ั้แ่จั๋วเจาเจี๋ยอายุได้แปดขวบ เวลาปานซื่อดูแลจัดการเื่ราวภายในบ้าน หากนางอยู่พอดีก็จะเรียกเข้ามาชี้แนะด้วยตัวเอง กล่าวถึงความซับซ้อนของสกุลจั๋วนั้นว่ามีมากกว่าสกุลโหยว กำชับนางหากกลับไปยังสกุลจั๋วที่เมืองหลวงแล้วให้ระมัดระวังตัวด้วย
จั๋วเจาเจี๋ยถาม “ท่านยายบอกว่าเจาเจี๋ยไม่เหมือนกัน มันต่างกันอย่างไรหรือเ้าคะ”
ปานซื่อถอนหายใจ “อย่างเช่น ตาของเ้าเป็เพียงบัณฑิตฮั่นหลินผู้สูงศักดิ์และยากจน หลังจากขอเกษียณอายุและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ก็มีชื่อเสียงอยู่แค่ในเมืองม่อหลิงแห่งนี้เล็กน้อยเท่านั้น แต่ปู่ของเ้าิ่ผิงโหว แม้ยศถาบรรดาศักดิ์ของเขาจะถูกสืบทอดต่อกันมา แต่ปัญหาคือสามารถสืบทอดได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง ปัจจุบันสกุลจั๋วมีทายาททั้งหมดห้าคน สามในห้าคนนี้ถือกำเนิดจากภรรยาคนแรก ปัญหาอยู่ที่อาห้กับพ่อและลุงของเ้าเป็คนละแม่กัน เพราะหลังจากที่ย่าแท้ๆ ของเ้าสิ้นลมไป ปู่ของเ้าก็มีภรรยาคนที่สองและให้กำเนิดอาห้าและอาหญิงสิบของเ้า!”
“ย่าแท้ๆ ของเ้าตั้งครรภ์ลุงคนโต ป้ารอง และพ่อของเ้ารวมสามคน จะว่าไปสถานะของย่าแท้ๆ ของเ้าก็ไม่ธรรมดา นางมาจากสกุลเหลียง เป็พระนัดดาสายตรงของเหลียงฮองเฮาซึ่งเป็ฮองเฮาพระองค์แรกในจิ่งจงฮ่องเต้ฮ่องเต้พระองค์ก่อน เมื่อครั้งยังไม่ได้ออกเรือนมีชื่อเสียงเื่ความงดงามดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง จนในปีนั้นเกือบจะได้เสกสมรสกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนได้จัดการเสกสมรสให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับฉุนอวี๋ฮองเฮาเสียก่อน ดังนั้นนางจึงได้แต่งงานกับปู่ของเ้า! น่าเสียดาย เหลียงฮองเฮาคือสตรีผู้เลอโฉมแต่มีชีวิตที่อาภัพนัก นางสิ้นพระชนม์ขณะที่ให้กำเนิดเยียนอ๋องโอรสองค์โตของฮ่องเต้องค์ก่อน เจิ้งฮองเฮาในลำดับต่อมาก็ได้ให้กำเนิดโอรสเช่นกัน ในรัชกาลก่อนเยียนอ๋องกับฉีอ๋องต่างใช้ฐานะโอรสสายตรงแย่งชิงอำนาจ จนถึงขั้นเกือบก่อฏ เป็เหตุให้ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงกริ้วมาก เนรเทศโอรสทั้งสองไปยังชายแดน จากนั้นแต่งตั้งฮองเต้องค์ปัจจุบัน หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ฉีอ๋องก็ก่อฏ เนื่องจากในเวลานั้นเยียนอ๋องได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หลังฉีอ๋องถูกจับก็ซัดทอดตระกูลฝ่ายมารดาของเยียนอ๋องด้วย ทำให้สกุลเหลียงต้องเดือดร้อนไปด้วย... ย่าแท้ๆ ของเ้าจึงตรอมใจตายเนื่องด้วยสกุลเหลียงถูกเนรเทศไปใช้แรงงานในที่ห่างไกล!
“จะว่าไปปู่ของเ้านั้นมองการณ์ไกล เมื่อครั้งที่ฉีอ๋องก่อฏ เขายืนยันที่จะอยู่ข้างฮ่องเต้จึงไม่เป็อันตรายใดๆ ทั้งยังได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้เป็อย่างมากหลังจากเหตุการณ์ฏฉีอ๋องสงบลง!” ปานซื่อลูบศีรษะของนาง ชี้แนะสั่งสอนด้วยหัวใจ “ว่ากันตามเหตุผลแล้วลุงใหญ่ของเ้าเป็บุตรชายคนโตของภรรยาคนแรก บรรดาศักดิ์นี้สมควรยกให้เขา แต่หลายปีมานี้ข้าได้ยินว่าปู่ของเ้านั้นมีความชอบพอในตัวฮูหยินคนใหม่และรักบุตรธิดาตัวน้อยของนางมากจึงยังไม่แต่งตั้งทายาทเสียที...ไม่ยุติธรรมกับลุงของเ้าเลย ข้าได้ยินมาว่าค่อนข้างจะ...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ด้านนอกก็มีเสียงคนเดินหัวเราะบุ่มบ่ามเข้ามา สาวใช้หน้าประตูยังไม่ทันได้เข้ามารายงานก็ได้ยินเสียงเด็กพูดขึ้นด้วยความร่าเริงสดใส “ท่านย่า ท่านย่า! วันนี้ข้ากับท่านปู่ตกปลาได้หลายตัวเชียวละ!”
เด็กน้อยที่กระโจนเข้ามาในอ้อมอกของปานซื่อเป็เด็กชายอายุราวแปดถึงเก้าขวบ คิ้วคมดวงตากระจ่าง ดูเป็เด็กผู้ชายแข็งแรงร่าเริง น่ารักเป็ที่สุด สวมชุดแพรสีน้ำเงินคราม บนร่างกายเปียกน้ำหลายจุด แถมยังมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่ พอพูดกับปานซื่อได้ประโยคหนึ่งแล้วถึงสังเกตเห็นจั๋วเจาเจี๋ย จึงรีบเข้าไปพูดเป็เชิงขอโทษ “พี่หญิงน่าเสียดายที่พี่ไม่ได้ไป! ข้าตกได้ปลาตัวใหญ่ที่สุดเกือบเท่าความสูงของข้าเลยละ น่าเสียดายที่ข้าเรียกท่านปู่ แต่ท่านปู่ช้าไป มันทำสายเบ็ดขาดแล้วะโหนีไปเลย”
หลังจากที่โหยวรั่วหังเกษียณก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากอบรมสั่งสอนหลานชายกับบรรดาลูกหลานในตระกูลที่ไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักไหฺวซิ่งเป็ครั้งคราวแล้ว ก็มีเพียงการออกไปเที่ยวเล่นหรือตกปลากับหลานๆ คนโปรดของเขา ที่เขาโปรดปรานที่สุดคือโหยวเซวียน คุณชายหกแห่งสกุลโหยว บุตรชายคนสุดท้องของบ้านสี่ เป็หลานที่อายุน้อยที่สุด กับจั๋วเจาเจี๋ยผู้เป็หลานสาวนอกสกุล
ในขณะนั้นท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของโหยวเซวียนกับเสียงซักถามของจั๋วเจาเจี๋ย ก็เห็นโหยวรั่วหังเดินผ่านเข้าประตูมาอย่างใจเย็น ถอดเสื้อกันฝนที่ทำจากฟางเอาไว้หน้าประตู...โหยวรั่วหังมีอายุอานามมากกว่าหกสิบปีแล้ว เพราะเกษียณอายุก่อนเวลา จึงไม่มีเื่ให้ยุ่งยากใจจนเกินไป ร่างกายยังแข็งแรงกำยำ เส้นผมไม่หงอกขาวมากสักเท่าไร เขาเป็ผู้สูงอายุที่มีใบหน้าผอมบาง ดูเคร่งเครียดและเอาจริงเอาจัง เงียบขรึมไม่พูดจา พอเข้ามาแล้วก็พยักหน้าให้ปานซื่อเท่านั้น เหลือบมองจั๋วเจาเจี๋ยครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปนั่งลงที่ด้านซ้ายของปานซื่อ พยักหน้ารับการทำความเคารพของจั๋วเจาเจี๋ยเพียงเล็กน้อย
ดูราวกับไม่มีไมตรีจิต แต่ในความเป็จริงหากได้คบหาสมาคมกันมานานแล้วจะพบว่าโหยวรั่วหังตั้งใจฟังภรรยาและหลานชายหลานสาวมาโดยตลอด จะรู้ว่าโหยวรั่วหังก็ไม่ได้เ็า แค่เป็คนพูดน้อยเท่านั้น
ถ้าไม่เช่นนั้น เขาที่สอบได้ฉายาฉวนหลูอันดับสี่ของการสอบจอหงวน คงไม่อาจสานสัมพันธ์เป็เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมสอบ เพื่อนร่วมบ้านเกิดกับสือหลันหัวหน้าขุนนางเน่ยเก๋อผู้โด่งดังในราชสำนัก เื่การแต่งงานระหว่างโหยวจี้บุตรสาวเพียงคนเดียวกับจั๋วฟังหลี่บุตรชายคนที่สี่ของหมินผิงโหวยังคงได้รับการช่วยเหลือจากสือหลันในการเป็แม่สื่อแม่ชักให้ สภาพการณ์ที่ดีงามเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเพิ่งก้าวหน้าเมื่ออายุได้สี่สิบถึงได้ขอเกษียณอายุ เขาไม่เก่งด้านการติดต่อสื่อสารกับผู้คนและไม่เก่งในเื่การปกครอง นอกจากเื่การเรียนหนังสือแล้วก็ไม่เชี่ยวชาญในด้านใดๆ เลย ถ้าเขาออกจากสำนักฮั่นหลินไปก็คงไร้ความสามารถ หากเกิดทันยุคที่การปกครองหละหลวมบางทีอาจใช้กุนซือช่วยเหลือได้ แต่ทั้งฮ่องเต้องค์ก่อนและปัจจุบันล้วนเป็ผู้ปกครองที่ปราดเปรื่องหลักแหลม ด้วยอุปนิสัยของเขาเช่นนี้ หากรับตำแหน่งขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าจะเกิดเื่ได้ง่าย ถ้าจะบอกว่าต้องจมอยู่ในสำนักฮั่นหลินไปทั้งชีวิต โหยวรั่วหังคิดไปคิดมามิสู้กลับบ้านเกิดแต่เนิ่นๆ ดีกว่า เขาเองก็ยังไม่คุ้นเคยกับอากาศในเมืองหลวงด้วย!
อุปนิสัยของโหยวรั่วหัง ไม่ว่าจะเป็คนรุ่นก่อนอย่างปานซื่อหรือคนรุ่นหลังอย่างโหยวเซวียน รวมไปถึงจั๋วเจาเจียผู้เติบโตในบ้านสกุลโหยวต่างก็รู้และเข้าใจกันดี ปานซื่อซักถามเื่ราวการไปตกปลาของโหยวเซวียนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ปลอบประโลมเขาเื่ปลาตัวใหญ่ที่หนีไปแล้วมองดูเวลา กำลังจะถามโหยวรั่วหังว่าจะกินข้าวเลยหรือไม่ ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้อีกเื่หนึ่ง ขมวดคิ้วถามสาวใช้ที่อยู่ห่างออกไปว่า “เมื่อครู่ข้าใช้ให้แม่ครัวไปต้มน้ำขิง ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่มาอีก”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad