ตอนที่ 2 สถานีร้าง ‘คารังฮู’
(กลางคืน)วันที่ 5082 ฤดูร้อนเดือนที่ 3 ของยุคสมัยทรินิตี้
นับถอยหลัง: ก่อน ‘วันพายุสีแดง 6 วันเศษ’
“แกร๊งงงแกรงงแกรงง... แกรง แกรง แกร๊งงง” เสียงชะลอความเร็วของจักรกลเหล็กดังทั่วบริเวณสถานีแห่งนี้พร้อมกับที่ภายในตัวสถานีก็มีเสียงแหลมดังกังวาลประหลาดๆตอบกลับจักรกลเหล็กของเราสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับพวกเราทุกคนแม้กระทั่งปู่ไทมัสก็ตาม
พวกเรามาถึงสถานีร้างที่มีชื่อว่า ‘คารังฮู’ ตามประวัติของสถานีนี้คือเดิมทีมันคือสถานีที่มีชื่อเสียงและเป็ที่สำหรับพักสินค้าก่อนเข้าสู่นครหลวงทรินิตี้แต่ในวันที่ 1307 ฤดูหนาวของยุคสมัยทรินิตี้ได้มีพายุสีขาวลูกใหญ่พัดเข้าสู่ตัวสถานีอย่างบ้าคลั่งผู้คนแข็งตายภายในอาคารที่อยู่อาศัยทันทีอุณหภูมิที่ต่ำลงราวกับถูกลงโทษจากพระผู้เป็เ้าแร่คอสโรที่้เป็แกนกลางพลังงานความร้อนหลักของสถานี ‘คารังฮู’ ถูกแช่แข็งั้แ่ที่พายุพัดเข้ามาระลอกแรกไม้แบสเตียนที่เป็โครงสร้างของตัวอาคารที่พักอาศัพกลับถูกแช่แข็งในแบบที่เป็ไปไม่ได้น้ำโยราที่ควรจะระงับความหนาวเย็นทั่วสถานีกลับถูกแช่แข็งในเตาปฏิกรณ์พร้อมๆกับแร่คอสโรถือเป็ 1 ในภัยพิบัติที่เลวร้ายครั้งหนึ่งของ่ต้นยุคสมัยทรินิตี้
“ข้าเคยแต่ได้ยินตำนานแห่ง ‘คารังฮู’ พึ่งเคยมาพบด้วยตาตัวเองที่นี่คือ 1 ในสถานที่ที่ถูกพระเ้าทอดทิ้งสินะ” ปู่ไทมัสพูดขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบๆสถานีขนาดใหญ่แห่งนี้
ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่านปู่แม้ว่าผมจะเคยเห็นความตายมากมายจากทั้งมนุษย์และสัตว์จากการล่าสัตว์แต่ไม่เคยเห็นความตายของผู้คนนับหมื่นขนาดนี้พวกเขาน่าจะตายโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำจากการถูกแช่งแข็งแบบฉับพลันทุกอิริยาบถบอกถึง่เวลาสุดท้ายของพวกเขาไม่ว่าจะเป็เด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นไม่ว่าจะกำลังเตรียมตัวทานอาหารบนโต๊ะผู้ชายที่ยืนพิงเสาพักเหนื่อยหรือแม้กระทั่งผู้หญิงที่อุ้มลูกที่ห่อด้วยผ้าหลายชั้นพวกเขาเหล่านี้ไม่มีการเน่าเปื่อยแต่ก็ไม่มีลมหายใจอีกต่อไปและก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากสถานที่แห่งนี้ได้
“ใช่แล้วขอรับผู้คนรู้จักกันว่าเป็ 1 ในสถานที่ที่ถูกพระเ้าทอดทิ้งนักเดินทางหรือนักสำรวจต่างๆที่เข้ามาในสถานีมักจะได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงโหยหวนของผู้คนในเมืองเสมอจนทางนครหลวงตั้งชื่อฉายาสถานีนี้ด้วยว่า ‘เสียงเพรียกแห่งความตายคารังฮู’ เสียงเ่าั้มาจากการที่สายลมพัดผ่านเศษซากอาคารและตัวสถานีแห่งนี้ขอรับมันฟังดูคล้ายกับเสียงโหยหวนของผู้คนนับหมื่นภายในเมืองนี้” 1 ในลูกเรือตอบกลับมา เขาเป็คนเดียวกับที่แนะนำสถานที่นี้เป็เส้นทางที่พักชั่วคราว 1 คืนก่อนเดินทางต่อลูกเรือคนนั้นชื่อว่าเอรานเป็ลูกเรือที่มีศักดิ์เป็ถึงญาติห่างๆของหัวหน้ากลุ่มพ่อค้าเ้าของจักรกลเหล็กที่พวกเราใช้เดินทางกันอยู่
“พวกเราสามารถพักที่จุดไหนได้บ้างครับเอราน ?” ผมถามเ้าตัวถึงสถานที่พักเพราะทางด้านหน้าสถานีมีศพแช่แข็งในอิริยาบถต่างๆอยู่จำนวนมากถ้าฝืนนำจักรกลเหล็กเข้าไปมีหวังได้ทับร่างผู้คนนับพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอนผมขอไม่รบกวนการพักผ่อนของผู้วายชนม์เหล่านี้จะดีกว่า
“ในปัจจุบันมีจักรกลเหล็กจำนวนมากเริ่มมาแวะพักที่สถานีนี้จึงมีสถานที่สำหรับจอดพัก 1 คืนโดยเฉพาะอยู่ที่ด้านข้างสถานีขอรับนายน้อยเคลื่อนที่ไปตามรางด้านขวาจะพบกับโรงเก็บจักรกลขนาดใหญ่ที่นั่นขอรับ” เอรานแนะนำสถานที่อย่างเชี่ยวชาญแสดงว่าเขาเคยพาพวกพ่อค้ามาพักที่นี่ก่อนกลุ่มของพวกเราอย่างแน่นอนไม่แปลกใจเลยที่เอรานจะไม่เห็นด้วยกับผู้แนะนำเส้นทางอีก 2 คนใน่เช้าแม้ว่าสถานีจะไม่สามารถใช้ได้แต่ก็มีโรงจอดพักอยู่ด้านข้างสำหรับหลบเลี่ยงการเจอพายุได้ดีโชคดีจริงๆที่จักรกลเที่ยวนี้มีผู้แนะนำเส้นทางอย่างเอรานมาด้วย
จักรกลเหล็กเข้าสู่พื้นที่จอดปลอดภัยแล้วเป็โรงเก็บจักรกลขนาดใหญ่ทางปู่ไทมัสบอกกับพวกเราว่าให้จัดแจงพื้นที่และตรวจสอบทุกตู้ขบวนให้ดีพรุ่งนี้หลังจากพายุผ่านพ้นไปจะรีบออกเดินทางซึ่งเื่นี้ผมเห็นด้วยกับปู่ไทมัสแม้ว่ามันจะปลอดภัยแต่ก็จะมีเสียงโหยหวนของลมหนาวที่พัดผ่านสถานี ‘คารังฮู’ ดังอยู่ตลอดเวลา
ทุกอย่างเป็อย่างที่ผมคาดการณ์เอาไว้นั่นคือ ‘พายุหลงฤดู’ ครั้งนี้รุนแรงเป็อย่างมากและมีผลกระทบกับเส้นทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออกทั้งคู่ต้องขอบคุณทางเอรานที่แนะนำเส้นทางสถานีชั่วคราวแห่งนี้เป็ที่พักอีกครั้ง
พวกเราทุกคนรวมตัวกันที่ขบวนที่ 4 เพื่อพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับเดินทางเข้าสู่นครหลวงในวันพรุ่งนี้ในระหว่างที่พวกเรากำลังตระเตรียมที่นอนพักผ่อนประกอบไปด้วยผู้คนตระกูลโลว 6 คนและลูกเรืออื่นๆอีก 12 คนแต่ในขณะที่กำลังจะเตรียมตัวเข้านอนผมสังเกตเห็นท่าทีที่แปลกไปของคน 5 คนในตู้ขบวน
คนแรกคือปู่ไทมัสท่านบอกให้ทุกคนเตรียมตัวนอนพักผ่อนให้มากๆแต่ตัวท่านเองกำลังออกกำลังกายและยืดเส้นยืดสายเป็สิ่งที่ผมเห็นบ่อยตอนที่ท่านปู่เตรียมตัวเข้าป่าเพื่อไปล่าสัตว์ใน่ฤดูร้อนกับคนในตระกูลโลวปู่ไทมัสทำเหมือนกับคนที่กำลังเตรียมตัวทำอะไรสักอย่างหรือว่าแถวสถานีแห่งนี้มีสัตว์ร้าย ?
คนที่สองที่ผมสังเกตได้คือกีรานเขานั่งหลับตาทำสมาธิอย่างสงบที่เตียงด้านข้างผมแต่กีรานเคยบอกผมว่าเวลาที่เขาออกไปล่าสัตว์กับปู่ไทมัสเวลาอยู่ในป่า่กลางคืนเขาจะเป็คนจัดเตรียมแร่คอสโรให้ร้อนตลอดเวลารวมถึงทำหน้าที่เฝ้าเวรยาม่กลางดึกอยู่เสมอจึงทำให้ต้องใช้การนั่งสมาธิแทนประสาทััจะเปิดอยู่ตลอดเวลาแต่ร่างกายสามารถพักผ่อนไปด้วยในตัวถึงจะไม่มากก็ตามแม้แต่กีรานเองก็เอาเทคนิคจากการล่าสัตว์มาใช้ในตอนนี้
คนที่สามที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือพี่โกทัคเดิมที่พี่โกทัคเป็คนที่นอนไวนอนง่ายเวลาเดินผ่านห้องพี่โกทัคในบ้านตระกูลโลวเมื่อไรมักจะได้ยินเสียงกรนก่อนใครๆแต่ตอนนี้พี่โกทัคกำลังเดินวนไปวนมาเหมือนคนที่กำลังกังวลอะไรบางอย่างซึ่งการเดินแบบนี้จะเกิดขึ้นเป็ประจำในระหว่างที่พี่โกทัคถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็คนเข้าปะทะกับสัตว์ร้ายขนาดใหญ่พิเศษใน่ที่มีการล่าสัตว์
มองแค่ปราดเดียวผมก็พอเข้าใจถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีสัญญาณเตือนจากพฤติกรรมเหล่านี้ของตระกูลโลวั้แ่สมัยเด็กๆแล้วที่ปู่ไทมัสจะบอกกับผมเสมอว่าให้อยู่ใกล้ๆกับกีรานและทำเื่ที่ตัวเองสามารถทำได้ให้เต็มที่และมันกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
คนที่สี่และคนที่ห้าเป็ลูกเรือ 2 คน 1 ในนั้นเป็ลูกเรือในห้องเชื้อเพลิงและ 1 ในนั้นคือคนที่แนะนำเส้นทางตะวันตกรวดเร็วแต่ลาดชันให้ในตอนเช้าของวันนี้พวกเขา 2 คนมักจะมองออกไปนอกหน้าต่างบ่อยกว่าปกติรวมถึงการกระซิบพูดคุยให้ได้ยินกันเพียง 2 คนเป็พฤติกรรมที่น่าสงสัย
คนที่หกคือเอรานลูกเรือที่แนะนำให้เรามาจอดพักที่สถานีแห่งนี้เขามักจะหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆสีเทาหม่นมาอ่านก่อนจะมองไปที่ลูกเรือแต่ละคนมือขวาจับเข้าที่ข้างเอวซึ่งเหน็บมีดสั้นเอาไว้ที่กระเป๋าคาดเอวของเขาตลอดเวลาเขาเป็แบบนี้ั้แ่ตอนที่จักรกลเหล็กจอดได้สักระยะหนึ่ง
จากสมมติฐานทั้งหมดยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นแต่คงไม่ใช่เื่ดีแน่นอนอย่างน้อยถ้าเรารู้ว่ากระดาษสีเทาแผ่นนั้นที่เอรานถืออยู่มันเขียนอะไรไว้กันแน่ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้นแบบนี้ เราคงต้องเตรียมแผนอะไรไว้หน่อยสินะ
“กีรานผมมีเื่ให้ช่วยหน่อย” ผมใช้เสียงกระซิบข้างๆตัวของกีรานซึ่งพ่อบ้านตระกูลโลวก็ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิเพื่อรับฟังคำขอจากนายน้อยของเขา
“กระผมยินดีช่วยขอรับ” กีรานกระซิบตอบกลับมาผมจึงบอกเล่าแผนของผมให้กับกีรานฟังเขาพยักหน้าและนำเื่นี้ไปบอกกับคนตระกูลโลวทุกคนและเริ่มดำเนินการทันที
หลังจากนั้นจักรกลเหล็กก็ดับไฟเหลือเพียงไฟความร้อนที่ส่งมาตามท่อเหล็กจากห้องเครื่องขบวนที่ 2 เท่านั้นไม่ว่าในกรณีไหนก็ตามขบวนที่ 2 ของจักรกลเหล็กห้ามหยุดทำงานเด็ดขาดมันคือความเป็ความตายของทุกคนในขบวนแห่งนี้ดังนั้นปู่ไทมัสจึงให้มานีที่เป็ผู้หญิงเพียง 1 เดียวเข้าไปหามุมพักผ่อนที่นั่นเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอื่นๆและให้มารันนอนที่ขบวนสังเกตการณ์เฝ้าอุปกรณ์และแผนที่ต่างๆ
แม้ว่าผมจะภาวนาอยู่ตลอดเวลาว่าขอให้ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก็ตามเหตุการณ์ที่เลวร้ายก็เกิดขึ้นกับพวกเรา มันคือ 1 ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด
...
่กลางดึกที่พายุหลงฤดูพัดกระหน่ำอยู่ด้านนอกโกดังพักจักรกลเหล็ก
“แกร๊กแกร๊กครืนนนน!!!” เสียงเปิดประตูจักรกลเหล็กที่ใช้เข้า-ออกไปสู่ด้านนอกดังขึ้นมาพร้อมกับมีกลุ่มคนโผกผ้าสีดำถืออาวุธดาบและปืนวิ่งเข้ามาในขบวนจักรกลเหล็กเป็จำนวนมาก
“พวกเ้าทุกคนอย่าขยับ! ถ้าไม่อยากตายนอนคว่ำหน้าซะเอามือไว้บนหัวตัวเองเดี๋ยวนี้!” เสียงชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นะโขึ้นมาพร้อมกับปืนสั้นหลากหลายกระบอกชี้ไปทางเหล่าลูกเรือเ่าั้รวมถึงคนของตระกูลโลวด้วยเช่นกัน
เหล่าลูกเรือทำตามในทันทีไม่มีใครขัดขืนหรือต่อสู้มีเพียงเสียงใเล็กน้อยเท่านั้นกลุ่มคนพวกนี้แน่นอนเลยว่าต้องเป็กลุ่มโจรดักปล้นขบวนจักรกลมันเป็สิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในขณะที่จักรกลเหล็กหยุดพักแม้ว่าเขตพื้นที่จะใกล้กับนครหลวงก็ตาม
“เฮ้ย! ไอ้คนที่อยู่เตียงด้านในสุด 2 เตียงตรงนั้นนอนคว่ำหน้าเดี๋ยวนี้อย่าทำเป็ห่มผ้าหลับไม่รู้เื่ไม่งั้นข้ายิงทิ้งแน่” โจรคนหนึ่งถือปืนสั้นเดินไปยังเตียงที่อยู่ด้านในสุดเป็เตียงขนาดใหญ่ 2 เตียง
“...” ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นทำให้โจรคนนั้นยิ้มออกมาอย่างสนุกพร้อมกับเอาปืนจ่อไปที่ผ้าห่มส่วนหัวของ 1 ใน 2 เตียงนั่น
“ถ้าเ้าชอบการนอนนักละก็ก็หลับไปตลอดกาลซะปัง!!!” เสียงปืนดังก้องกังวาลทั่วจักรกลเหล็กเหล่าลูกเรือหลับตาไว้อาลัยให้กับเ้าของเตียงนั้นพวกเขารู้ดีว่านั่นคือเตียงของหัวหน้าตระกูลโลวที่เหมาเที่ยวเดินทางด้วยจักรกลขบวนนี้คงปิดตำนานตระกูลล่าสัตว์อันดับ 1 ของหมู่บ้านเสียแล้ว
ในขณะที่เหล่าลูกเรือปลงกับชีวิตที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เหล่าโจรก็กำลังหัวเราะชอบใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ในชั่วขณะโจรที่ลั่นไกปืนคนนั้นค่อยๆเดินถอยหลังหันหน้ากลับมาทางกลุ่มโจรอย่างช้าๆปรากฏมีดเล่มเล็กเสียบคาอยู่ที่ลำคอของเขาพร้อมกับมีของเหลวสีแดงไหลออกมาไม่หยุดจนกระทั่งเขาค่อยๆทรุดลงไปกับพื้น
“อักอะอักกก ...” เสียงสุดท้ายของโจรคนนั้นก่อนที่เขาจะไม่มีลมหายใจอีกต่อไป
“...” ทุกๆเสียงหัวเราะเงียบลงพวกเขามองเพื่อนโจรที่นอนจมกองเืตรงนั้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยพร้อมกับยกปืนสั้นทุกกระบอกเล็งไปที่เตียง 2 เตียงนั้นแล้วยิงออกมาพร้อมกันทันที
“ปังปังปัง!!” เสียงปืนนับไม่ถ้วนดังขึ้นะุเ่าั้พุ่งเข้าใส่เตียงจนทะลุไปถึงพื้นเหล็กแต่ไม่ปรากฏว่าบนเตียงมีรอยเืจากร่างที่นอนอยู่พบเพียงแต่เศษปุยนุ่นสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วกลุ่มโจรเ่าั้รู้ในทันทีว่า พวกเขาพลาดท่าให้กับผู้คนในขบวนนี้เสียแล้ว
“ฉึก ... อ๊ากก” ระหว่างที่เหล่าโจรกลุ่มนั้นกำลังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นโจรคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าจักรกลอยู่ๆก็ร้องออกมาเสียงดังแล้วเสียงก็เงียบไปโจรที่เหลือกำดาบในมือแน่นพร้อมกับสอดส่องไปรอบๆตัวทันทีด้วยอาการวิตกกังวลเป็อย่างมากรวมถึงการที่ไม่สามารถใช้ปืนได้ในตอนนี้จนกว่าจะบรรจุะุใหม่อีกครั้งหลังจากระดมยิงไปที่เตียงอันว่างเปล่า
‘พวกมันไม่น่าจะรู้ว่าพวกเราจะมาปล้นไม่ใช่รึไงเ้านั่นน่าจะทำตามแผนที่พวกเราวางไว้นิมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่’ หัวหน้าโจรคิดหนักพลางกำดาบในมือแน่นตามแผนคือต้องฆ่าลูกเรือและคนในตระกูลโลวทั้งหมดพร้อมกับขนเนื้อสัตว์เหล่านี้กลับฐานและแบ่งส่วนหนึ่งให้กับผู้ร่วมมือถึงแม้ว่าหลังจากการปล้นจะฆ่าทิ้งตามพวกที่เหลือไปด้วยก็เถอะ
“ออกล่าได้!” ชายชราร่างกายกำยำถือขวานขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากใต้เตียงของ 1 ในเหล่าลูกเรือทางด้านขวาพร้อมกับชายวัยกลางคนถือดาบใหญ่พุ่งตัวออกมาจากกองอุปกรณ์ตรงมุมห้องจู่โจมไปที่โจรกลุ่มนั้นทั้ง 2 คนคือหัวหน้าตระกูลโลวไทมัสและพี่ใหญ่ตระกูลโลวโกทัค
“ออกล่าได้!” เสียงดังตอบรับการออกล่าของหัวหน้าตระกูลโลว พร้อมกับประตูจักรกลขบวนที่ 3 ถูกเปิดออกปรากฏร่างของฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่งฝ่ายชายถือหอกเงินส่วนฝ่ายหญิงถือปืนกระบอกยาวพุ่งเข้ามาร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยเช่นกันแน่นอนว่าทั้งคู่คือมารันและมานี
“เพล้ง ปังพลั๊วะอัคอ๊ากกกช่วยข้าด้วย ฿€#!,@฿$€“ เสียงการต่อสู้มากมายเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงร้องขอชีวิตจากเหล่าโจรที่เป็ฝ่ายโดนฆ่าเสียเองเนื่องจากกลุ่มคนที่มาใหม่มีพละกำลังที่มหาศาลรวมถึงมีศิลปะการต่อสู้ชั้นสูง ทำให้โจรโพกผ้าดำเหล่านี้ ไม่สามารถต่อสู้กลับได้เลย
“หลบทางข้าๆๆหลบสิวะเกะกะจริงโว้ย” หัวหน้าโจรพยายามแทรกตัวเองออกจากการต่อสู้ครั้งนี้เขาผลักลูกน้องเข้าใส่ศัตรูโดยที่ไม่สนใจอะไรเขาเพียงคิดแค่ว่าต้องรอดเท่านั้น
หัวหน้าโจรหนีออกมานอกตัวขบวนจักรกลได้เขากำลังวิ่งไปที่หน้าประตูทางเข้าโรงเก็บจักรกลด้วยอุณหภูมิภายนอกที่หนาวจัดเขาดื่มน้ำโยราในขวดที่เป็จี้ห้อยคอของเขาจุดหมายของเขาคือกลับไปที่รางเหล็กด้านนอกโกดังเพราะจักรกลเหล็กของเหล่าโจรจอดอยู่ที่นั่น แต่ยังวิ่งออกไปได้ไม่ไกลนัก
มีดขนาดเล็กพุ่งตรงเสียบเข้าที่ขาขวาของเขาในทันที
“อ๊ากก ...” หัวหน้าโจรร้องเสียงหลงเขาเอามือกุมขาของเขาสักครู่ก่อนจะรีบหันกลับไปคลานต่อ เขาจะไม่ยอมตายอยู่ในสถานที่นี้เด็ดขาดแต่ยังไม่ทันไปได้ไกลมากนักมีดขนาดเล็ก 4 เล่มพุ่งตรงไปที่มือและเท้าของหัวหน้าโจรทั้ง 2 ข้างหยุดการเคลื่อนไหวของหัวหน้าโจรได้ทันที
“อักกกได้โปรดปล่อยข้าข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกเ้าอยากได้อะไรข้ายกให้หมดเลยเงินทองอาหารที่อยู่บนจักรกลของข้าเ้าเอาไปได้หมดเลยขอเพียงเ้าไว้ชีวิตข้าได้โปรด...” เสียงโอดครวญร้องขอชีวิตจากโจรคนนั้นดังออกมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้อัลวาที่นั่งอยู่บนห้องดาดฟ้าขบวนที่ 3 ต้องส่งสัญญาณบอกให้กีรานหยุดขว้างมีดสั้นชุดต่อไปใส่โจรคนนั้น
“รอท่านปู่ไทมัสเป็คนตัดสินใจเื่นี้จะดีกว่าครับ” กีรานพยักหน้าแล้ววางมีดลงถ้าผมบอกเขาช้าไปอีกสักนิดมีหวังโจรคนนั้นได้กลายเป็ ‘เม่นูเา’ แน่นอน
การอ่านสถานการณ์ของผมยังคงไม่ผิดพลาดสิ่งเล็กๆน้อยๆที่แตกต่างไปจากปกติรวมถึงปัจจัยอื่นๆมันบ่งบอกถึงความผิดปกติมากเกินไปแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าจะมีกลุ่มโจรเข้าโจมตีแต่ดูจากปฏิกิริยาลูกเรือรวมถึงนิสัยที่เคยชินของมนุษย์จะบ่งบอกในสิ่งที่เขากังวลหรือรู้สึกผมจึงขอให้กีรานไปบอกกับตระกูลโลวทุกคนให้เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้และซ่อนตัวไว้ตลอดเวลาใน่คืนนี้
สถานการณ์เข้าสู่ปกติอีกครั้งกลุ่มโจรตายเป็จำนวน 21 คนจาก 24 คนพวกเราจับทั้งหัวหน้าโจรกับผู้สมคบคิดอีก 2 คนมัดไว้กับเสาเหล็กหนึ่งในนั้นเป็ลูกเรือที่ทำงานในห้องเชื้อเพลิงและลูกเรือที่เป็คนแนะนำเส้นทางทิศตะวันตกเท่าที่ไต่สวนจากพวกเขาแผนเดิมของพวกเขาคือพาพวกเราไปที่เส้นทางลาดชันทำให้จักรกลเหล็กของเราขัดข้องและดักปล้นหลังจากนั้นะเิเส้นทางที่หุบเขาให้เกิดการถล่มฝังจักรกลเหล็กขบวนนี้รวมถึงคนอื่นๆทั้งเป็ที่หุบเหว ‘ทูน’
แต่ด้วยเหตุที่เกิดพายุหลงฤดูจีงทำให้แผนที่วางไว้ไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องเปลี่ยนมาที่สถานีแห่งนี้แทนเป้าหมายของโจรคือปล้นอาหารส่วนเป้าหมายของลูกเรือทั้ง 2 คนคือการลอบสังหารเอรานในการเดินทางครั้งนี้พวกเขารู้ข่าวมาว่าเอรานแม้ว่าจะเป็ญาติห่างๆแต่ก็จะได้สืบทอดตระกูลพ่อค้าของเขาและจะเป็คนคุมจักรกลเหล็กทั้งหมดพวกเขา 2 คนจึง้าฆ่าทิ้งและนำหัวไปมอบให้กับทายาทอีกคนของกลุ่มพ่อค้าเ่าั้เพื่อจะได้เป็ของตัวเองจึงมาจ้างวานโจรหิมะเหล่านี้สรุปโดยรวมก็คือความโลภกับการแย่งชิงสมบัติกันเท่านั้น
“น้ำข้าหิวน้ำเหลือเกิน” หัวหน้าโจรพูดขึ้นด้วยเสียงที่แหบแห้งมันเป็ผลมาจากการดื่มน้ำโยราถ้าหากไม่รีบกินน้ำร่างกายจะค่อยๆมีอาการเหมือนกับขาดน้ำและตายในเวลาต่อมา
“ไปเอาน้ำมาให้เ้านี่ที” ปู่ไทมัสสั่งลูกเรือคนหนึ่งให้หาน้ำมาให้เขาในจำนวนลูกเรือ 12 คนที่มาช่วยเหลืองานในครั้งนี้ตัด 2 คนที่วางแผนร่วมกับโจรออกไปมีลูกเรือที่เสียชีวิตจากลูกหลงในการต่อสู้ครั้งนี้ 2 คนเท่ากับว่าลูกเรือของเราเหลือเพียง 8 คนเท่านั้นซึ่งเอรานคือหนึ่งในนั้นที่ไม่ถูกฆ่า
ภายหลังจากการจบการต่อสู้ผมขอดูกระดาษสีเทาหม่นใบนั้นมีข้อความว่า ‘ยอมให้พวกเราจับตัวไปหรือจะรอความตายที่ทรมาน’ มันคือข้อความข่มขู่ซึ่งกระดาษสีเทาหม่นมีเพียงทายาทอีกคนของกลุ่มพ่อค้าเท่านั้นที่มักจะใช้ในการสื่อสารเขาเลยรู้สึกอันตรายจึงหาที่ซ่อนตัวหลังจากที่จักรกลเหล็กปิดไฟเพื่อป้องกันตนเอง
“ถ้าหลานข้าไม่ขอให้ไว้ชีวิตพวกเ้าล่ะก็ข้าจะฆ่าทิ้งซะให้หมด”ปู่ไทมัสพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยแม้ว่าในใจจะอยากฆ่าพวกนี้มากแค่ไหนก็ตามแต่ทางอัลวาขอให้ถามสาเหตุก่อนแล้วนำกลับไปที่นครหลวงด้วยให้ทางเ้าหน้าที่นครหลวงมาจับตัวแบบเป็ๆเพราะจะทำให้ตระกูลโลวได้สิทธิพิเศษขนส่ง-นำเข้าเนื้อและอื่นๆมากขึ้นในผลระยะยาวที่ดีปู่ไทมัสจึงรับฟังความเห็นของอัลวา
———————————————————————————————————————————
(เช้ามืด) วันที่ 5083 ฤดูร้อนเดือนที่ 3 ของยุคสมัยทรินิตี้
นับถอยหลัง: ก่อน ‘วันพายุสีแดง 6 วัน’
“ปูนปู๊นปูนปู๊นๆๆ ... แกร๊งแกร๊ง” เสียงจักรกลเหล็กที่ตื่นขึ้นมาสอดรับกับ่เช้าของวันใหม่กำหนดการล่าช้าไป 1 วันแต่ก็แลกมากับความปลอดภัยจากพายุหลงฤดูกีรานยังคงง่วนอยู่กับการตระเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารเช้าในตู้ขบวนที่ 4 โกทัคเติมแร่คอสโรและถ่านหินในตู้ขบวนเชื้อเพลิงส่วนมารันและมานีตรวจสอบสถานการณ์ภายในและภายนอกของจักรกลเหล็กในตู้ขบวนที่ 3 ส่วนท่านปู่ไทมัสกับลูกเรือคนอื่นๆเข้าไปตรวจสอบหาทรัพยากรอื่นๆในโรงโกดังจักรกลเหล็กแห่งนี้รวมถึงไปยึดเงินทองของพวกโจรหิมะในจักรกลของมันทั้งหมดก่อนจะออกเดินทางออกจากสถานี คารังฮู แห่งนี้
“พายุพึ่งจะสงบลงไปท้องฟ้าวันนี้ไม่สดใสมากนักรู้สึกไม่ค่อยดีเลย” ผมเดินออกมาจากจักรกลเหล็กตรวจสภาพอากาศและอุณหภูมิเนื่องจากพายุหลงฤดูจบลงแล้วจึงไม่จำเป็ต้องดื่มน้ำโยราเพื่อปรับอุณหภูมิ
‘สถานีคารังฮูแห่งนี้โหยหวนอยู่ตลอดเวลาก็จริงแต่ทำไมถึงไม่มีคนจากนครหลวงเข้ามาบูรณะมันหรือพวกเขากลัวที่จะย้ายเข้ามาอยู่แล้วเจอพายุแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในอดีต’ นี่คือสิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอั้แ่ที่จักรกลเหล็กเดินทางมาถึงสถานีแห่งนี้
“ความตายที่สวยงามเ้าก็รู้สึกแบบนั้นรึเปล่าอัลวา” ปู่ไทมัสเดินถือลังไม้มาหาเขาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันมาทางผมในสายตาคนอื่นๆปู่ไทมัสอาจจะดุดันบ้าพลังไปหน่อยแต่เวลาที่ปู่อยู่กับผมปู่มักจะอบอุ่นให้กับผมอยู่เสมอด้วยความที่ผมเป็หลานแท้ๆเพียงคนเดียวแม้ว่าผมจะไม่ได้มีความสามารถที่แข็งแกร่งแบบปู่ไทมัส แต่ท่านก็ไม่เคยว่าผมสักครั้งแถมยังมีพวกพี่ๆที่ท่านรับพวกเขาเข้าเป็คนของตระกูลโลวเพื่อช่วยผมในหลายๆเื่อีกด้วย
“ครับปู่ผมก็คิดแบบนั้นที่แห่งนี้สถานี ‘คารังฮู’ ควรได้นิยามตามนั้นจริงๆครับ” แม้ว่าผู้คนในสถานีนี้จะไม่มีลมหายใจอยู่แล้วแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้ทำลายมันธรรมชาติเก็บรักษา่เวลาสุดท้ายของพวกเขาไว้อย่างดีความตายไม่อาจพรากวิถีชีวิตของผู้คนในสถานีได้จริงๆ
“วันนี้กีรานทำเนื้อปลาอบซอสเมนูโปรดของปู่ให้ทานไปทานกันที่สะพานเรือตู้ขบวนที่ 1 กันครับปู่ที่นั้นเราสามารถมองเห็นนครหลวงได้ก่อนใครเลยครับ” ผมหันข้างไปพูดกับปู่แล้วก็ยิ้มให้ท่านก่อนจะชี้ไปทางประตูขบวนจักรกลเหล็กที่ตอนนี้กีรานกำลังเดินออกมาเตรียมเรียกทุกคนเข้าไปกินมื้อเช้าของวัน
“หลานข้ามาชวนทั้งทีอย่าลืมเตรียมไวน์ให้ข้าด้วยละฮ่าๆๆๆ” ปู่ไทมัสขานรับคำชวนก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่อายใคร
“แล้วผมจะเตรียม...” ยังไม่ทันที่ผมพูดจบ
“เคร้งเคร้งโครมมมม!!!” เสียงดังสนั่นทั่วทั้งสถานี ‘คารังฮู’ แห่งนี้เหล่าลูกเรือที่ทยอยขนลังไม้ในบริเวณด้านในสถานีต่างพากันวิ่งหนีออกมาจากโกดังด้วยสีหน้าตื่นใที่สุดในชีวิต
“นายท่าน!! สถานีคารังฮูกำลังถล่มลงมารีบหนีจากที่นี่ด่วนขอรับ !!” เอรานที่กำลังวิ่งหนีออกจากภายในโกดังมุ่งตรงมาที่ประตูจักรกลเหล็กะโออกมาอย่างบ้าคลั่งโดยมีกลุ่มควันและหิมะจำนวนมหาศาลกำลังไล่หลังพวกเขามาติดๆ
มันเกิดอะไรขึ้นด้านในสถานีกันแน่ ?
“เคร้งแคร๊งงงงงงงงงงง!” ยังไม่ทันที่พวกเราจะรับมือกับเหตุการณ์สถานีถล่มด้านหลังอยู่ดีๆเสาเหล็กที่ค้ำจุนโกดังเก็บจักรกลที่เป็ส่วนหนึ่งของสถานีคารังฮูแห่งนี้เริ่มมีรูปร่างบิดเบี้ยวมากกว่าปกติจนทำให้โครงสร้างบริเวณที่ผมยืนอยู่ถล่มลงมาอย่างน่าใ กว่าจะรู้ตัวอีกทีโครงสร้างที่เป็คานเหล็กขนาดใหญ่ต้นหนึ่งก็หล่นลงมาตรงตำแหน่งผมพอดี
หลบไม่ทันแน่ระยะมันใกล้เกินไปผมหลับตาลงอย่างรวดเร็วเตรียมพร้อมรับการกระแทกที่อาจดับลมหายใจผมได้ในเสี้ยววินาที
“...”
ไม่มีความเ็ป ... ?
ผมยังไม่ตายงั้นเหรอ... ?
ผมค่อยๆลืมตาอีกครั้งเสียงถล่มของตัวสถานีดังขึ้นต่อเนื่องผมยังคงได้กลิ่นของเหล็กและหิมะร่างกายรับรู้ความรู้สึกหนาวได้ตามปกติเกิดอะไรขึ้น ?
“พวกเ้า 3 คน รีบไปที่สะพานเรือ แล้วปลดสลักฉุกเฉิน เตรียมตัวออกเดินทาง เดี๋ยวนี้!!! ... นายน้อย กระผมขออภัยขอรับ” เสียงของกีราน ใช่แล้ว เป็เสียงของกีรานจริงๆ เขาพุ่งตรงเข้ามาอุ้มผมไปที่ประตูจักรกลเหล็กด้วยความเร็วสูง เขาอุ้มผมได้ เขาจับตัวผมได้แสดงว่าผมยังไม่ตาย !!
ทันทีที่สติของผมเริ่มกลับมาผมรีบมองไปที่ตำแหน่งที่ผมยืนอยู่ ... เพราะปู่ไทมัสก็อยู่ที่นั่นด้วยกันกับผม
“กีรานไปช่วยปู่ไทมัส ท่านยืนอยู่กับผมที่นั่นเราต้องรีบ...” ก่อนที่ผมจะพูดอะไรไปมากกว่านี้น้ำตาของผมก็ไหลออกมาโดยไม่ตั้งตัวผมมองเห็นเหล่าลูกเรือจำนวนมากกำลังวิ่งขึ้นท้ายขบวนจักรกลเหล็กที่กำลังเคลื่อนที่ออกจากสถานี ‘คารังฮู’ แห่งนี้ได้อย่างทันเวลาและผมก็มองเห็นเหตุการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม
แม้ว่าภาพที่ผมเห็นจะไม่ชัดเจนเพราะนำ้ตาที่ไหลออกมาก็ตามผมเห็นร่างของชายชราคนหนึ่งกำลังใช้พลังทั้งหมดที่มียกคานเหล็กขนาดใหญ่อันนั้นสุดความสามารถแม้ว่าจะมีหิมะและโครงสร้างอื่นๆทับถมตามลงมาก็ไม่อาจทำให้ชายคนนั้นทรุดลงไปได้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับมีาแฉกรรจ์นับไม่ถ้วนดวงตาที่เคยอบอุ่นในตอนนั้นกลับกลายเป็ดวงตาที่แข็งทื่อไม่มีปฏิกิริยาใดๆและมันคือตำแหน่งเดียวกันกับที่ผมยืนคุยอยู่กับคนๆหนึ่งคนที่ผมนับถือมากที่สุดในชีวิต!
‘หลานข้ามาชวนทั้งทีอย่าลืมเตรียมไวน์ให้ข้าด้วยละฮ่าๆๆๆ’ ประโยคที่พูดกับผมเมื่อไม่นานมานี้มันดังขึ้นในหัวของผมราวกับว่าท่านยังยืนอยู่ข้างๆผมตรงนั้น
“ปู่ !!!” ไม่ว่าจะะโดังแค่ไหนก็ไม่อาจสู้เสียงถล่มที่ดังสนั่นมาจากทางสถานี ‘คารังฮู’ ได้เลยจนกระทั่งทั่วทั้งบริเวณแห่งนั้นเต็มไปด้วยปริมาณหิมะมหาศาลที่กลืนกินบุคคลที่ผมนับถือและรักมากที่สุดคนหนึ่งไป ...
To be continue … “Episode 3 : มรดกจากผู้ล้วงลับ”