อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 11 หน้ากากที่ต้องสวม (1)

    ฝนที่กำลังตกลงมาโปรยปรายอยู่ไม่ได้ทำให้คนที่กำลังอยู่ภายในรถยนต์กลางลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้ารู้สึกถึงความหนาวเหน็บภายในใจอย่างที่ผ่านมา รสารับร่มมาจากภาวินที่มองมาอย่างห่วงใยไม่น้อย หญิงสาวได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถ แต่มือหนาก็รั้งแขนเรียวเอาไว้ก่อนจนหญิงสาวหันมามองคนที่ดูมีสีหน้ากังวลไม่น้อย“รสาจะไม่ให้ผมไปด้วยแน่นะ?” ภาวินถามขึ้น“ฉันหายออกมาอย่างนี้ แล้วนายยังเป็นคนที่เจอฉันเป็นคนสุดท้ายอีก ถึงหนอนชาเขียวจะบอกว่าติดต่อฉันได้คนสุดท้าย แต่มันก็ไม่มีหลักฐาน ฉันแค่จะเข้าไปในบ้านหลังนั้นไม่นานแล้วจะรีบออกมา”“ผมจะขับรถตามไปรออยู่ใกล้ ๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผมจะรีบเข้าไปหาทันที” ความห่วงใยที่แสดงออกจากน้ำเสียงของคนตรงหน้าทำให้รสายิ้มออกมาบางก่อนที่ยกมือจับมือหนาเอาไว้ให้คลายความกังวล“พวกนั้นไม่ทำอะไรฉันหรอก ฉันจะรีบออกมาแล้วเราค่อยกลับบ้านกันนะ ลม” ภาวินพยักหน้ารับคำของหญิงสาวก่อนที่เธอจะเปิดประตูรถลงไปเรียกรถแท็กซี่หน้าห้างสรรพสินค้าที่มีภาวินมองตามอยู่ไม่คลาดสายตารสามองผ่านกระจกมองหลังก็เห็นรถของภาวินขับตามมาไม่ห่าง การที่มาขึ้นรถแท็กซี่ถึงหน้าห้างสรรพสินค้าก็เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสงสัยภาวินก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็คงจะยากขึ้นอีกหลายเท่าตัวหญิงสาวได้แต่มองฝนที่กำลังตกอยู่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบ ๆ สายตาที่มองไปทางกระจกมองข้างเห็นรถยนต์ที่กำลังขับตามมาไม่ได้เลี้ยวตามเข้ามาด้วย หัวใจที่นิ่งสงบอยู่ ๆ ก็รับรู้ถึงความหม่นหมองจากท้องฟ้าที่ไม่ได้สดใสขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้รสาพยายามสงบจิตใจของตัวเองเมื่อรถแท็กซี่มาจอดอยู่หน้าประตูรั้ว มือบางยกขึ้นจับเข็มกลัดเพชรรูปดอกไม้ที่ติดอยู่ก่อนที่จะสูดหายใจเข้าลึก ๆ อย่างเรียกกำลังใจตัวเองแล้วจะลงจากรถเพื่อกลับเข้าสู่บ้านที่เธอไม่เคยได้รับความอบอุ่นสักครั้ง จนเธอไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีค่าพอเรียกว่าบ้านได้หรือเปล่ามือบางกางร่มสีดำสนิทออกพร้อมกับก้าวเข้าไปภายในรั้วบ้านอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตที่ถูกล้อมด้วยแพขนตาหนามองบ้านที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก่อนจะหลับตานิ่งแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแววตาที่ว่างเปล่าราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับโลกใบนี้ประตูบ้านถูกเปิดออกก่อนจะเห็นว่าจินดารีบวิ่งเข้ามาจับมือคนที่พึ่งเปิดประตูทันที รสาสะบัดออกก่อนที่จะเห็นใบหน้าจินดาเสียเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ“น้าขอโทษ น้าลืมตัวไปหน่อย” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็พยักหน้าก่อนจะหันไปพับร่มในมืออย่างเชื่องช้า“รสาหายไปไหนมา รู้ไหมว่าอาของรสาโมโหแค่ไหน” จินดาพูดขึ้น แต่รสาก็ทำเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองจินดาอย่างเต็มตา“ฉันคิดว่าฉันจะไปไหน ไม่จำเป็นต้องรายงานให้ใครรู้ แล้วป้าคงจะไม่ได้มีเรื่องแค่นี้จะมาคุยกับฉันใช่ไหม” รสาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จินดาก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา“น้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะถาม เพราะรสาเป็นเจ้านาย แต่อาของรสาโมโหมากที่รสาส่งกระดาษเปล่าไปแบบนั้น” จินดาพูดอย่างนั้น รสาก็เอียงหน้ามองเล็กน้อย“ฉันคิดว่าเงินของฉัน ฉันมีสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ให้ใครก็ได้ ป้าไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”“รสาไม่เป็นห่วงลมเหรอ ไม่ห่วงว่าคนพวกนั้นจะทำอะไรลมหรือยังไง อนาคตลมอยู่ในมือรสานะ” รสาก็เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเมื่อได้ยินคนตรงหน้าพูดขึ้นด้วยมุกเดิม ๆ ก่อนที่ใบหน้าจะกลับมาราบเรียบราวกับรอยยิ้มเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น“ป้าคิดว่ามันถึงเวลาที่ฉันจะบอกความจริงกับลมแล้วหรือยัง” ความกังวลที่ฉายชัดขึ้นมาภายในแววตาของจินดาเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่มันก็มากพอสำหรับคนที่มองคนตรงหน้าไม่คลาดสายตาจะเห็น“ลมไม่เชื่อพวกเราหรอกนะรสา รสาจำไม่ได้เหรอว่าที่โรงพยาบาลรสาพูดไปถึงขนาดนั้น ลมเขายังไม่สนใจเลย ถ้าเราพูดอะไรไปตอนนี้ เขาก็คงคิดว่ารสาโกหกอยู่ดี”“ดูน้าจะไม่อยากให้ฉันบอกลมเลยจริง ๆ สินะ” รสาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะสบาย แต่ใบหน้าของหญิงสาวก็ยังคงเรียบเฉยอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง“น้ายอมรับว่าเป็นห่วงความรู้สึกลม รสาลองคิดดูสิ พวกเราหลอกเขามาเป็นสิบปีเลยนะ ลมรักและเคารพอาของรสามากแค่ไหน ถ้าเขารู้ความจริง ความรู้สึกของลมจะเป็นยังไง รสาไม่ห่วงความรู้สึกของลมเลยเหรอ”รสาเพียงแค่มองหน้าจินดานิ่งอย่างไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกยังไง ถึงแม้ที่ผ่านเธอเลือกที่จะเงียบ เพียงเพราะห่วงความรู้สึกของภาวินอย่างที่อีกฝ่ายบอก แต่เมื่อตอนนี้ภาวินรู้ทุกอย่างแล้วมันอาจจะดีกับภาวินมากกว่าก็ได้ที่ไม่ต้องทำตามคำสั่งปกรณ์เหมือนอย่างก่อนหน้านี้รสาเลือกที่จะเดินผ่านจินดาไปพร้อมกับร่มในมือลากไปบนพื้นอย่างเคยชิน จินดาเดินตามร่างบางไป ก่อนจะเห็นเจ้าของบ้านนั่งลงบนโซฟารับแขกที่แทบไม่มีใครแวะเวียนมาบ้านหลังนี้เลยด้วยซ้ำ“ภาพที่ถูกสั่งไว้ ฉันวาดเสร็จหมดแล้ว น้าจินดาเอาไปส่งแล้วใช่ไหม” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นเมื่อเห็นจินดามาหยุดยืนตรงหน้า และย้ำหน้าที่ของคนตรงหน้าว่างานของจินดาคืออะไร เธอเลือกที่จะเรียกจินดาว่าน้าจินดา แทนที่จะเป็นป้าหรือป้าแก่ เพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าเธอจริงจัง“น้ายังไม่ได้เอาไปส่ง” เสียงจินดาดังขึ้นอย่างไม่หนักแน่นเท่าไร คิ้วสวยของรสายกขึ้นเล็กน้อย จินดาเลยรีบพูดต่อ “น้ามัวแต่กังวลที่รสาหายไป แต่น้าจะรีบส่งให้ลูกค้าเร็วที่สุด”“ปกติน้าไม่เห็นจะเคยกังวลว่าฉันจะหายไปไหนไม่ใช่หรือยังไง” รสาพูดขึ้นพร้อมกับมองคนตรงหน้านิ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่เอาเถอะ ฉันจะไม่ว่าอะไรน้า เพราะที่ผ่านมาน้าก็ทำงานดีมาตลอด”รสาเห็นจินดาหลุบตาต่ำลง ถึงแม้ปากเธอจะพูดไม่ว่าอะไร แต่ความหมายที่สื่อออกมาก็แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังตำหนิคนตรงหน้าอยู่“น้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก” จินดาออกมาอย่างนั้น รสาก็เพียงแค่พยักหน้าจินดายังคงยืนนิ่งอยู่ไม่ยอมเดินไปไหน รสาที่นั่งอยู่บนโซฟากว้างก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอเพียงแค่นั่งรออย่างเงียบ ๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยว่าคนตรงหน้ามีอะไรที่จะพูดอีกก็เท่านั้น“รสา ถ้าน้ามีเรื่องสารภาพ รสาจะโกรธน้าไหม” จินดาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับมองหน้ารสาที่เพียงแค่มองอยู่นิ่ง“มีอะไร”“น้ารับงานมิสเตอร์โรเบิร์ตมา น้าเห็นว่าเงินเยอะขนาดนั้น น้าเลยไม่กล้าปฏิเสธ และมิสเตอร์โรเบิร์ตยังเป็นลูกค้าคนสำคัญของเราอีก” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้นพร้อมกับมองรสานิ่ง“ฉันไม่ทำ” รสาปฏิเสธไปทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก ในเมื่อเธอบอกไปตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเธอไม่รับงานอะไรทั้งนั้น“รสา ไม่มีเหตุผลอะไรเลยนะที่เราจะปฏิเสธเงินมากมายขนาดนั้น ตอนนี้รสาก็ไม่มีงานค้างไว้แล้ว” จินดาพูดอย่างนั้นรสาก็ลุกขึ้นยืน“ฉันเบื่อที่จะวาดรูปแล้ว” จินดามองมาอย่างไม่เข้าใจว่ารสาต้องการอะไร “ฉันคิดว่าตอนนี้ ฉันคงจะมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตไปจนตายแล้ว”“รสาหมายความว่ายังไง” จินดาพูดขึ้นอย่างตกใจ“ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อใครอีกแล้ว” รสาพูดเสียงเรียบเรื่อย“ลมล่ะ แล้วลม รสาจะไม่สนใจแล้วเหรอ” จินดารีบพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ“ฉันคิดว่าน้ามีความสามารถที่จะทำแกลอรี่นั้นต่อได้ หรือถ้าน้าไม่อยากทำก็เรื่องของน้า ฉันจะให้น้ายืมตึกนั่นทำงานต่อไปได้ ส่วนเรื่องสัญญาทำประโยชน์ ฉันจะส่งไปให้อีกครั้ง”“รสาจะทิ้งน้าอย่างนี้ได้ยังไง แล้วครอบครัวน้าจะทำยังไง” จินดาพูดขึ้นพร้อมกับดวงตาแดงก่ำขึ้นมา“น้าคงรู้ว่าแกลอรี่นั่นจะสร้างรายได้ให้น้าได้ขนาดไหน แค่เอาศูนย์มาจัดแสดงไม่กี่ครั้งแล้วคิดค่าหัวคิว น้าก็รับเงินไปเต็ม ๆ ไม่ต้องมารอให้ฉันจ่ายเงินเดือนให้ ไม่ดีหรือยังไง”“รสาจะยกเงินพวกนั้นให้น้าอย่างนั้นเหรอ” จินดารีบพูดขึ้นทันทีก่อนจะชะงักไปแล้วรีบรักษาอาการตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินไป “น้าไม่ได้อยากได้เงินมากมายหรอกนะ แค่ทุกวันนี้น้าก็มีเหลือแล้ว”“ฉันไม่ได้ยกตึกให้หรอกนะ แต่ถ้าน้าอยากซื้อขาดฉันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร” จินดาได้ยินคนตรงหน้าพูดอย่างนั้นก็รีบพยักหน้ารับทันทีอย่างลืมตัว“รสาจะขายตึกให้น้าอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงของจินดาที่เผลอแสดงความตื่นเต้นออกมาอย่างเก็บไว้ไม่อยู่ เมื่อต่างรู้ดีว่าตึกนั่นสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าเงินที่ต้องจ่ายไปแน่นอน“ดูน้าจะอยากได้ตึกแกลลอรี่ไม่น้อยนะ” รสาพูดออกมาอย่างหยั่งเชิงทั้งที่น้ำเสียงของจินดาที่แสดงออกมามันก็ชัดเจนมากจนเกินพอแล้ว“ถ้ารสาไม่อยากวาดรูปก็เท่ากับไม่อยากทำแกลลอรี่นั่นแล้ว น้าอยู่กับมันมาจนผูกพัน ถ้ารสาจะขายให้น้า น้าก็ดีใจที่รสาคิดถึงน้า”“ฉันจะให้ทนายมาคุยกับน้าเรื่องรายละเอียด”“ทนายที่ไหน รสา” จินดาถามขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้นเล็กน้อย “ทนายของคุณต้องตาอย่างนั้นเหรอ”“พรุ่งนี้น้าก็มาจัดการงานของน้าให้เรียบร้อยเถอะ นี่คงเป็นงานสุดท้ายที่เราจะได้ทำด้วยกัน” รสาพูดขึ้นพร้อมกับยกยิ้มขึ้นก่อนจะค่อย ๆ เดินขึ้นไปบนห้องอย่างช้า ๆ ส่วนจินดาก็ได้แต่ฝันถึงเงินมากมายที่ตัวเองจะได้รับจนลืมเหตุผลของการมาดักรอรสาไปเสียสนิทรสาวางร่มที่เปียกชื้นไว้บนเตียงก่อนจะเปิดลิ้นชักข้างเตียงแล้วหยิบทั้งกระดาษและรูปภาพที่ถูกส่งมาจากปกรณ์ขึ้นมาดูนิ่ง“พอกันที”รสาถือทุกอย่างเข้าไปภายในห้องน้ำก่อนที่เสียงชักโครกจะดังขึ้น หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำตัวเปล่าก่อนที่จะนั่งบนเตียงนิ่งราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิตเหมือนอย่างที่ผ่านมา เธอรู้ว่าการที่เดินก้าวเข้ามาภายในบ้านนี้ ต่อให้จินดาจะไม่ไปรายงานเจ้านายที่แท้จริงของตัวเอง แต่คนที่ติดกล้องทั้งบ้านด้วยความหวาดระแวงคงจะรู้ถึงการมาของเธอเสียงรถที่ถูกสตาร์ทอยู่หน้าบ้านก่อนจะแล่นออกไปไกล รสาค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกับหยิบร่มที่วางอยู่ข้างตัวขึ้น หญิงสาวไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามองบ้านที่มีแต่ความทรงจำที่เลวร้ายนี้อีกรสาไม่ได้เดินลัดเลาะเข้าไปภายในสวนรกร้างอย่างครั้งก่อน แต่เธอกลับเดินไปตามทางบนถนนเรื่อย ๆ รสารู้ว่าการที่เธอตัดสินใจขายตึกแกลลอรี่ให้จินดา คงจะเป็นทางเดียวที่เธอยังสามารถช่วยเหลือครอบครัวจินดาเป็นครั้งสุดท้ายได้“รสา ขึ้นรถเถอะ” กระจกหลังของรถแท็กซี่ถูกลดลง หญิงสาวมองคิ้วขมวดก่อนจะรีบขึ้นไปบนรถทันที“ทำไมนายไม่รออยู่ที่เรานัดไว้” รสาพูดขึ้นทันทีเมื่อขึ้นมาบนรถ“ผมไม่อยากให้รสาเดินตากฝนนาน ๆ ไข้ก็ยังไม่ทันจะหายดี” ภาวินพูดกับหญิงสาวก่อนจะหันไปบอกคนขับให้ขับรถไปยังที่เขาจอดรถทิ้งเอาไว้ รสาได้แต่มองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ที่ยื่นมือมากุมมือเธอเอาไว้ก่อนที่จะยิ้มออกมา-------------------------------------สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะกดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ…เมื่อรัก…