ข้ากำลังคิดอะไรอยู่?! แม้ว่าเป็จะเด็กน้อย...แต่ถือโอกาสตอนที่ผู้อื่นหลับอยู่แอบหอมหากหลี่อวิ๋นหังตื่นขึ้นมาแล้วรู้เข้าต้องโกรธและรังเกียจอย่างแน่นอน เอ่อช่างมันไปเถอะ ช่างมัน
เจียงเฉิงเยว่รีบกำจัดความคิดอย่างรวดเร็วหยิบพรมมาห่ออีกฝ่ายจากนั้นอุ้มขึ้นมาอย่างระมัดระวังเดินไปที่ห้องพักในเรือนรับรองดีที่ศิษย์ทั้งหมดหลับไปแล้วในเวลานี้ จึงไม่เจอใครระหว่างทาง
เขาพาหลี่อวิ๋นหังตรงไปที่ห้องของอีกฝ่ายเองแล้ววางบนเตียงดึงผ้าห่มผืนบางจากด้านข้างมาห่มให้จากนั้นก็ล่องหนมานอนอยู่ข้างกายโดยเว้นระยะห่าง่หนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องนอนลงบนขอบเตียง
ฝันเหมือนไม่ฝันตื่นเหมือนไม่ตื่นมาสองชั่วยามเจียงเฉิงเยว่ถือโอกาส่ที่หลี่อวิ๋นหังยังไม่ตื่นเพื่อเตรียมกลับห้องของตนเองเพราะอย่างนั้นจึงจงใจไม่ให้ตัวเองหลับลึกเมื่อถึงเวลาก็ลืมตามามองสีของท้องฟ้าที่นอกหน้าต่างหลังจากแน่ใจว่าตนเองไม่ได้นอนมากเกินไป เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลี่อวิ๋นหังยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงเจียงเฉิงเยว่กำลังจะลงจากเตียงเพื่อจากไปอย่างระมัดระวัง จู่ๆข้อมือซ้ายพลันถูกรัดแน่นทันใดนั้นพบว่าแขนเสื้อของตนถูกหลี่อวิ๋นหังทับไว้อย่างแ่าั้แ่เมื่อไรไม่รู้อย่างคาดไม่ถึง
นี่ช่าง...เขาลองขยับดูแล้วขณะที่เตรียมจะดึงออกมาใบหน้าที่หลับใหลอย่างสงบสุขของหลี่อวิ๋นหังเคลื่อนไหวเล็กน้อยราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำคิ้วกระตุกเบาๆ จมูกขยับขนตาสั่นไหวตามไปด้วย...เจียงเฉิงเยว่ไม่กล้าเคลื่อนไหวอีกเพราะกลัวว่าจะเป็การปลุก
ทางเลือกสุดท้ายเจียงเฉิงเยว่ทำได้เพียงต้องใช้เคล็ดวิชาส่งตัวระยะไกลโดยปัดเบาๆละทิ้งแขนเสื้อของตนเองไปครึ่งหนึ่ง เช่นนี้จึงผละออกมาได้
เขามองเสื้อของตนเองที่ขาดไปครึ่งแขน ส่งเสียงไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อคืนมาจากห้องอักษรโดยตรงเขายังคงสวมเครื่องแบบของศิษย์แห่งวิหารหลิงเซียวซึ่งเป็เสื้อแขนกว้างฉะนั้นตอนนี้ใต้ร่างของหลี่อวิ๋นหังจึงกดทับผ้าสามชั้นั้แ่เสื้อชั้นกลางไปยังเสื้อคลุมตัวนอกเลยผ่านไปยังเสื้อ...ดีที่เขาใช้เคล็ดวิชาล่องหนให้ตนเองซึ่งนับรวมเสื้อผ้าไปด้วยเพราะอย่างนั้นเด็กคนนี้จึงไม่ควรพบสิ่งผิดปกติยามตื่นขึ้นมา
เจียงเฉิงเยว่มองที่ข้อมือขาวของตนเองซึ่งโผล่พ้นออกมาจากช่องว่างของแขนเสื้อที่ขาดทั้งรู้สึกอับอายและขบขัน ท้ายที่สุดเขาไม่กล้าอยู่ต่อไปรีบจากไปในตอนที่หลี่อวิ๋นหังยังไม่ตื่นดี
เมื่อกลับถึงห้องของตนเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมนอนหลับต่อทันใดนั้นภายในใจของเขาพลันสั่นไหว ยามนึกถึงบางสิ่งเขานิ่งค้างไปแล้วหัวเราะออกมา ตลอดทั้งค่ำคืนนี้เขา ‘แบ่งลูกท้อและตัดแขนเสื้อ’กับหลี่อวิ๋นหังทั้งหมดเลยหรือ?! แม้ว่าจะเป็ความหมายโดยตรงตัวของคำว่า‘แบ่งลูกท้อ’ กับ ‘ตัดแขนเสื้อ’ก็ตาม
หากอีกฝ่ายเป็ผู้ใหญ่ด้วยรูปลักษณ์ของหลี่อวิ๋นหังฉิงชางจวินกลับรู้สึกว่านี่เป็เื่เล็กน้อยที่ชุ่มชื่นหัวใจเพียงแต่ว่าหากอีกฝ่ายคือเด็กอายุสิบเอ็ดปีเช่นนั้นก็หลงเหลือเพียงความอับอายและขบขันเท่านั้นขณะที่เจียงเฉิงเยว่กำลังคิดก็ห่อตนเองด้วยผ้าห่ม จากนั้นกลิ้งไปในเตียงแล้วนอนหลับอย่างสงบอยู่พักหนึ่ง
.............................
สามวันต่อมาเจียงเฉิงเยว่ยังทำแบบเดียวกัน ล่องหนแล้วะแอบเข้าไปปกป้องในห้องของหลี่อวิ๋นหังรอจนแสงยามเช้าสว่างเล็กน้อยถึงกลับไปที่ห้องของตนเองเพื่อนอนต่อจนกระทั่งคืนเดือนดับผ่านพ้นไป
ตามกาลเวลาที่ผ่านไปนานขึ้นเจียงเฉิงเยว่รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเขากับหลี่อวิ๋นหังค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อยแม้ว่าหลี่อวิ๋นหังยังคงหลุดเย้ยหยันเสด็จพี่ผู้นี้ของตนเป็ครั้งคราวแต่กลับไม่ได้ปฏิเสธ และเมื่อเห็นเขาก็ไม่หลีกเลี่ยงเหมือนอย่างตอนแรกยามองค์ชายห้าอารมณ์ดียังเต็มใจที่จะสนใจพี่ชายผู้นี้ด้วย
ภายในใจของเจียงเฉิงเยว่นึกถึงขอบหน้าผาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังิญญาที่เขาหาเจอมาโดยตลอดแต่เมื่อคิดว่าที่แห่งนั้นมีศิษย์คนอื่นๆ ค้นพบแล้วทำให้เขาไม่สามารถไปที่นั่นได้ตาม้า จึงรู้สึกหดหู่ใจเป็อย่างมาก
แต่ว่าใช่ว่าเขาไม่มีวิธี
เขาล่องหนเป็เวลาหลายวันเพื่อแอบไปตรวจสอบหลังจากทราบกฎการปรากฏตัวของศิษย์เ่าั้จากสำนักอื่น วันนี้จึงคิดออกมาได้ว่าอย่างแรกต้องจงใจชมซุปเห็ดสน[1] ของวิหารหลิงเซียวว่าอร่อยอย่างเกินจริงต่อด้วยจงใจแสดงทำท่าทีรู้สึกสนใจเป็พิเศษต่อการเก็บเห็ดสนต่อหน้าผู้คนหลังจากนั้นกระตุ้นให้เหล่าศิษย์ของวิหารหลิงเซียวเข้าร่วมกับเขาและพาเหล่าข้าราชบริพารเคลื่อนตัวกันออกมาเพื่อเก็บเห็ดสน
เมื่อออกมาแล้วเขาร้องขอให้ทุกคนแยกกันค้นหาส่วนตนเองไปยังขอบหน้าผาที่ค้นพบก่อนหน้านี้เพียงลำพัง
จากตัวอย่างของหลี่อวิ๋นหังเขาเชื่อว่าเพียงเขาได้พบกับศิษย์เ่าั้ที่ด้านนั้นของขอบหน้าผาต้องขัดแย้งกับพวกเขาอย่างแน่นอน และจุดประสงค์ของเขาก็เป็เช่นนั้นพอดีคือการทำให้ตนเองซึ่งเป็องค์รัชทายาทที่ ‘ป่วยและอ่อนแอ’ ถูกพวกเขา ‘กลั่นแกล้ง’เล็กน้อย ต่อมาศิษย์วิหารหลิงเซียวจึงรีบมาช่วยเหลือหลังจากได้ยินเสียงท้ายที่สุดแล้วตนที่เป็องค์รัชทายาท เื่ราวจะยิ่งใหญ่โตหากอีกฝ่ายมีเหตุผลไม่เพียงพอ...กรรมสิทธิ์ที่ดินตรงนั้นย่อมสามารถ...ค่อยๆพูดคุยและปรึกษากันได้
ฉิงชางจวินไม่ยอมรับว่าที่เขาทำเช่นนี้เพราะโกรธที่น้องห้าถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งเมื่อครั้งก่อนจึงหาวิธีที่จะกลั่นแกล้งกลับ
เขาแสร้งทำเป็เดินอย่างไม่ใส่ใจไปยังขอบหน้าผาแห่งนั้นทว่าหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังจึงหยุดเท้าอย่างประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อหันกลับไปเขาเห็นว่าหลี่อวิ๋นหังผละออกจากกลุ่มคนแล้วตามเขามา
“อาหัง?” เจียงเฉิงเยว่รู้สึกลำบากใจขึ้นมาที่จริงแล้วเขาไม่ค่อยอยากให้หลี่อวิ๋นหังไปกับตนเองเพื่อปะทะกับอีกฝ่าย...ท้ายที่สุดเมื่อคนเ่าั้ลงมือและช่วยเหลือยามนั้นตัวเขาเอง...ยังต้องแสร้ง ‘ป่วยและอ่อนแอ’นอกจากนั้นยังกลัวว่าหากตนเองถูกทุบตีจนปัสสาวะเล็ดต่อหน้าน้องห้า...คงน่าอายอยู่บ้าง
เจียงเฉิงเยว่ถามด้วยรอยยิ้ม“เ้ามาที่นี่ทำไม?”
หลี่อวิ๋นหังที่เอามือไพล่หลังเหมือนชายชราตัวน้อยด้วยใบหน้าซาลาเปาตอบกลับอย่างจริงจัง“ค้นหาเห็ดสน”
เจียงเฉิงเยว่“...”
แม้ว่าจะมีตัวแปรเพิ่มขึ้นมาแต่แผนที่ควรดำเนินการก็ยังต้องดำเนินต่อไป เจียงเฉิงเยว่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็ ‘ไม่ได้จงใจ’ ไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้อย่างลำบาก
เขาคำนวณเวลาไว้เรียบร้อยแน่นอนว่าเป็ไปตามคาดเมื่อไปยังขอบหน้าผาเขาเห็นเด็กหนุ่มในเครื่องแบบสีน้ำตาลเจ็ดแปดคน
ใขณะนี้เหล่าเด็กหนุ่มกำลังรวมตัวกันเตรียมที่จะนั่งสมาธิเมื่อถูกคนอื่นรบกวนย่อมไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง มีคนผู้หนึ่งะโ “เป็ผู้ใด?”
เจียงเฉิงเยว่แสร้งทำเป็มองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ“เอ๊ะ?” จากนั้นหันมามองหลี่อวิ๋นหังที่อยู่ด้านหลังอย่างไร้เดียงสา“อาหัง ที่นี่มีคนอยู่เยอะเลย”
ใบหน้าของหลี่อวิ๋นหังมืดมนราวกับน้ำแข็งผนึกจากนั้นรีบก้าวมาข้างหน้า เดินมาอยู่หน้าเจียงเฉิงเยว่อย่างรีบร้อน
เหล่าเด็กหนุ่มจำเขาได้เมื่อเห็นเขาสีหน้าจึงเปลี่ยนไปโดยพลัน จากนั้นค่อยๆรวมตัวกันและแสดงท่าทีราวกับพบศัตรู
เด็กหนุ่มที่อายุมากที่สุดเริ่มเย้ยหยัน“เป็เ้าจริงด้วย!”
เจียงเฉิงเยว่มีสีหน้าไร้เดียงสา“อาหัง เ้ารู้จักพวกเขาหรือ?”
หลี่อวิ๋นหังพูดอย่างเ็า“ไม่รู้จัก”
เด็กหนุ่มผู้นั้นยิ้มเย้ยหยันแล้วพูดต่อ“เลิกเสแสร้งได้แล้ว! ครั้งก่อนพี่ชายของเราประมาทจึงตกหลุมพรางของเ้า!แม้ว่าเ้าจะเรียกผู้ช่วยมาในวันนี้...ก็จะทุบตีเ้าจนต้องร้องไห้หาพ่อแม่!”
ใบหน้าของหลี่อวิ๋นหังมืดสนิท
หลังจากที่เด็กหนุ่มหลายคนนั้นเสียท่าในครั้งที่แล้วครั้งนี้จึงมีการเตรียมตัวอย่างที่คาดการณ์ ทุกคนนำฝ่ามือเข้าไปในแขนเสื้อดึงดาบิญญาออกมาจากถุงเฉียนคุนในแขนเสื้ออย่างเกินความคาดหมาย
เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงเขาเตรียมที่จะเล่นอุบายเล็กน้อยในการกลั่นแกล้งแต่ไม่ได้คิดจะใช้อาวุธที่แท้จริง!!! เด็กกลุ่มนี้ดูเหมือนโตที่สุดก็ไม่เกินสิบสี่สิบห้าปี...กลับรุนแรงเกินความคาดหมายเสียจริง
ในที่แห่งนี้เขาอยู่กับหลี่อวิ๋นหังสองคนตัวเขาในปัจจุบันกำหนดไว้เป็ ‘องค์รัชทายาทขี้โรค กระทั่งฝ่ามือไร้แรงจับไก่’จึงไม่มีความเคยชินในการพกอาวุธ เมื่อในมือปราศจากอาวุธด้านหลังยังพาเด็กมาด้วย...เขาจึงกัดฟัน ตัดสินใจล้มเลิกแผนนี้อย่างโกรธแค้นเตรียมจะเรียกคนมา กลับเห็นว่าร่างผอมบางของหลี่อวิ๋นหังขวางตรงกลางระหว่างเขากับกลุ่มเด็กหนุ่มผู้มีท่าทีใหญ่โต ค่อยๆดึงดาบิญญาออกจากแขนเสื้อ
ให้ตายสิ!ฝ่ายตนเองก็ยกอาวุธจริงขึ้นมาหรือ?!
องค์รัชทายาทเตรียมที่จะแย่งที่ดินผืนนี้เป็เื่จริงแต่วิธีที่้าคือใช้ไหวพริบมากกว่าการต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตาย!!!อีกทั้งยังทำให้น้องห้าที่ยังเป็เด็กน้อยก้าวเข้าไปเป็อันธพาลเขานึกตำหนิตนเองที่ควบคุมเื่นี้ไม่ได้ในทันที รีบพูดเกลี้ยกล่อม “เฮ้ข้ามีบางคำที่อยากจะพูด พวกเ้า้าทำอะไร?”
หลี่อวิ๋นหังหันศีรษะเล็กน้อยแกว่งดาบในมือเด็กน้อยผู้หนึ่งที่สูงไม่ถึงอกเขาสั่งเสด็จพี่อย่างน่าเกรงขามด้วยน้ำเสียงเ็า“ท่านถอยไป!”
ดวงตาของเจียงเฉิงเยว่เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเขาคิดลงมืออย่างจริงจังจึงรีบะโด้วยความใ “อาหังอย่าทำอะไรโดยประมาท!”
เด็กหนุ่มที่อายุมากสุดจากฝั่งตรงข้ามหยิบกระจกทองสัมฤทธิ์ออกมาจากอกเมื่อกระจกบานนั้นถูกหยิบออกมา ใบหน้าของเจียงเฉิงเยว่เปลี่ยนไปเล็กน้อยิญญาที่สะกดอยู่บนกระจกนั้นกดดันผู้คนจนเริ่มหายใจไม่ค่อยออก...เกรงว่ามันจะเป็อาวุธิญญาที่ทรงพลังยิ่ง
ดวงตาของหลี่อวิ๋นหังพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นกระจกทองสัมฤทธิ์บานนั้น
เด็กหนุ่มผู้นั้นยิ้ม“เ้าคิดว่าเมื่อครั้งก่อนที่ได้เห็นความสามารถในการสั่งการผีของเ้า...เรายังจะตกหลุมพรางของเ้าอีกหรือ?นี่คือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเรา กระจกเสวียนชางแปดทิศใช้สำหรับปราบภูตผีปีศาจโดยเฉพาะ! เ้าเรียกผีมาอีกได้ตามสบาย!คอยดูพวกเราส่องมันให้ิญญากระเจิง…”
ยังไม่ทันพูดจบเงาร่างที่ถือดาบของหลี่อวิ๋นหังพุ่งเข้าหากระจกทองสัมฤทธิ์บานนั้นเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นยกดาบขึ้นมาปกป้องโดยธรรมชาติเด็กสองสามคนปะทะกันจนเสียงอาวุธดังเกรียวกราวอยู่พักหนึ่งผู้ที่โตสุดในพวกเขาอายุไม่เกินสิบห้าสิบหกปี ดังนั้นจึงยังไม่ถึงวัยของปราณก่อตั้งไม่สามารถเหินดาบได้ หากกล่าวกันตามจริงแล้ว ปราณดาบยังคงยุ่งเหยิง
“หยุดตีกันได้แล้ว!!!หยุดตีกันได้แล้ว!!!” เจียงเฉิงเยว่ร้อนใจมากจนอยากสบถลากร่างไปโดย้าจะหยุดยั้งแต่ในมือกลับไม่มีอาวุธจึงทำได้เพียงไปอยู่ด้านหลังของเหล่าเด็กหนุ่มนั้นเสาะหาโอกาสที่แม่นยำจับหนึ่งในนั้นตวัดรัดมือและเท้าให้แน่นจากด้านหลังคิดใช้ความได้เปรียบของส่วนสูงเหวี่ยงเขาออกไปแล้วพยายามคว้าดาบ
หลี่อวิ๋นหังต่อสู้กับกลุ่มศัตรูอีกฝ่ายยังมีข้อได้เปรียบเื่อายุจึงเกินความสามารถเขาหลบได้ระหว่างประคองตัวอย่างยากลำบากโดยเจียงเฉิงเยว่ได้เพิ่มความวุ่นวายให้กับอีกฝ่ายหลี่อวิ๋นหังเว้นระยะห่างจากกลุ่มคนรอบตัว พวกเขาจึงเข้ามาทีละคนแต่ละคนเรียงแถวกันเข้ามา เขาไม่เกรงกลัว คิดต่อสู้อย่างมีแบบแผน
อย่างไรก็ตามหัวใจของเจียงเฉิงเยว่ยังคงสั่นไหว คมดาบไม่มีตาหากใครไม่ระวังจนทำให้มันทิ่มแทงอวิ๋นหังตัวน้อยเขาต้องมีแผลเป็ั้แ่อายุยังน้อยเป็แน่...เพียงแค่คิดเจียงเฉิงเยว่กลับรู้สึกเ็ปแทบทนไม่ไหว
เมื่อเจียงเฉิงเยว่ััที่หลังของผู้ที่อายุมากสุดในหมู่เด็กหนุ่มแล้วกระจกเสวียนชางแปดทิศในมือของคนผู้นั้นจึงถูกหลี่อวิ๋นหังโจมตีเพราะเป็เป้าหมายหลักมันถูกสะบัดจนเกือบส่องไปที่ใบหน้าของเจียงเฉิงเยว่โดยตรงเจียงเฉิงเยว่หลบด้วยความใ เขาถอยร่างก่อนล้มลงกับพื้น
หลี่อวิ๋นหังตื่นตระหนกขึ้นมาโดยพลัน ยามถูกเหล่าเด็กหนุ่มควบคุมตัวเขาะโเสียงดังกระทั่งแสงรัศมีรอบตัวสว่างวาบ พลันส่งเหล่าเด็กหนุ่มบินออกไปในเวลาเดียวกันเขาไม่รู้ว่าตนเองควบคุมรัศมีนั้นได้หรือไม่ตัวเขานั้นก้าวอย่างเซเล็กน้อย ทันใดนั้นต้องปิดปากกับจมูกแทงดาบแล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น
เด็กหนุ่มที่อายุมากสุดด้านข้างเจียงเฉิงเยว่เห็นว่ามีช่องโหว่จึงพุ่งดาบเข้ามาที่เขาราวกับ้าสังหาร
“อาหัง!”เจียงเฉิงเยว่ไม่สนใจอีกแล้วว่าจะเปิดเผยตัวตนหรือไม่ เขาบินไปข้างหน้าจากนั้นรีบไปกอดร่างของหลี่อวิ๋นหังที่ตกตะลึงอยู่ตรงกลางในเวลาเดียวกันก็พาอีกฝ่ายหลบจากการโจมตี มีเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นข้างหูพลันมีดาบบินเปล่งแสงรัศมีลอดผ่าน ทำให้ดาบยาวในมือของเด็กหนุ่มผู้นั้นทะยานออกไป
เด็กหนุ่มร้องด้วยความเ็ปแล้วล้มลงกับพื้น
เจียงเฉิงเยว่ที่กอดหลี่อวิ๋นหังก็ล้มลงไปด้านข้างเจียงเฉิงเยว่รีบร้อนสำรวจไปทั่วร่างเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงมองกลับมาด้วยดวงตาเบิกกว้างอย่างเหม่อลอยไม่ได้รับาเ็ที่ตรงไหนจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาถอนหายใจยาว่เวลาเดียวกับที่หลี่อวิ๋นหังดูเหมือนจะตอบสนองกลับมา อีกฝ่ายคว้าเขาไว้แน่นใบหน้าซีดขาว จับข้อมือไม่ปล่อยแรงของเด็กน้อยผู้หนึ่งทำให้เขาเ็ปแทบทนไม่ไหวจนต้องขมวดคิ้ว
หลี่อวิ๋นหังพูด“ท่าน...” เขายังไม่ทันพูดจบ ทันใดนั้นสายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างจึงนิ่งค้างเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือดาบแล้วยื่นมือมาบังเจียงเฉิงเยว่ไว้ด้านหลังอย่างไม่สนใจสิ่งใด
เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
กล่าวกันตามความจริงนี่เป็ครั้งแรกที่เขาถูกปกป้องไว้ด้านหลังใน‘สนามรบ’...แม้ว่าอีกฝ่ายจะสูงไม่ถึงหน้าอกของเขาแต่ร่างกายที่บอบบางทำให้บังเกิดความรู้สึกสงสาร และมีความอบอุ่นที่ขมขื่นแปลกๆก่อตัวขึ้น
เขามองผ่านเหนือศีรษะของหลี่อวิ๋นหังมองอีกฝ่ายที่ตัดขาด ‘ความอันตราย’ ของตนออกพบคนผู้หนึ่งในชุดสีน้ำตาลเช่นเดียวกันแต่คนผู้นั้นดูโตกว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นอยู่เล็กน้อยท่าทางเป็ผู้ใหญ่อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างสูงโปร่ง องอาจห้าวหาญใบหน้าหล่อเหลาแสดงความโกรธเคือง
เหล่าเด็กหนุ่มที่กรีดร้องด้วยความเ็ปบนพื้นเมื่อเห็นคนที่มาก็ใจนเงียบเป็จักจั่นในฤดูหนาว[2]ต่างไม่กล้าแม้แต่จะคร่ำครวญ ทุกคนก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัยตายอยากเอ่ยเรียกเสียงเบาอย่างอ่อนน้อมยอมรับชะตากรรม “ศิษย์พี่ซ่ง...”
------------------------
[1] เห็ดสนหมายถึง เห็ดมัตสึทาเกะ
[2]เงียบเป็จักจั่นในฤดูหนาว เป็สำนวน หมายถึง เงียบกริบ