หลังจากได้เป็นายกองหมวด ในที่สุดไป๋จงก็มีทหารเป็ของตนเอง จากการบุกโจมตีเมืองชื่อลี่ติดต่อกันสองครั้ง มีพลทหารในกองทัพเสียชีวิตและสละชีพไปจำนวนมาก
ตอนนี้จึงมีผู้ที่สามารถจัดสรรมาให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของไป๋จงเพียงสามสิบห้าคน หาก้าเติมจำนวนคนให้เต็ม มีเพียงการเกณฑ์ทหารเพิ่ม หรือรอให้นายกองหมวดคนอื่นเสียชีวิตแล้วจึงรวมหน่วยมาให้ตน
ทว่าไป๋จงไม่ได้ใส่ใจ ขอเพียงได้บรรดาศักดิ์และตำแหน่งทางทหารมาไว้ในมือก็พอ นับจากการตีเมืองครั้งล่าสุดผ่านไปหลายวันแล้ว และกำลังจะเริ่มการตีเมืองครั้งที่สามในเร็ว ๆ นี้
'ตึง ตึง ตึง!' เสียงกลองศึกขนาดใหญ่ถูกรัวขึ้น พลทหารในค่ายรีบรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว หวนอี่บัญชาการกองทัพฉิน ให้รวมพลกันที่ใต้กำแพงเมืองชื่อลี่
ไป๋จงนำพลทหารใต้บังคับบัญชาสามสิบห้าคน เดินตามหลังหวังหลีซึ่งตอนนี้เป็ผู้บังคับกองห้าร้อยแล้ว โดยมีหลี่ซิ่นซึ่งเป็ผู้บังคับกองห้าร้อยเช่นกันอยู่ข้างกาย
พวกเขารวมตัวกันที่หน้าประตูเมืองชื่อลี่ พลทหารจำนวนนับไม่ถ้วนแบกบันไดเมฆ เข็นรถหอรบ รวมถึงเครื่องมือตีเมืองต่าง ๆ รอคำสั่งจากแม่ทัพหลักอยู่ที่กองหน้า
"บุก!" หวนอี่นั่งอยู่บนหลังม้า ชักกระบี่ในมือขึ้นสูงแล้วะโก้อง
'ตึง ตึง ตึง!' เสียงกลองศึกดังสนั่นกว่าเมื่อครู่และรัวเร็วขึ้น ราวกับเสียงฟ้าร้อง เืในกายของพลทหารฉินราวกับถูกจุดประกายด้วยเสียงกลอง
"บุก!" ทุกคนะโก้องพร้อมกัน จากนั้นจึงเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองชื่อลี่
พลทหารระลอกแรกของกองหน้า มีพลถือโล่ป้องกันอยู่ด้านหน้า ตามด้วยพลทหารที่แบกบันไดเมฆ และท้ายสุดคือรถหอรบ รถกระทุ้งประตู และเครื่องมือตีเมืองอื่น ๆ พลธนูและหน้าไม้ยืนอยู่สองปีกของพลถือโล่ป้องกัน ส่วนทหารราบติดตามหลังพลธนูและหน้าไม้ รุกคืบเข้าสู่เมืองชื่อลี่อย่างรวดเร็ว
ทหารรักษาการณ์แห่งเมืองชื่อสูญเสียไปกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว ยามนี้พวกมันขวัญหนีดีฝ่อ แม้แต่จะยกพลออกนอกเมืองมาต้านรับสักคราก็ยังไม่กล้า
พวกเขาทั้งหมด ยืนอยู่บนหอคอยเมือง มองดูทัพฉินที่มีขวัญกำลังใจฮึกเหิมจนตัวสั่นด้วยความประหม่า เมื่อเห็นทัพฉินรุกคืบเข้ามาไม่หยุด จึงจำต้องน้าวสายธนู ปล่อยห่าฝนธนูพุ่งลงมาปกคลุมทัพฉินเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง
"ยกขึ้น!" มีคนะโขึ้นในกลุ่มพลถือโล่ป้องกัน
พลถือโล่ป้องกันทุกคนยกโล่ป้องกันขึ้น ธนูที่ร่วงหล่นจากฟ้าถูกสกัดไว้ได้ พลธนูรุกคืบไปข้างหน้าและยิงโต้ตอบเพื่อกดดันศัตรูบนหอคอยเมือง เพื่อคุ้มกันกองทัพให้รุดหน้าต่อไป
ความเร็วในการรุกคืบของกองทัพเพิ่มขึ้น ไม่นานก็มาถึงขอบกำแพงเมือง บันไดเมฆถูกติดตั้งอย่างมั่นคงบนกำแพง รถกระทุ้งประตูถูกเข็นมาถึงหน้าประตูเมือง เตรียมที่จะพังประตูเข้าไป รถหอรบที่สูงกว่าสิบจั้งก็กำลังเคลื่อนเข้าใกล้หอคอยเมืองเช่นกัน
"รักษาเมืองไว้!" แม่ทัพรักษาเมืองบนกำแพงเมืองชื่อลี่ะโด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เมืองนี้จะเสียไปไม่ได้เด็ดขาด
เหล่าพลทหารต่างก็รู้ดีถึงความสำคัญของเมืองชื่อลี่ บางคนน้าวธนูเตรียมยิง บางคนยกหินไม้ทุ่มลงใส่บันไดเมฆและรถกระทุ้งประตู บางคนควบคุมเครื่องยิงหน้าไม้และเครื่องยิงหินเพื่อต่อต้าน แต่ทัพฉินไม่กลัวตาย ยิ่งทัพจ้าวต่อต้านรุนแรงเท่าใด ทัพฉินก็ยิ่งบุกโจมตีดุเดือดขึ้นเท่านั้น
พลธนูและหน้าไม้บนรถหอรบเริ่มยิงโต้ตอบ สังหารทัพจ้าวบนหอคอยเมือง พลทหารที่ปีนบันไดเมฆยกโล่ป้องกันขึ้นต้านทานลูกธนูหน้าไม้และหินไม้ พยายามปีนขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง คนแล้วคนเล่ารุดหน้าขึ้นไป ถึงกระนั้น ความสูญเสียของทัพฉินก็ยังคงหนักหน่วง เพราะฝ่ายรักษาเมืองได้เปรียบในเื่ชัยภูมิ
ในการรบครั้งก่อน ไป๋จงเข้าร่วมเพียงการเข่นฆ่าบนพื้นราบ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นการรบตีเมือง เห็นพลทหารฝ่ายตนพุ่งเข้าใส่โดยไม่กลัวตาย โดยเฉพาะกองทัพหน้ากล้าตายที่อยู่หน้าสุด ซึ่งปีนหอคอยเมืองอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจสั่น
สิ่งที่เรียกว่ากองทัพหน้ากล้าตาย แท้จริงแล้วก็คือเบี้ยใช้แล้วทิ้ง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็หน่วยกล้าตาย พวกเขาคือพลทหารกลุ่มแรกที่พุ่งเข้าสังหารศัตรู เช่นในการตีเมืองครั้งนี้ ที่ต้องปีนบันไดเมฆขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงสามารถขึ้นไปบนหอคอยเมืองได้ แม้จะตายในหน้าที่ ก็จะได้รับความดีความชอบ ซึ่งความดีความชอบนั้นจะตกทอดไปยังครอบครัว
หากขึ้นไปบนหอคอยเมืองแล้วสังหารคนได้ ความดีความชอบทางทหารของพวกเขาจะถูกคำนวณเป็สองเท่า แม้จะเป็เพียงเบี้ยใช้แล้วทิ้ง แต่เพื่อความดีความชอบและเพื่อครอบครัว พวกเขายังคงต่อสู้อย่างดุเดือดราวกับเสือและหมาป่า
"สมกับที่เป็กองทัพเสือหมาป่าจริง ๆ !" ไป๋จงอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ
การเข่นฆ่าในสมรภูมิโบราณนั้นช่างนองเืเหลือเกิน
"นายกองหมวด!"
นายหมู่สิบที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างหลังไป๋จง ะโเรียกด้วยความประหม่า ไป๋จงยังจำชื่อของคนผู้นี้ได้ เขาชื่อว่าเถียนเจิ้น เป็ทหารใหม่รุ่นเดียวกับตน ก่อนเข้ากองทัพเป็คนฆ่าสัตว์ ไม่รู้ว่าเคยฆ่าสัตว์มาแล้วเท่าไหร่ แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวการฆ่าคน
ในการสังหารศัตรูสองครั้งแรก เถียนเจิ้นไม่มีความดีความชอบเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็เอาชีวิตรอดมาได้ เนื่องจากนายหมู่ห้าและนายหมู่สิบของทหารใหม่บางส่วนเสียชีวิต เขาจึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นายหมู่สิบคนหนึ่งในกลุ่มทหารใหม่
"กลัวหรือ?" ไป๋จงถาม
เถียนเจิ้นและทหารใหม่บางส่วนพยักหน้าพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ตอนรบกันบนพื้นราบ พวกเขายังพอเอาตัวรอดได้ในความชุลมุน แต่ตอนนี้เป็การรบตีเมือง เมื่อเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเบื้องหน้า หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจถูกพลทหารรักษาเมืองยิงตายได้ ฝ่ามือที่กุมด้ามกระบี่จึงเต็มไปด้วยเหงื่อ
ส่วนทหารเก่าอีกสิบกว่าคนนั้นชินเสียแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไร
ไป๋จงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า "หากกลัว ตอนตีเมืองจำไว้ว่าต้องตามข้าให้ทัน ห้ามล้าหลัง และห้ามแยกตัวออกไปเพียงลำพังเด็ดขาด"
ในฐานะคนที่โเี้ซึ่งสังหารศัตรูไปแล้วห้าสิบสองคน แม้แต่ทหารเก่าเ่าั้ยังรู้สึกเลื่อมใสในคำพูดนี้และพยักหน้าเห็นด้วย
"รัวกลอง บุกตีเมืองต่อไป!" หวนอี่ที่อยู่ใต้ธงใหญ่ของกองกลางะโก้องอีกครั้ง จังหวะของกลองศึกเริ่มรัวเร็วขึ้น พลทหารระลอกที่สองในที่สุดก็ถึงเวลาลงสนาม เพื่อเตรียมเข้าสืบต่อจากระลอกแรก
ไป๋จงอยู่ในระลอกที่สองพอดี ความกระหายเืทำให้เขาแทบจะอดรนทนไม่ไหว
"ตามข้ามา ฆ่า!"
‘คลั่ง เริ่มทำงาน! คลั่งศึก เริ่มทำงาน!’
ไป๋จงท่องในใจสองครั้ง จิติญญาแห่งการต่อสู้แผ่ซ่านรอบกาย
พลทหารสามสิบห้าคนนั้นถูกผลกระทบจากจิติญญาแห่งการต่อสู้โดยไม่รู้ตัว ทำให้ความกล้าหาญเพิ่มมากขึ้น ในดวงตามีแววของการต่อสู้ปรากฏขึ้น และรีบติดตามหลังไป๋จงมุ่งหน้าสู่กำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว
ไป๋จงหยิบโล่ป้องกันขึ้นมาใบหนึ่ง นำพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าบันไดเมฆตัวหนึ่ง การติดตั้งบันไดเมฆสำหรับตีเมืองนั้นมีวิธีการ คือไม่ได้ติดตั้งให้ถึงยอดกำแพงเมืองโดยตรง แต่จะเว้นระยะไว้เล็กน้อย ซึ่งเป็ตำแหน่งที่ศัตรูเอื้อมไม่ถึง และยังช่วยให้พลทหารฝ่ายตนปีนขึ้นไปได้ ด้วยวิธีนี้ ศัตรูจึงไม่สามารถทำลายหรือผลักบันไดเมฆให้ล้มลงได้
"ข้าจะขึ้นไปก่อน พวกเ้าตามมา!"
ไป๋จงพูดพลางยกโล่ป้องกันขึ้น ทันทีที่เหยียบลงบนบันไดเมฆ เขาก็รู้สึกได้ถึงลูกธนูหลายดอกที่พุ่งเข้าปะทะกับโล่ป้องกัน
"นายกองหมวด ให้ข้าทำแทนเถิด!"
เถียนเจิ้นก้าวขึ้นมากล่าวว่า "ท่านเป็นายกองหมวด จะทำเช่นนี้ได้อย่างไร?"
ไป๋จงตวาดใส่ "เลิกพูดมาก รีบตามข้ามา!"
สิ้นคำพูด เขาก็ปีนขึ้นไปทันที เถียนเจิ้นและคนอื่น ๆ จึงต้องรีบตามขึ้นไป
"ทางนี้มีทัพฉินอีกแล้ว รีบยกหินมาเร็ว!" พลทหารจ้าวคนหนึ่งเห็นเข้าจึงะโลั่น จากนั้นพลทหารจ้าวสองคนก็ยกหินหนักสิบกว่าจิน ทุ่มลงใส่ไป๋จงอย่างแรง
"กันไว้!" ไป๋จงยกโล่ป้องกันขึ้น้า พละกำลังทางกายะเิออกมาในพริบตานั้น
'ปัง!' หินกระแทกเข้ากับโล่ป้องกัน และถูกไป๋จงผลักจนกระเด็นออกไป
โล่ป้องกันถูกทุบจนแตกไปครึ่งหนึ่ง ไป๋จงยกส่วนที่เหลือขึ้นมา บังห่าฝนธนูแล้วเร่งปีนขึ้นไป พร้อมกับะโว่า "พวกเ้ารีบตามมา!"
คนที่อยู่ด้านหลังเห็นนายกองหมวดของตนกล้าหาญเช่นนี้ ประกอบกับได้รับการเสริมพลังจากจิติญญาแห่งการต่อสู้ ความกลัวในใจจึงมลายหายไปสิ้น และติดตามขึ้นมาอย่างกระชั้นชิด
"นายกองหมวด ระวัง!"
ในขณะนั้นเอง พลทหารด้านหลังคนหนึ่งะโเตือนด้วยความใ ไป๋จงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าบนหอคอยเมืองมีแผ่นไม้ที่เต็มไปด้วยตะปูเหล็กเขี้ยวหมาป่า และมีใบดาบฝังอยู่รอบด้าน สิ่งนี้เรียกว่าแผงตะปูหมาป่า กำลังถูกทุ่มลงมาใส่เขา
แผงตะปูหมาป่ามีขนาดใหญ่และหนักมาก ตะปูเหล็กเรียงรายกันอย่างหนาแน่น หากถูกโจมตีเข้า ร่างกายคงถูกทิ่มแทงจนพรุนราวกับรังผึ้ง