บทที่ 35 พวกท่านยินดีติดตามข้าหรือไม่?
“จ้าวเซียนเชิง ท่านไม่รู้อะไร เหล้านี่แม้แต่ขุนนางสวียังชมไม่ขาดปาก บอกว่าไม่เคยดื่มสุราที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาก่อน”
โจวอันอธิบาย “ขุนนางสวีมีหน้าที่ชิมสุราให้ฮ่องเต้โดยเฉพาะเชียวนะ เหล้าของท่านสามารถได้รับคำชมเชยจากเขา หนึ่งพันตำลึงยังน้อยไป”
“แต่เพราะพื้นเพของท่านไม่โดดเด่น ไม่อย่างนั้น ขายไหละหลายพันตำลึงก็ยังได้”
“ขุนนางสวีคือใคร?” จ้าวผิงถาม
“ท่านไม่รู้จักหรือ?” โจวอันงงไปหมดแล้ว
เขาติดตามอยู่ข้างกายเถียนฟู่ไห่ สองพ่อลูกตระกูลเถียนคาดเดาตัวตนของจ้าวผิงไปร้อยแปดพันเก้า
เข้าใจว่าจ้าวผิงคงเป็นลูกศิษย์หรือลูกหลานของแพทย์หลวงในสำนักแพทย์หลวงสักคน
ส่วนสาเหตุที่มาอยู่ในหมู่บ้านซีผิงคงเป็นเพราะกำลังวางแผนบางอย่าง
ไม่อย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้าใจการจับชีพจรผ่านเส้นไหม
คนประเภทนี้สมควรรู้จักขุนนางในราชสำนักดีถึงจะถูก แล้วจะไม่รู้จักขุนนางสวีได้อย่างไร?
แต่โจวอันก็เพียงอึ้งไปชั่วขณะ ตามด้วยอธิบายอย่างใจเย็น
“ขุนนางสวีมีนามว่าสวีเทียนหัว รับผิดชอบชิมสุราสำหรับฮ่องเต้โดยเฉพาะ เป็นขุนนางขั้นเจ็ด…”
จ้าวผิงฟังคำอธิบายของเขาแล้วก็พูดอะไรไม่ออก
นี่มันฮ่องเต้เช่นไหนกัน
แค่ชิมเหล้าก็ต้องให้ขุนนางมารับหน้าที่นี้
แถมยังเป็นขุนนางขั้นเจ็ดอีกต่างหาก เทียบเท่าตำแหน่งนายอำเภอเลยทีเดียว
ประการสำคัญคือขุนนางชิมสุราส่วนพระองค์อยู่ใต้บังคับบัญชาฮ่องเต้โดยตรง ทั้งวันอยู่ในวังหลวง เข้างานตอนเช้าออกงานตอนกลางคืน ถือเป็นคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ มีอำนาจยิ่งกว่านายอำเภอเสียอีก
หน้าที่หลักก็คือรับผิดชอบชิมสุรา
ได้ชิมเมรัยชั้นเลิศจากทั่วสารทิศ
แค่เขาชมเชยหนึ่งคำ ราคาสุรานั้นก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
เป็นอาชีพที่หาเงินได้มหาศาล
ตอนชิมเหล้าของจ้าวผิง เขาชมว่าดีติดต่อกันถึงสามคำ
อยากดื่มอีกก็ไม่มีแล้ว ถึงได้ส่งโจวอันมาซื้อเหล้า
“จ้าวเซียนเชิง เหล้าของท่านยังเหลืออยู่เท่าไหร่ ข้าจะซื้ออีกสองไห”
“นี่คือตั๋วเงิน”
โจวอันพูดขณะล้วงตั๋วเงินมูลค่าพันตำลึงสองใบออกมาจากในอกเสื้อ
จ้าวผิงก็ไม่เกรงใจ ใครจะรังเกียจว่าเงินเยอะเกินไปกันเล่า
ก่อนรับเงินมาแล้วก็ไปเอาเหล้าสองไหออกมาให้อีกฝ่าย
จ้าวผิงบอกโจวอันว่าเหล้าของเขาเรียกว่าเซียงซือ*[1] ทั้งยังมีบทกวีแถมมาด้วยบทหนึ่ง
โจวอันเป็นพ่อบ้านคนหนึ่ง เพียงรู้หนังสือเล็กน้อยเท่านั้น แต่การไม่ถ่องแท้กลอนกวี ทั้งยังไม่รู้ว่าบทกวีนั้นเขียนได้ดีหรือไม่ดี
แค่เอากลับไปก็พอแล้ว
จ้าวผิงชวนเขาอยู่กินมื้อเย็นด้วยกัน แต่โจวอันบอกว่าต้องรีบกลับไป บอกว่าขุนนางสวีผู้นั้นยังรอดื่มเหล้าอยู่ แล้วจากไปอย่างรีบร้อน
ก่อนจากไปยังกำชับว่าอย่าเอาเหล้าดี ๆ เช่นนี้ไปล้างผลาญอีก
แค่เห็นยังปวดใจ
จ้าวผิงรับคำเป็นมั่นเหมาะ
หาเงินได้สองพันตำลึงในครั้งเดียว จ้าวผิงยิ่งมีความมั่นใจในการจัดการกับตระกูลเฝิงกว่าเดิม
กลับเป็นเฉียนลิ่วเสียอีก รีบลุกมาคุกเข่าโขกศีรษะให้จ้าวผิง
“พี่ผิง… ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าเหล้าเซียงซือของท่านล้ำค่าถึงเพียงนี้ ทำให้ท่านต้องสูญเงินไปเปล่า ๆ ท่านฆ่าข้าเถอะ”
เหล้าไหละหนึ่งพันตำลึง
เหล้าที่เขาดื่มและใช้ภายนอกในช่วงหลายวันนี้คงประมาณหนึ่งไหได้แล้วกระมัง
นั่นเป็นเงินหนึ่งพันตำลึงเชียวนะ
ในยุคสมัยที่กระทั่งข้าวยังได้กินไม่อิ่ม คนสามารถใช้ความรุนแรงจนถึงขั้นฆ่าคนเพื่อเงินหนึ่งตำลึง
นับประสาอะไรกับเงินหนึ่งพันตำลึง
“สูญเงินไปเปล่า ๆ อะไรกัน?”
จ้าวผิงประคองเขาขึ้นมา กล่าวอย่างไม่พอใจ “เจ้าเป็นน้องชายของข้า ถ้าน้องชายสามารถหายดีเร็วขึ้นได้ เงินหนึ่งพันตำลึงจะเป็นอะไรไป”
“อีกอย่าง เหล้านี่พวกเราทำกันเอง ราคาทุนเจ้ารู้ดีกว่าใคร พรุ่งนี้ก็จะใช้เหล้าล้างแผลฆ่าเชื้อกันต่อ”
เฉียนลิ่วซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก ลอบสาบานในใจว่าต่อไปจะซื่อสัตย์ภักดีต่อจ้าวผิงไปจนวันตาย
แต่ให้เขาใช้เหล้าเช่นนั้นต่อไป เฉียนลิ่วก็ไม่กล้าจริง ๆ ให้เอามาดื่มยังไม่กล้า
สิ่งที่ดื่มลงไปไม่ใช่เหล้าแต่เป็นเงินต่างหาก
เพียงดื่มลงไปคำเดียวก็หลายสิบตำลึงแล้ว
ใต้เท้านายอำเภอยังไม่กล้าทำเช่นนี้เลย
จ้าวผิงปลอบใจเฉียนลิ่วเสร็จ อวิ๋นหม่านก็พาคนกลับมา
มีทั้งหมดห้าคน นอกจากเซี่ยเฉวียนก็มีสองชายวัยกลาง ส่วนอีกสองเป็นคนหนุ่มราวยี่สิบปี
ทุกคนเป็นสมาชิกในกลุ่มปราบเสือ จ้าวผิงคุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่จำชื่อไม่ได้
เซี่ยเฉวียนคล้ายเดาใจออกจึงช่วยแนะนำให้ทีละคน
คนหน้าดำที่ค่อนข้างมีอายุชื่อว่า เซี่ยจื้อเสวีย เป็นทหารเก่า อยู่หมู่บ้านเดียวกับเซี่ยเฉวียน
หลังปลดเกษียณก็กลับบ้านมาทำนา บางครั้งก็จะถูกเซี่ยจี้เรียกตัวมาสมทบกลุ่มปราบเสือ
อีกคนชื่อเกาเหมิ่ง*[2] เป็นคนจากหมู่บ้านอื่น เป็นทหารเก่าเหมือนกัน
คนก็เหมือนชื่อ เป็นชายร่างใหญ่กำยำคนหนึ่ง แต่หูหายไปหนึ่งข้าง คงเป็นบาดแผลที่หลงเหลือมาจากศึกสงคราม
คนหนุ่มสองคนนั้นมีนามว่า เซี่ยหยางกับหลิวมู่อวิ๋น
ทั้งคู่เป็นลูกศิษย์ของเซี่ยเฉวียน
เซี่ยหยางตัวสูงหน่อย ราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าเซนติเมตร ผนวกกับรูปร่างผอมแห้งของเขาแล้วดูเหมือนเสาไม้ไม่มีผิด
ส่วนหลิวมู่อวิ๋นตัวค่อนข้างเตี้ย สวมรองเท้าแล้วก็ยังสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร
ดวงตาก็เล็ก เหมือนเป็นร่องแคบ ๆ สายหนึ่ง แต่แววตากลับคมกริบเหมือนสัตว์ป่าไม่มีผิด
ถึงตอนนี้หลิ่วเมิ่งหรูกับเหวินฮุ่ยทำกับข้าวเสร็จแล้ว จ้าวผิงบอกไว้ล่วงหน้าจึงทำอาหารมากกว่าปกติ
ข้าวขาวและต้มเนื้อกระต่าย
พวกเซี่ยเฉวียนเคยได้ยินอวิ๋นหม่านพูดแล้วว่าที่บ้านจ้าวผิงกินข้าวกันเช่นนี้ ตอนนั้นยังนึกว่าเขาโม้เสียอีก
ตอนนี้เห็นทีคงเป็นเรื่องจริง
แต่ละคนล้วนอิจฉาตาร้อน
เหวินฮุ่ยจะเอาเหล้าออกมา แต่กลับถูกเฉียนลิ่วห้ามเอาไว้
“พี่สาว… อย่าเลย” เฉียนลิ่วพูดอย่างร้อนใจ “ที่พวกเราดื่มกันไม่ใช่เหล้า แต่เป็นเงินทั้งนั้น”
“ลิ่วจื่อ อย่าพูดเหลวไหล”
จ้าวผิงใช้สายตาปรามเขา “พวกพี่เฉวียนอุตส่าห์มาทั้งทีก็ต้องให้พวกเขาได้ชิมเหล้าที่พวกเราทำกันเองหน่อยสิ”
“ตักมาไม่ต้องเยอะ เพียงสองชามก็พอ”
สองชามก็คือสองชั่ง เงินสองร้อยตำลึงหายวับไปกับตา เฉียนลิ่วปวดใจราวกับหัวใจกำลังหลั่งเลือด
พูดอย่างไรก็ไม่ดื่ม
เหวินฮุ่ยจึงแบ่งให้คนอื่น
หลิวมู่อวิ๋นยังคิดว่าจ้าวผิงขี้เหนียว ฆ่าเสือตายหนึ่งตัวก็ได้เงินเป็นร้อยตำลึงแล้ว แต่กลับตักเหล้ามาแค่สองชั่ง
ยกมาทั้งไหแล้วจะเป็นไร ก็แค่ไม่กี่ตำลึงไม่ใช่รึ เทียบไม่ได้กับเสือที่พวกข้าช่วยกันปราบยังเลย
เขาไม่สบอารมณ์นัก
เหวินฮุ่ยเพิ่งรินเหล้าให้เขา หลิวมู่อวิ๋นก็แหงนหน้ากรอกเหล้าลงท้อง
จากนั้น…
เขาก็ต้องเด้งตัวขึ้นมาจากเก้าอี้ ไอแค่ก ๆ ไม่หยุด
ชามก็ถูกเขาโยนลงบนพื้น พลันหน้าแดงก่ำ น้ำตาไหลซึมออกมา สภาพอนาถทีเดียว
เซี่ยเฉวียนอยากถามจ้าวผิงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เห็นจ้าวผิงกับเหวินฮุ่ยต่างทำหน้ายิ้ม ๆ กันทั้งคู่ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
นานทีเดียวกว่าหลิวมู่อวิ๋นจะดีขึ้น
เขาพลางดูดปากแจ๊บ ๆ เหล้าเหมือนว่าจะไม่ร้อนแรงขนาดนั้นแล้ว แต่กลับมีกลิ่นหอมแผ่ซ่านออกมาแทน
ตอนเหล้าลงไปในท้องก็รู้สึกร้อนวูบวาบ ร่างกายพลันอบอุ่นขึ้นมาก
เขาเป็นลูกศิษย์ของเซี่ยเฉวียน ถือเป็นนายพรานคนหนึ่ง มักได้หมอบรอล่าสัตว์เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ลมภูเขาพัดมาก็สามารถทำให้คนตัวแข็งกึ่ง ๆ ตายได้เลยทีเดียว
ถ้ามีเหล้าเช่นนี้… หลิวมู่อวิ๋นตระหนักถึงคุณประโยชน์ของเหล้าชนิดนี้ทันที ถามหน้าตายว่า “พี่ผิง เมื่อกี้ยังไม่รู้รสเลย ให้ข้าดื่มอีกชามได้ไหม?”
“ไม่ได้”
จ้าวผิงยังไม่ทันเอ่ยปาก เฉียนลิ่วก็โพล่งขึ้นมาว่า “เจ้ารู้ไหม…”
แต่ยังพูดไม่จบก็ถูกจ้าวผิงตัดบทเสียก่อน
“ลิ่วจื่อ ก็แค่เหล้าชามเดียว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
เฉียนลิ่วถือชามข้าวเดินจากไป ไม่อาจทนมองคนพวกนี้ผลาญเงินอีกต่อไป
จ้าวผิงก็ไม่ถือสา พยักพเยิดให้เหวินฮุ่ยเทให้เขาอีกชาม จากนั้นก็ว่า “มู่อวิ๋น เหล้าของข้าค่อนข้างแรง เจ้าอย่ายกซดเช่นนั้น ค่อย ๆ จิบชิมทีละน้อยเถิด”
หลิวมู่อวิ๋นหน้าแดงวาบ
เขาพยักหน้า ยกชามขึ้นมาจิบทีละคำ
รสร้อนแรง แต่เมื่อไหลลงคอไปแล้วกลับได้กลิ่นหอมอยู่นาน
หลิวมู่อวิ๋นชมจากใจจริง “เหล้านี่รสชาติเยี่ยม! ข้าไม่เคยดื่มเหล้าที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย”
“พี่ผิง ท่านไปซื้อเหล้านี่มาจากไหน ไว้ข้าเก็บเงินได้จะไปซื้อกลับมาสักสองกา”
เหวินฮุ่ยเป็นคนตอบ “เหล้านี่ผู้มีพระคุณของข้าทำเอง หนึ่งไหราคาร้อยตำลึง หากเจ้าอยากซื้อ คงต้องเก็บเงินหลายปีเลยล่ะ”
“อะไรนะ?”
พวกเซี่ยเฉวียนมีสีหน้าแตกตื่น
สายตาที่มองจ้าวผิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะหลิวมู่อวิ๋นที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่าจ้าวผิงขี้เหนียว
ตอนนี้กลับพบว่าตัวเองต่างหากที่ไม่รู้ความ
คำพูดของเหวินฮุ่ยเปรียบเสมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็นตบลงบนใบหน้าของหลิวมู่อวิ๋น ทำให้เขาอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
เซี่ยเฉวียนพูด “จ้าวเซียนเชิง พวกข้ายังไม่ได้แตะต้องเหล้า ท่านเอากลับไปเก็บเถอะ เหล้าราคาแพงขนาดนี้ พวกข้าไม่กล้าดื่มหรอก”
“พี่เฉวียน ไม่จำเป็นเลย”
จ้าวผิงยิ้มพูด “เหล้านี่พวกข้าทำกันเอง เอาไปขายไหละร้อยตำลึงก็จริง แต่พวกข้าดื่มกันเองก็แค่ราคาทุน ไม่เท่าไหร่หรอกน่า”
“อีกอย่าง พวกข้ายังจะขอให้พวกท่านช่วยชิมเหล้าออกความเห็น ดูว่ายังมีตรงไหนต้องปรับปรุงบ้าง ข้าจะได้ทำให้มันดีกว่าเดิม”
เซี่ยเฉวียนก็ไม่เกรงใจ
ความจริงเขาแค่พูดไปอย่างนั้นเอง
เมื่อได้กลิ่นหอมของเหล้า แถมยังเห็นปฏิกิริยาของหลิวมู่อวิ๋น เขาก็บังเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อเหล้านี้ยิ่งนัก
เห็นจ้าวผิงไม่ได้เอากลับไปก็ยกขึ้นมาดื่มคำหนึ่ง
ดวงตาพลันสว่างขึ้นทันที
ก่อนเอ่ยปากชมว่า “ของดีจริง ๆ …”
“ถ้าได้ดื่มสักคำตอนออกไปล่าสัตว์ตอนกลางมืดคงอยู่ได้ทั้งคืนเลยทีเดียว”
คนอื่น ๆ ก็จิบไปหนึ่งคำ
ทุกคนล้วนชมเชย
ทหารเก่าสองคนนั้นถึงขั้นพูดว่าดื่มเหล้านี้แล้วมีกำลังวังชาขึ้นทันตาเห็น
ถ้าตอนอยู่ในสนามรบได้ดื่มเหล้าเช่นนี้สักกา พวกเขาจะต้องสังหารข้าศึกได้มากกว่าเดิมแน่นอน
เหล้ารสเลิศ อาหารก็อร่อย
ทุกคนกินมื้อเย็นกันอย่างสำราญใจ
หลังกินข้าวเสร็จ จ้าวผิงก็พาพวกเขาไปที่กระท่อม เริ่มจากสอนวิธีทำกับดักฆ่าเสือให้พวกเขา
ความจริงแล้วง่ายมาก แค่ขุดหลุมลึกในบริเวณที่เสือมักผ่านไปบ่อย ๆ ฝังกิ่งไม้ที่เหลาจนแหลมไว้ตรงก้นหลุม
พอเสือตกลงไป ต่อให้ไม่ตาย มันก็หนีไปไหนไม่รอด รอจนนายพรานไปถึงก็สามารถจับได้ทันที
พวกเซี่ยเฉวียนรับฟังพลางพยักหน้าเข้ใจ ยิ่งเอ่ยปากชมจ้าวผิงกว่าเดิม
“อะแฮ่ม!”
เห็นทุกคนเริ่มตื่นเต้นคึกคัก จ้าวผิงก็ลุกขึ้นมากระแอมสองที
“พูดเรื่องปลีกย่อยเสร็จแล้ว พวกเราเข้าเรื่องหลักกันเถอะ”
“พวกท่านยินดีติดตามข้าหรือไม่?”
*[1] เซียงซือ หมายถึง คะนึงหา
*[2] เกาเหมิ่ง หมายถึง กำยำ เหี้ยมหาญ เรี่ยวแรงมาก