ในชายแดนบนสุดของทิศอุดรของทวีปิญญายุทธ์
เขาไม่รู้ว่าตนเองหลับไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ดวงตาของเย่จื่อเฟิงค่อย ๆ เผยอลืมขึ้นได้บ้างเล็กน้อย ยามนี้ความเ็ปรุมเร้าเขากำลังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างที่สุด ราวกับถูกเพลิงเผาผลาญอยู่ทั่วร่าง...
เขาจำได้ว่าเมื่อสักครู่ตนเองกำลังปรับแต่งปรุงโอสถเก้าวัฏจักรกําเนิดชีพในตํานาน ขณะกำลังประสบความสำเร็จ แต่แล้วอยู่ ๆ เตาหลอมก็บังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่้า จากนั้นก็... ตูมมมม!!! เตาหลอมเทวะะเิแหลกละเอียดเป็ชิ้น ๆ แรงอัดกระแทกมหาศาลจากการะเิทำให้สติสัมปชัญญะของเย่จื่อเฟิงดับวูบลง...
.....
"เย่จื่อเฟิง เย่จื่อเฟิง! เลิกเสแสร้งแกล้งตายเสียที ถ้าแน่จริงก็ลุกขึ้นมาสู้กับข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงของคนผู้หนึ่งดังก้องอยู่ในหัวของเย่จื่อเฟิง เสียงะโโวยวายของพวกนี้จะว่าคุ้นเคยก็ใช่ จะว่าไม่คุ้นก็ใช่อีกเช่นกัน
" ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ไอ้ขยะตระกูลเย่ เพราะเ้ามันเป็คนไม่เอาถ่านไร้ฝีมือ ระดับการฝึกยุทธ์์ของเ้าค้างเติ่งอยู่ที่ระดับกำเนิดปราณขั้น 2 มานานหลายปี แม้แต่บิดาของเ้าแท้ ๆ ก็ยังหมดหวังถอดใจกับคนที่ขุนไม่ขึ้นอย่างเ้าเลย แล้วเ้ายังมีหน้าอยู่ในสํานักของเราต่ออีกรึ? คนอย่างเ้าอยู่ไปก็มีแต่ทำให้สำนักอับอายเปล่า ๆ ”
"เฮ้อ∼ ขยะยังไงก็เป็ขยะอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พวกเราดุด่าว่ากล่าวมันครึ่งค่อนวัน คนอย่างมันก็เอาแต่หวาดกลัวหัวหดไม่กล้าแม้แต่จะผายลมด้วยซ้ำ จริงหรือไม่ไอ้สวะไม่ได้ความ?” ทุกถ้อยคําพูดเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง แต่ก็ยังดีที่เสียงของพวกมันช่วยให้สติของเย่จื่อเฟิงฟื้นคืนกลับมา ทำให้เริ่มเห็นภาพโดยรอบชัดเจนยิ่งขึ้น
สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขายามนี้ คือใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง
สายตาของพวกมันที่จ้องมองเขา นั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างที่สุด ราวกับกำลังเหลือบแลสุนัขก็ไม่ปาน สีหน้าของพวกมันแต่ละคนแสดงความเย้ยหยันสารพัดรูปแบบ
นี่มันอะไรกัน?
ถ้าเป็ในอดีต คนอย่างเขาคงไม่เคยแยแสหนุ่มสาวพวกนี้เสียด้วยซ้ำ เพื่อให้ได้โอสถระดับสูงพวกมันจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนหมอบคลานอยู่ใต้แทบเท้าของเย่จื่อเฟิง เพราะอะไรน่ะหรือก็เพราะเขาคือสุดยอดปรมาจารย์แห่งการปรุงยาของอาณาจักรบุปผาคิมหันต์น่ะสิ ชื่อเสียงของเขาเป็ที่เลื่องลืออย่างที่เรียกว่าในใต้หล้านี้ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนเื่ความโดดเด่นในฐานะนักปรุงยาก็ไม่เป็สองรองใคร แม้แต่องค์ฮ่องเต้เ้าผู้ครองแผ่นดินยังต้องมาขอให้เขาปรุงโอสถอย่างเกรงอกเกรงใจ
แต่พอสติฟื้นกลับคืนมา ไฉนเขาถึงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไปได้
เขาไม่รู้ว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้มีชาติกำเนิดเช่นไร แต่ที่แน่ ๆ พวกมันกล้าะโด่าเขาปาว ๆ ราวกับจะฆ่าจะแกงกันเยี่ยงนี้!
" มองหาพระแสงอะไรเล่า พวกเ้ากล้าเรียกข้าว่าสวะเช่นนั้นหรือ? รู้ไหมว่าทำเช่นนี้ พวกเ้าจะต้องเจอกับอะไร? " เย่จื่อเฟิงลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ปัดฝุ่นละอองบางส่วนออกจากร่างกาย เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าภายในของเขายังคงได้รับาเ็
เมื่อเขาใจเย็นลง เขาสำรวจมองทั่วร่างของตัวเอง แต่แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อเป็หินไปในบัดดล
เมื่อรู้ว่าตนเองได้มาอยู่ในร่างของคนอ่อนแออะไรจะปานนี้? นี่มันร่างของคนพิการชัด ๆ! อีกทั้งปราณหยวนในเส้นชีพจรยังไม่สามารถโคจรได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ระดับพื้นฐานฝึกยุทธ์ของร่างนี้อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แค่ระดับต่ำสุดของกำเนิดปราณเท่านั้น!
ความจริงอันโหดร้ายนี้ทำให้เย่จื่อเฟิงยากจะยอมรับ เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ และนักปรุงยาระดับ์ เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร?
เวลานี้เย่จื่อเฟิงรู้สึกงุนงงปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างที่สุด สิ่งที่เขาต้องประสบพบเจอในตอนนี้มันหนักหนาจนเกินจะรับ มากเกินกว่าจะแสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา แต่ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ความทรงจําของเย่จื่อเฟิงหลาย ๆ อย่างพรั่งพรูเข้ามาในหัว และเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อความทรงจําทั้งหมดกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เขาก็เข้าใจแล้วว่า เราจะข้ามผ่านอุปสรรคไปด้วยตนเอง! เขาได้เดินทางจากทวีปเสวียนอู่มายังทวีปิญญายุทธ์แห่งนี้!
แล้วสิ่งสําคัญที่เขายากจะยอมรับได้ก็คือ เขาดันมาเกิดใหม่อยู่ในร่างของไอ้ขี้โรคเช่นนี้! ทำให้โชควาสนาของเขาต้องกลับตาลปัตรอย่างสุดขั้ว!
แต่สิ่งทำให้เขาใยิ่งกว่าก็คือ เขาเป็ศิษย์ร่วมสำนักกับกลุ่มคนหนุ่มสาวเ่าั้
ชีวิตเขาคงไม่ได้สงบสุขอย่างแน่นอน
"พวกเ้า ได้ยินที่เย่จื่อเฟิงพูดหรือเปล่า?”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าไอ้ขยะจอมขี้แหยอย่างเย่จื่อเฟิง จะหาญกล้าพูดจาตอบโต้สวนกลับพวกมันเยี่ยงนี้?
" มันถามพวกเราว่า พวกเรามองมันหาพระแสงอะไร? "
ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ∼ ทันใดนั้นพวกมันก็ะเิเสียงหัวเราะกันขรม การแสดงออกของพวกมันเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
" เย่จื่อเฟิง ข้าไม่เคยนึกเลยว่าเ้าจะน่าขันถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าพวกเราคงเรียกเ้าว่าไอ้ขยะไม่ได้แล้วสินะ เอาเป็ว่า...พวกเราจะเรียกเ้าว่า ไอ้เ้าบ้าเย่แล้วกัน! ฮ่ะ ๆ ๆ ไอ้เ้าบ้าเย่ ช่างเหมาะสม เหมาะสมจริง ๆ! "
" หวางหลินเลิกพูดจาเหลวไหลกับมันได้แล้ว มาสั่งสอนมันเลยดีกว่า ไอ้เด็กเหลือขอนี่คงต้องตบสั่งสอนสักป้าบสองป้าบ! "
" ตีมันให้ตายไปเลย!” น้องชายที่อยู่ข้าง ๆ หวางหลินเติมเชื้อไฟเพิ่มเข้าไปอีก ระหว่างนั้นมันก็กระชับวงล้อมเย่จื่อเฟิง
ระหว่างที่คนเหล่ากําลังจะลงมือ ทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยคลุ้งมาผ่านจมูก...
เย่จื่อเฟิงเงยหน้าขึ้น สถานะปรมาจารย์แห่งการปรุงยาที่เก่งที่สุดในใต้หล้า เขาย่อมมีประสบการณ์มากมาย
นี่คือกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของสตรี นอกจากนี้ยังมีกลิ่นของเครื่องประทินโฉมชั้นสูง ทันทีที่เขาได้สูดดมกลิ่นหอมละมุนภายในหัวก็แอบคาดเดาว่า : แม่นางผู้นี้จะต้องเป็สตรีสูงศักดิ์เป็แน่
หลังจากนั้นร่างอันงดงามก็ค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้น แม่นางผู้นี้สวมใส่อาภรณ์สีเขียวหยก ทรวดทรงองค์เอวเพรียวบาง หน้าอกหน้าใจอวบอูมเต่งตึง ท่วงท่ากิริยาหมดจดปราณีต เพียงแค่เห็นก็สามารถก็รู้ได้ทันทีว่าแม่นางผู้นี้มีความงามที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อเทียบกับสาวงามที่เย่จื่อเฟิงเคยเห็นมาในชาติก่อน รูปโฉมอันงดงามของแม่นางผู้นี้ หาได้ด้อยไปกว่าหญิงงามเ่าั้เลย
เมื่อนางเดินเยื้องย่างเข้าใกล้ ก็ยิ่งแลเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่าร่างของเย่จื่อเฟิงเต็มไปด้วยร่องรอยฟกช้ำาเ็ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็หันไปมองหวางหลินและพรรคพวกของมันอย่างคาดโทษ จิตสังหารแผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นสาวงามออกหน้าปกป้องเย่จื่อเฟิง สีหน้าของหวางหลินและพรรคพวกก็เปลี่ยนไปทันที
" วิ่ง เร็วเข้า น้องของเย่จื่อเฟิงมาแล้ว! " บางคนรู้ว่านางกำลังจะลงมือพวกมันจึงชิ่งหลบหนีไปก่อน
" กะอีแค่น้องสาวของไอ้ขยะ ไฉนต้องหวาดกลัวนางด้วย? พวกเรามีพี่หวางอยู่ทั้งคนไม่ใช่รึไง? พี่ชายหลินก็อยู่ที่นั่นแท้ ๆ? ก็แค่จับนางมัดรวมกับพี่ชายของมัน แล้วก็จัดการพร้อมกันไปซะเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหวางหลินก็ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็ตะคอกใส่มันกลับไปว่า " ชู่ววว... เ้าอย่าได้พูดเสียงดังไป ถ้านางเกิดได้ยินแล้วจะทำอย่างไร?”
จริงๆ แล้วเย่เสวี่ยอี๋ได้ยินทุกคำพูดของพวกมันอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายโจวฝางน้องของหวางหลิน ก็รู้สึกงงงวยเป็ยิ่งนักแล้วมันก็ถามขึ้นว่า " ท่านพี่หวางหมายความว่าอย่างไร? ท่านจะบอกว่าน้องสาวของไอ้ขยะขี้แพ้ ไม่เหมือนกับมันเช่นนั้นหรือ?”
หวางหลินคิดว่าถ้าพูดคุยเบา ๆ นางจะไม่ได้ยิน มันจึงกระซิบกระซาบตอบอย่างระมัดระวังว่า " โจวฝาง! ไอ้เด็กเหลือขอ! เดี๋ยวข้าให้ความกระจ่างแก่เ้าเข้าเอง เย่เสวี่ยอี๋กับพี่ชายนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเรียกว่าคนละโลกเลยก็ได้ นางเป็ยอดยุทธ์ที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปดแล้ว เหลืออีกเพียงแค่ก้าวเดียวก็จะขึ้นสู่ยอดยุทธ์์ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุด! เมื่อนางก้าวขึ้นไประดับผู้ฝึกยุทธ์์ มีโอกาสสูงที่นางจะปลุกภูตยุทธ์ของตัวเองได้... เ้าอยากเป็ศัตรูกับคนที่มีภูตยุทธ์์หรือไงห๊ะ?”
เมื่อโจวฝางได้ยินคําว่า ‘ระดับผู้ฝึกยุทธ์์’ ฉับพลันสีหน้าของมันก็ซีดเผือดหวาดกลัวจนตัวสั่น ยิ่งได้ยินคําว่า ‘ภูตยุทธ์์’ มันก็อยากแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
เอาล่ะๆ ช่างมันเถอะ จะรออะไรรีบ ๆ ไปซะสิ ไม่มีอะไรทำกันรึไง! " หวางหลินรีบไล่ตะเพิดพรรคพวกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง
เมื่อหวางหลินตะเพิดคนของตนไปแล้ว ก็หันมามองเย่เสวี่ยอี๋หน้าแหยๆ แล้วรีบขอขมานาง " เอ่อออ∼ ข้าไม่ทราบว่าพี่สาวเย่เสวี่ยอี๋จะมาที่นี่ ขะ ขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ ข้าน้อยคือ หวางหลิน...”
อันที่จริงเย่เสวี่ยอี๋ได้กล่าวเย้ยหยันอะไรสักอย่างกลับไป แต่เป็เพราะสุรเสียงของนางนั้นแ่เบามาก เลยทำให้หวางหลินได้ยินที่นางกล่าวไม่ค่อยถนัดนัก
" ขออภัยไม่ทราบว่าพี่สาวเย่เสวี่ยอี๋ ช่วยกล่าวซ้ำอีกครั้งได้หรือไม่? "
ขณะที่เย่เสวี่ยอี๋กำลังจะอ้าปากพูดซ้ำอีกครั้ง
ทันใดนั้นเย่จื่อเฟิงก็ยืนขึ้น จ้องมองหวางหลินด้วยสายตาเ็าพร้อมกล่าวว่า " นางบอกว่าให้เ้าไสหัวไป หูหนวกหรือไง? "
เมื่อได้ยินเย่จื่อเฟิงกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของหวางหลินก็เปลี่ยนเป็น่าเกลียดบูดบึ้งทันที ถ้าหากเย่เสวี่ยอี๋เป็คนเอ่ยปาก มันจะไม่แสดงกิริยาเช่นนี้กลับไปเป็แน่ ด้วยเพราะนางมีพลังฝีมืออยู่ไหนระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปดแล้ว เป็ที่เคารพนับถือของทวีปิญญายุทธ์นี้ หากถูกนางว่ากล่าวดุด่าก็ยังถือว่าเป็เื่ปกติ แต่คนที่กล่าวคือ เย่จื่อเฟิง ผู้มีฝีมืออยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นต่ำสุด มันจึงไม่อาจทำใจยอมรับได้จริง ๆ
"เย่จื่อเฟิง เ้าอยากตายนักใช่ไหม!? เชื่อหรือไม่ว่าครั้งต่อไปข้าจะพาคนฆ่าเ้าให้ตาย?”
เมื่อได้ยินหวางหลินกล่าวเช่นนี้ เย่เสวี่ยอี๋ก็มีโทสะเกรี้ยวกราดยิ่งเสียกว่าพี่ชายของนางซะอีก ในเวลานี้นางกำลังนางจ้องมองอย่างดุร้ายราวกับจะกินเืกินเนื้อ
" ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก! ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหนหาญกล้ามาทําร้ายท่านพี่ของข้า ข้าจะทําลายวรยุทธ์ของมันผู้นั้น!”
ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองกันและกัน ด้วยสายตาที่เ็าอย่างยิ่ง อย่างไม่มีใครยอมใคร
สุดท้ายก็เป็หวางหลินที่เบือนหน้าหนีหลบตานาง
" ฮึ่มมมม!!! อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปดแล้วอย่างไร!? อย่าโอหังให้มากนัก ยังมีจอมยุทธ์์มากมายในสํานักยุทธ์ิญญาคราม ข้าก็แค่หาคนที่สามารถจัดการเ้าได้ จัดการกับเ้าเสียก็สิ้นเื่...อย่าลืมว่าตระกูลเย่ของเ้าไม่ได้รุ่งเรืองมีอำนาจดังเช่นเก่าก่อน แล้วก็อย่าคิดว่าผู้ใดจะมาช่วยเ้าได้! " มันจ้องมองด้วยดวงตามืดคนไร้ที่เปรียบ
เขาจ้องมายังสองพี่น้อง
"ตระกูลเย่อาจจะไม่รุ่งเรืองมีอำนาจดังเช่นเก่าก่อน และข้าก็ไม่ใช่คนเดิมแล้วเช่นกัน” เย่จื่อเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
เขาตัดสินใจแล้ว ในเมื่อเขาต้องมาอยู่ในร่างของเ้าขยะผู้นี้ คงมีแต่ต้องฝึกฝนยกระดับใหม่กันอีกครั้ง! เมื่อใดที่เขากลับมาในจุดสูงสุดอีกครั้ง เมื่อนั้นผู้ที่เคยหัวเราะเยาะตัวเขามันจะต้องจมดินอยู่ใต้ฝ่าเท้า!
หวางหลินไม่เข้าใจสิ่งที่เย่จื่อเฟิง้าจะสื่อ เฉกเช่นเดียวกับเย่เสวี่ยอี๋นางเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ชายนางกล่าวเช่นกัน ในใจแอบรู้สึกว่าพี่ชายของนางแอบไปกินยาผิดมาหรือไร หรือกำลังมีเื่อันใดที่ปิดบังนางอยู่?
เย่จื่อเฟิงหาได้ใส่ใจ เขายังพูดกับหวางหลินด้วยน้ำเสียงเ็าอย่างต่อเนื่องว่า " หึหึ ดูจากสารรูปอย่างเ้าแล้วคงเพิ่งทะลวงผ่านระดับกำเนิดปราณขั้นที่สาม ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สี่มาเมื่อไม่นานสินะ...”
ในมุมมองของเย่จื่อเฟิงคุณสมบัติในการฝึกตนของหวางหลินถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ต่ำยิ่งกว่าไอ้ขยะเ้าของร่างนี้เสียอีก สำหรับตัวเขาแล้วไม่เคยหยุดฝึกฝนปฏิบัติ เมื่อมันโดนฝูงสุนัขรวมหัวกันแกล้งผู้ที่อ่อนแอกว่าเยี่ยงนี้ หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ และยิ่งทำให้เขามีไฟในการยกระดับฝึกฝนมากขึ้น จะได้กลับมาสั่งสอนไอ้ลูกสุนัขบิดามารดาไม่สั่งสอนฝูงนี้
หวางหลินตอบกลับด้วยท่าทางแสนกวนบาทาไปว่า " ก็มาสิ?”
" เช่นนี้ดีหรือไม่? เ้ากับข้ามาเดิมพันกัน! " หลังกล่าวจบเย่จื่อเฟิงก็ชูสามนิ้ว
หวางหลินจ้องมาอย่างตกตะลึง จากนั้นก็ะเิเสียงหัวเราะดังลั่นพร้อมกล่าวว่า " ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ เย่จื่อเฟิง! เ้าคิดจะอวดอ้างตนต่อหน้าน้องสาวเช่นนั้นหรือ? จะบอกว่าภายในสามปีเ้าจะชนะข้า?”
"สามปี? เ้าหลงตัวเองเกินไปแล้ว...” แสยะยิ้มจ้องมองมันด้วยดวงตาแข็งกร้าว
" สามเดือน? เย่จื่อเฟิง สมงสมองของเ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร? เ้าลืมไปแล้วหรือไร ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมาเ้ายังไม่มีปัญญาทะลวงขึ้นสู่ระดับจากกำเนิดปราณขั้นที่สอง เข้าสู่ขั้นที่สามเลยด้วยซ้ำ!”
ท่าทีของเย่จื่อเฟิงยังคงสุขุมไม่เปลี่ยน จากนั้นก็ตอบกลับหวางหลินด้วยน้ำเสียงเ็าเช่นเดิมว่า '' มิใช่สามปีหรือสามเดือน แต่แค่...สามวัน”
เขายิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหวางหลินมิได้ตอบโต้อันใด เขาจึงพูดอย่างต่อเนื่องว่า " หากผู้ใดเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ มันผู้นั้นจะต้องคุกเข่าโขกศีรษะคารวะอีกฝ่าย เ้าว่าอย่างไร?”
"จะ เ้า!” หวางหลินตื่นตะลึงใกับคำพูดของเย่จื่อเฟิง ถึงกับละล่ำละลักคำพูดตอบโต้กลับไม่ได้เลยทีเดียว มันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเย่จื่อเฟิง หรือเขาอาจจะฟั่นเฟือนเสียสติเพราะโดนทุบตีรังแกมากเกินไป?
หวางหลินพยายามระงับสติอารมณ์ หลังจากนั้นมันก็พยักหน้าอย่างใจเย็น พร้อมตอบกลับไปว่า " ย่อมได้ จงจําไว้ด้วยว่าเ้าเป็คนที่เอ่ยปากออกมาเอง! หวางหลินผู้นี้จะจดจำทุกคำพูดของเ้า!”
ขณะที่เย่จื่อเฟิงกำลังจะเอ่ยปากโต้ตอบ ทันใดนั้น
" ท่านพี่จื่อเฟิง! อย่าได้พูดจาเหลวไหล ตามข้ามาเดี๋ยวนี้!” สีหน้าของเย่เสวี่ยอี๋เปลี่ยนเป็เ็า หลังจากนั้นนางก็ลากเย่จื่อเฟิง ออกไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง
จบตอน