เวลาตั้งแต่ช่วงเกือบท้ายของงานเลี้ยงผ่านไปนานพอสมควร ท่าทีที่แสดงออกมาทั้งหมดนั้นปกติมาก ไม่มีท่าทีอะไรผิดปกติเลยสักนิดบางคนเริ่มสงสัยนักพรตคนนี้ขึ้นมาแล้ว
ซูหมิงเยว่มองไปรอบๆ แล้วสบตาเข้ากับองค์ชายห้าพอดีสายตาของเขามีความหมายที่ไม่ชัดเจน สบตากันเพียงครู่เดียวก็ดึงสายตากลับไป
นางขมวดคิ้วพร้อมกับหวั่นใจเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
นักพรตคนนั้นตรวจสอบทีละคน เพียงครู่เดียวก็มาหยุดตรงหน้าซูหมิงเยว่ มือที่ถือตุ๊กตาตัวเล็กขยับไปมาเขาหลับตาไปปากก็สวดมนต์ไป
ซูหมิงเยว่นั่งนิ่งหน้าไร้อารมณ์พร้อมกลั้วหัวเราะในใจ
ในตอนนี้เอง มือที่ถือตุ๊กตาตัวเล็กของนักพรตก็สั่นไหวต่อมานักพรตก็เบิกตากว้าง แววตาเฉียบคมจ้องซูหมิงเยว่ก่อนจะพูดเสียงดุ “หาเจอแล้วเป็นเจ้า กลิ่นอายไสยศาสตร์ออกมาจากตัวของเจ้า”
ซูหมิงเยว่ตัวแข็งทื่อพลางขมวดคิ้ว แววตาปรากฏแววเย็นเฉียบออกมา สีหน้าเองก็ขรึมขึ้นมาทันทีนางหันไปมององค์ชายห้าทันที แต่คนที่ถูกมองกลับทำท่าทางนิ่งเฉยเหมือนกับคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
วินาทีต่อมาซูหมิงเยว่ก็เข้าใจในทันที
พอนักพรตพูดคำนี้ออกมา ทั่วทั้งงานเลี้ยงก็ระเบิดเสียงดังขึ้นมาทันที ทุกคนต่างมองไปทางซูหมิงเยว่สีหน้าเปลี่ยนไปมากพร้อมทั้งถกเถียงกันเรื่อยๆ
ตุ๊กตาตัวเล็กในมือของนักพรตคนนั้นยังสั่นอยู่สีหน้าของฮ่องเต้ดำราวกับก้นหม้อพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ซูหมิงเยว่เรื่องนี้เจ้าจะอธิบายอย่างไร?”
สีหน้าของซูหมิงเยว่เย็นราวกับมีน้ำแข็งมาเกาะ ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้วนางถึงได้รู้ว่าติดกับองค์ชายห้าเข้าเสียแล้ว แต่ตอนนี้นางทำได้แค่ใจเย็นลงก่อน
นางลุกขึ้นยืนมองฮ่องเต้ที่อยู่ตำแหน่งสูงกว่าก่อนจะกล่าวด้วยสายตาใสซื่อ “หม่อมฉันไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิดเพคะขอฝ่าบาทโปรดตรวจสอบให้ชัดเจนเพคะ”
ตอนนี้เองนางกำนัลที่พบตุ๊กตาตัวเล็กก็เอ่ยปากออกมา “ฝ่าบาทหนูปีคิดออกแล้วเพคะ วันนี้คุณหนูซูไปที่วังของไทเฮาเหนียงเหนียง หนูปีดูแลไทเฮาเหนียงเหนียงเปลี่ยนเสื้อผ้าในตำหนักคุณหนูซูรออยู่ด้านนอกตำหนักเพคะ”
ทุกคนก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ซูหมิงเยว่ไปที่ตำหนักเหรินโฉวจริงเมื่อพูดเช่นนี้แล้ว ซูหมิงเยว่จึงตกเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดจริงๆ
ฮ่องเต้ตบโต๊ะเสียงดังพร้อมพูดเสียงดุ “เจ้ายังจะแก้ตัวอย่างไร?”
สีหน้าของซูหมิงเยว่ยังไม่เปลี่ยน นางไม่ได้ถ่อมตัวหรือแข็งกร้าวเกินไปและยังคงพูดต่อ“หม่อมฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ เพคะ หม่อมฉันไม่รู้ว่าอะไรคือไสยศาสตร์หม่อมฉันไม่เคยทำเรื่องนี้มาก่อน”
“คุณหนูท่านนี้กำลังสงสัยความสามารถของอาตมาอย่างนั้นหรือ?”
นักพรตคนนั้นมองซูหมิงเยว่ด้วยท่าทางไม่พอใจ “บนตัวเจ้ามีกลิ่นอายของไสยศาสตร์ อาตมาจะมองผิดได้อย่างไร วิชาคำสาปนี้เป็นเจ้าที่เป็นคนร่ายมัน”
ดวงตาของซูหมิงเยว่ฉายแววเย็นวาบขึ้นมา นางมองไปทางนักพรตคนนั้น คนที่ถูกนางมองก็ตื่นตระหนกฝีเท้าถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
“คุณหนู จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?” เสี่ยวอวี่เริ่มร้อนใจท่าทางใกล้จะร้องไห้ออกมาแล้ว เดิมทีก็เป็นงานเลี้ยงอยู่ดีๆ เหตุใดถึงได้เปลี่ยนมาเป็นเช่นนี้
ทุกคนต่างมองดูเรื่องสนุกของซูหมิงเยว่เดิมทีซูหมิงเยว่ก็ไม่ได้สนิทกับพวกเขา ตอนนี้ทุกๆ ครอบครัวต่างทำเหมือนไม่เกี่ยวข้องด้วยและกำลังสงสัยแต่ก็มีพวกคนที่สมน้ำหน้านางเหมือนกับจ้าวอวี้ถิง
ซูหมิงเยว่ส่งสายตาไปให้เสี่ยวอวี่เป็นการบอกว่าอย่าเพิ่งร้อนใจ ก่อนจะหันกลับไปมองนักพรตแล้วถามกลับ“เช่นนั้นเจ้ามีอะไรเป็นหลักฐาน แค่คำพูดอย่างเดียวก็ยืนยันว่าข้าเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?”
นักพรตหัวเราะเสียงเย็นหนึ่งที “อาตมาขอเจ้าอย่าได้ต่อต้านเลยกลิ่นอายไสยศาสตร์บนตัวของเจ้าอาตมาเห็นได้อย่างชัดเจน”
นักพรตพูดประโยคเดิมออกมาอีก ต่อมาตุ๊กตาตัวเล็กในมือของเขาก็สั่นอย่างรุนแรงอีกครั้ง“เห็นหรือไม่? เพราะเจ้าเป็นคนร่ายมัน ทั้งยังดื่มน้ำที่มีวันเกิดของผู้ที่ถูกสาปลงไปด้วยดังนั้นตอนนี้ขอแค่อาตมาร่ายมนต์ เจ้าสิ่งนี้ก็จะสั่น”
“ซูหมิงเยว่ เจ้ายังมีอะไรจะพูดหรือไม่?”
สีหน้าของฮ่องเต้ดำคล้ำเหมือนก้นหม้อ สายตาที่มองซูหมิงเยว่เต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างปิดเอาไว้ไม่มิด
ไทเฮาเองก็หน้าขรึมลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ซูหมิงเยว่ ที่วันนี้เจ้าเอาเสื้อผ้ามาให้ข้าก็เพราะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วเจ้าอยากจะทำร้ายข้าหรือ?”
ซูหมิงเยว่ก้มหน้าลงแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าและพูดออกมาแต่ละคำอย่างจริงจัง“หม่อมฉันจะพูดอีกครั้ง เรื่องนี้หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเดียว หม่อมฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปทำร้ายไทเฮาเหนียงเหนียงหม่อมฉันเองก็ไม่รู้ว่าวิชาคำสาปคืออะไร อีกทั้งหม่อมฉันยังไม่รู้เวลาตกฟากของวันเกิดไทเฮาเหนียงเหนียง...”
“แต่ตอนนี้นี่คือความจริง เจ้าไม่จำเป็นต้องแก้ตัวแล้ว”ไม่รอให้ซูหมิงเยว่พูดจบ ฮ่องเต้ก็พูดตัดบทนาง “แอบทำร้ายไทเฮาทำเรื่องที่ไม่มีมนุษยธรรมเช่นนี้ เจิ้นตัดหัวเจ้าสิบทีก็ยังไม่พอ ซูโม่นี่คือบุตรสาวที่เจ้าสั่งสอนมาหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นความผิดพลาดของกระหม่อมที่ไม่ได้สั่งสอนนางให้ดี”ซูโม่รับคำแล้วยืนขึ้นมา “กระหม่อมจะยึดตามการลงโทษของฝ่าบาท”
ซูหมิงเยว่หันไปมองซูโม่แล้วขมวดคิ้ว นางรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า“ท่านพ่อ ท่านก็ไม่เชื่อข้าหรือ?”
ซูโม่มองนางด้วยสายตาเย็นเยียบเหมือนกับกำลังมองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตำหนิ“ลูกทรพี ข้าไม่มีลูกสาวเช่นเจ้า”
ซูหมิงเยว่มองซูโม่แต่ไม่ได้พูดอะไร นางมองอยู่ครู่หนึ่งก็พลันหัวเราะเย้ยหยันตัวเองซูโม่ไม่เคยพูดช่วยนางเลยตั้งแต่ต้น ทั้งยังไม่เชื่อนางอีก นี่คือบิดาของนางจริงๆหรือ
นางมองไปทางจี๋โม่หานที่อยู่ตรงข้ามเขาที่นั่งอยู่ตรงนั้นปล่อยบรรยากาศเย็นวาบออกมา ใบหน้าไร้ความรู้สึกริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันน้อยๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธ
ซูหมิงเยว่เผชิญหน้ากับสีหน้าเป็นห่วงของหลิงชวนก่อนจะส่ายหน้าเงียบๆ เป็นการบอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งลงมือทำอะไร
ฮ่องเต้ถามอีกครั้ง “ซูหมิงเยว่ เรื่องนี้เจ้ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
“เรื่องที่หม่อมฉันไม่ได้ทำ ถึงแม้ฝ่าบาทจะถามอีกกี่พันกี่หมื่นครั้งหม่อมฉันก็ไม่มีทางยอมรับเพคะ” ซูหมิงเยว่กำหมัดพลางกดความโกรธและความเจ็บปวดในใจ“เรื่องในวันนี้มีคนใส่ร้ายหม่อมฉันเพคะ”
“สารเลว” พอฮ่องเต้ถูกเถียงกลับมาสองครั้ง เขาก็กล่าวเสียงกร้าว “ทหาร จับซูหมิงเยว่เข้าห้องขังแล้วรอฟังคำตัดสิน”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คุ้มกันวังหลวงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกพุ่งเข้ามาจับตัวซูหมิงเยว่ทันทีก่อนจะลากนางไปด้านนอกแขนของซูหมิงเยว่ถูกบีบจนเจ็บ นางขมวดคิ้วเข้าหากัน
“คุณหนู” เสี่ยวอวี่ร้องเรียกอย่างร้อนใจ น้ำตาเหมือนจะไหลออกมา
“ช้าก่อน”
ตอนนี้เองเสียงเย็นก็ดังขึ้น เดิมทีอากาศในฤดูร้อนยังมีความร้อนบ้างอยู่เล็กน้อยแต่เป็นเพราะเสียงนั้นอากาศก็พลันเย็นลงขึ้นมาทันที
หัวใจของซูหมิงเยว่บีบเข้าหากัน นางหลับตาลงแล้วถอนหายใจ นางไม่อยากดึงจี๋โม่หานเข้ามาเกี่ยวข้องเลยจะอย่างไรสถานการณ์ทางพวกเขาก็ไม่ค่อยจะดีแต่จี๋โม่หานจะปล่อยนางโดยไม่สนใจได้อย่างไรกัน
ทุกคนต่างหันไปมองทางเสียงนั้น พวกเขาต่างคิดไม่ถึงว่าในสถานการณ์เช่นนี้จี๋โม่หานจะออกหน้าให้ซูหมิงเยว่
ฮ่องเต้มองไปทางเขาอย่างไม่พอใจ “องค์ชายมีเรื่องอะไรหรือ?”
จี๋โม่หานวางสองมืออยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเย็นชา ทั้งประโยคที่เปล่งออกมานั้นยิ่งเย็นเยียบขึ้นไปอีก“เรื่องนี้ยังมีหลายอย่างที่น่าสงสัย น้องคิดว่าฝ่าบาทควรจะตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”