ๋ราวกับหลุมดำอันไม่มีที่สิ้นสุด ภูมิสบตากับมัน หนูน้อยรู้สึกราวกับว่าิญญาของเขาจะถูกดูดและตกลงไปภายใต้หลุมดำนั้น ภูมิจำได้ว่าตัวเองกรีดร้องออกมาสุดเสียง และสลบไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในอ้อมกอดของแม่ และพ่อก็กำลังบีบนวดขาให้
"แม่หนูกลัว"
พร้อมกับซบหน้าลงไปซุกอกของแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
"ไม่ต้องกลัว พ่อกับแม่อยู่นี่ อยู่ตรงนี้กับหนู"
พ่อของเขาพูดออกมาเสียงแ่ มองหน้าแม่อย่างกังวล ไม่รู้ว่าลูกเป็อะไรกันแน่ มีคนรอบข้างหลาย ๆ คนบอกกับเขาว่าลูกชายของเขาเป็บ้า หรือไม่ก็ปีศาจร้าย ควรจะไปหาหลวงพ่อหรือหมอผีบ้าง แต่เขากับภรรยาก็ไม่เชื่อ แต่เห็นทีคราวนี้เขาอาจจะต้องทำตามเพราะเคยพาลูกไปโรงพยาบาล หาหมอเด็กเฉพาะทางมาหลายคน แต่อาการของภูมิก็ไม่ดีขึ้น เขายังชอบเก็บตัว พูดคนเดียว และชอบเล่นคนเดียวเหมือนเดิม
หลังจากที่ลูกชายหลับไปแล้วสองสามีภรรยาก็มาปรึกษากันถึงเื่ในวันนี้
"เห็นทีเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะแม่ หลวงตาที่วัด ท่านน่าจะให้คำตอบกับเราได้"
วันรุ่งขึ้นพ่อกับแม่ของภูมิก็ลางานและเตรียมของไปทำบุญที่วัดในหมู่บ้าน
"มาซะทีนะ..โยม"
หลวงตาพูดขึ้นหลังจากที่ท่านฉันภัตตาหารเช้าเสร็จและภูมิก้มลงกราบท่าน ราวกับรู้ว่ายังไงพวกเขาก็ต้องมาพบท่านแน่นอน
ตอนนั้นภูมิยังไม่รู้เื่อะไรเท่าไหร่แต่ได้ยินพ่อกับแม่พูดกันเื่จะต้องทำการ 'ปิดตาที่สาม' ให้กับเขา แต่หลังจากเสร็จพิธีแล้วหลวงตาท่านมีท่าทางหนักใจและบอกกับแม่และพ่อของภูมิว่า ไม่รู้ว่าจะทำการ 'ปิด'ได้นานแค่ใหน เพราะพลังของภูมินั้นมันกล้าแกร่งมาก หากปิดกั้นนานเกินไป พลังจะทะลักล้นออกมา อาจจะส่งผลเสียต่อตัวของภูมิได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตและสภาพร่างกายของภูมิด้วย เปรียบเสมือนเขื่อนที่มันจะสามารถทนรับแรงดันของน้ำได้นานขนาดไหน หากไม่มีการระบายน้ำออกมาเลย เขื่อนอาจจะแตกได้
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นภูมิก็เติบโตมาเหมือนเด็กปกติเรียนหนังสือรู้เื่ ซึ่งก่อนหน้านั้นครูเคยบอกว่าเขาเป็เด็กสมาธิสั้น และไม่อยู่นิ่ง
จนกระทั่งอีกหกปีต่อมา ในวันครบรอบวันเกิดภูมิปีที่ 15 พอดี ความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนปกติมองไม่เห็นของภูมิก็กลับมา เพราะหลวงตาท่านที่ทำพิธี 'ปิดตาที่สาม' ให้ภูมิท่านมรณะภาพ และเขาก็เสียพ่อไปในปีนั้นนั่นเอง
แต่..คราวนี้ภูมิไม่ใช่เด็กน้อยเหมือนครั้งก่อนแล้ว เขารู้วิธีควบคุม 'พลัง' ในตัวเองได้จากการนั่งสมาธิ และเขาก็ได้พบกับมันอีกครั้ง เ้าปีศาจคาวบอยั์ตามืดมิดตนนั้น มันมาเพื่อบอกกับภูมิว่า ภูมิคือบุคคลพิเศษ ถูกส่งมาเพื่อให้ทำภาระกิจบางอย่าง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรู้ และได้บอกวิธีควบคุมสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นให้กับเขาด้วย ซึ่งภูมิเรียกเขาเ่าั้ว่า 'ดวงจิต"
ตอนที่สอบปลายภาคเทอมสุดท้ายของ ม.6ภูมิเคยใช้ให้ดวงจิตดวงหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นมานานนับร้อยปีไปดูคำตอบของคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องมาให้เขา โดยแลกกับการที่ภูมิทำให้ดวงจิตดวงนั้นหลุดพ้นจากการสิงสถิตอยู่ที่นี่ ทำให้เทอมนั้นภูมิสอบผ่านทุกวิชาแบบชิว ๆ ส่วนเ้าปิศาจคาวบอยตัวนั้นก็ได้กลายมาเป็ 'ผู้ว่าจ้าง' ของเขาในเวลาต่อมา และยังมอบแว่นสายตาที่มีความพิเศษให้กับเขา แว่นอันนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือเวลาที่สวมมันเขาจะมองเห็นร่างแปลงของดวงจิตที่้าให้คนทั่วไปเห็น แต่เมื่อไหร่ที่ถอดมันออกเขาจะมองเห็นร่างจริงของดวงจิตเ่าั้ นั่นจึงเป็สาเหตุให้เขาสวมแว่นสายตาั้แ่นั้นมา ซึ่งหากคนอื่นถามเขาจะบอกว่าสายตาสั้น
มาถึงตลาดแล้วร้านก๋วยเตี๋ยวเ้าประจำคนไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ เขาสั่งเมนูเดิม เส้นเล็กหมูน้ำตก มองหาที่ว่างสำหรับหย่อนตูดลงนั่ง ก็มองเห็นโต๊ะตัวนึงอยู่มุมในสุด มีที่ว่างสำหรับเขาหนึ่งที่ ดวงจิตนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นสามดวง ดวงละมุม เฮ้อ ! เสียตังค์อีกแล้วสิเราเอาวะคิดว่าทำบุญเพิ่งได้ 'ค่าจ้าง' มายังใช้ไม่หมดเลย หย่อนตูดลงนั่ง มิน่ามุมนี้ไม่มีคนนั่ง เ้าที่เพียบนี่เอง