บทที่ 4 วิธีเอาชนะอย่างชาญฉลาด
หลังจากวันที่หลันเฟิงตื่นจากความตาย ท่าทางเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะก็ไม่มีให้เห็นอีก มารดาคนใหม่ตั้งใจดูแลตัวเองอย่างดี ผิวพรรณที่หมองคล้ำขมุกขมัว ก็พอกโคลนพอกขมิ้นจนกลับมาสดใส อาหารการกินก็ไม่ได้ล้นมือ แต่ก็ไม่ได้ขาดแคลนเหมือนที่ผ่านมา นั่นเพราะหลันเฟิงเจียดเวลาออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ
ข้างรั้วมียอดตำลึงอ่อนให้เก็บมาลวกได้ทุกวัน หุบเขาหยงตู่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณและผลไม้ป่า ก็มีพอให้เก็บกิน เห็ดป่าสามารถนำมาตุ๋นแทนข้าวเพื่อประทังชีวิตสองแม่ลูกได้เหมือนกัน แล้วจะเอาอะไรมาอดตายกันเล่า
เพียงไม่กี่วันที่ผันผ่าน ร่างกายที่ซูบผอมของร่างเดิม ก็เริ่มกลับมามีเนื้อหนังมังสามากขึ้น
หลันเฟิงคนเก่า มัวแต่ตรอมใจกับผู้ชายชั่วแค่คนเดียว เลือกผิดงั้นเหรอ เลือกผิดก็แค่เลือกใหม่ไม่เห็นต้องจมปลักกับชีวิตบัดซบ อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ต่อให้ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีบุรุษบ้านไหนยอมแต่งกับแม่หม้ายลูกหนึ่ง ก็ช่างหัวมันปะไร เื่อะไรจะอยู่คนเดียวไม่ได้
เจ็ดวันมาแล้วที่หลันเฟิงอยู่ในร่างของคนที่ตายไปแล้ว นักข่าวสาวเริ่มคุ้นเคยกับอาณาบริเวณจนจดจำได้ขึ้นใจ ว่าตรงไหนเป็ตลาด ตรงไหนเป็ท้ายหมู่บ้าน และตรงไหนเป็ทางขึ้นเขา เมื่อวานนี้หลันเฟิงขึ้นไปสำรวจป่าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก
พบดงบ๊วยป่าใหญ่ ประเมินด้วยสายตาคงไม่ต่ำกว่าสิบต้น เท่าที่รู้มา..บ๊วยหนึ่งต้นให้ผลผลิตประมาณ 25-40 กิโลกรัม มากมายก่ายกองเช่นนี้ หากปล่อยให้ร่วงเกลื่อน ก็คงน่าเสียดายแย่
จากที่เฝ้าสังเกตกิจกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ เน้นใช้แรงงานมากกว่าใช้สมอง คนที่พอมีกระบวนความคิด ก็เข้าเมืองหลวงไปสอบขุนนางกันหมด คนที่เหลือก็เป็ชาวไร่ชาวนาธรรมดา เช้าทำนา เย็นเข้าบ้าน
แม้แต่เด็กเล็กวัยเจ็ดขวบก็ยังรู้จักตามบิดามารดาไปทำสวน บางคนครอบครัวยากจนมาก ก็ต้องผลักไสให้บุตรหลานออกไปทำงานรับจ้าง น้อยนักน้อยหนาที่จะเสียเวลาไปกับการคิดค้นอะไรใหม่ ๆ
ซึ่งต่างกันกับสตรีที่มาจากโลกอีกใบอย่างเหยาหลันเฟิง แน่นอนว่านางจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนกับลูกรุ่งโรจน์ แต่ต้องเป็วิธีที่สร้างสรรค์ ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ที่สำคัญต้องไม่เสียแรงเปล่าด้วย ทันทีที่เห็นดงบ๊วยสุกงอม ที่ถูกละเลยและไม่มีใครให้ความสนใจ สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็บ่อเงินของหลันเฟิงในทันที
แม่หม้ายลูกหนึ่ง กลับไปนั่งคิดนอนคิด เอาเท้าก่ายหน้าผากคิด ในที่สุดก็คิดออกว่าจะเพิ่มมูลค่ากับบ๊วยสุกงอมพวกนี้อย่างไรดี แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ หลันเฟิงจำเป็ต้องมีเงินทุน แล้วจะเอาเงินทุนมาจากไหนดีล่ะ
ปิ่นหยกที่ติดตัวมาจากสกุลมู่ ซึ่งร่างเดิมหวงแหนมาก นั่นก็เพราะเป็ของแทนใจที่มู่เถิงเสอเคยมอบให้ อดอยากปากแห้งอย่างไร นางก็ไม่กล้าขาย แต่ขอโทษทีเถอะ! คนที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่หลันเฟิงคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพื่อความเป็อยู่ที่ดีขึ้น ต่อให้ขายได้แค่ห้าอีแปะ นางก็จะขายมันเดี๋ยวนี้!
หลันเฟิงกล่อมชูอิ๋งหลับปุ๋ยในตอนกลางวัน เสร็จแล้วจึงแอบออกไปยังตลาดกลางเมืองเพื่อขายปิ่น ส่วนเจตจำนงอีกหนึ่งอย่างคือ ไปเพื่อเพิกถอนป้ายติดประกาศขายบ้านที่ร่างเดิมเคยเอาไปติดไว้จนว่อนตลาด
แม้ร่างเดิมเป็แค่เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง บางครั้งนางก็ทะเยอทะยานและรู้จักขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวตราบเท่าที่จะทำได้ ตอนอยู่ในจวนสกุลเหยา หลันเฟิงแอบปีนหน้าต่างฟังอาจารย์หญิง เข้ามาสอนคัดตำราให้คุณหนูใหญ่อยู่เป็ประจำ
นานวันเข้าทักษะพูด คิด อ่าน เขียน ของหลันเฟิงก็พัฒนาอย่างเป็ขั้นเป็ตอน ด้วยเหตุนี้ร่างเดิมจึงพออ่านออกเขียนได้ ถึงกระนั้นคนสกุลมู่ก็ยังตำหนิว่านางหัวอ่อนอยู่บ้าง มารดาของมู่เถิงเสอคงเห็นหลันเฟิงเป็แค่แม่พันธุ์ ที่พอให้กำเนิดลูกคนแรกเป็หญิง ก็มีท่าทีผิดแปลกคล้ายไม่พึงพอใจในตัวนางเข้าไปใหญ่
หลันเฟิงเดินเท้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดลงที่หน้ากระดานติดประกาศแท่นใหญ่ นางหมายจะถอนป้ายขายบ้านออก แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร สตรีเ้าถิ่นที่ร่างเดิมพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด ก็จงใจเดินเข้ามาหาเื่หลันเฟิงโดยเฉพาะ
เจียวเสี่ยวผิงมาพร้อมสารถีหนึ่งคน สาวใช้ประจำตัวอีกหนึ่งคน
“วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ค่อยดี เกิดอาเจียนขึ้นมา คงเป็เพราะเหม็นขี้หน้าของใครแถวนี้”
น้ำเสียงน่ารำคาญของเสี่ยวผิงดังเข้ามาถากถาง ว่าง่าย ๆ ก็คือแส่หาเื่
“หรือว่าคุณหนูของบ่าวกำลังจะบอกใบ้ข่าวดีอะไรบางอย่าง”
สาวใช้ตัวช่างยุกล่าวส่งเสริมอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“อ๊า! เื่เปลี่ยนข้าวสารให้เป็ข้าวสุก ข้าพูดเองไม่ได้ ไว้คราวหน้าเจอท่านพี่มู่ ข้าจะให้คำตอบแก่เ้าก็แล้วกัน”
แม้พยายามฟังหูไว้หู หลันเฟิงก็ดันไปสะดุดกับคำว่า เปลี่ยนข้าวสารให้เป็ข้าวสุก ซึ่งค่านิยมของคนสมัยนั้น ให้ความหมายกับประโยคนี้ สื่อถึงการได้เสียกันทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน หลันเฟิงคิดตามสิ่งที่อีกฝ่ายยกขึ้นมาพูดข่ม ก็ได้แต่หลุดหัวเราะจนต้องยกมืออุดปาก เพราะเกรงว่าปากกว้าง ๆ ที่กำลังฉีกไปถึงรูหู จะไปทำให้ใครบางคนขายขี้หน้าเอาได้
เื่บัดสีบัดเถลิง ทั้งยังงามหน้าหาที่ชื่นชมมิได้ มีอย่างที่ไหนเอามาทับถมคนอื่นได้หน้าตาเฉย อันตัวเหยาหลันเฟิงพอรู้มาบ้างว่า บุตรสาวเ้าเมืองแซ่เจียว อย่างเจียวเสี่ยวผิง ไม่ใช่คนที่โดดเด่นทางด้านปัญญา แต่ก็ไม่คิดว่าจะโง่เง่าได้ขนาดนี้
“เหยาหลันเฟิง เ้าก็แค่สตรีที่ถูกทอดทิ้ง ถือสิทธิ์อะไรมาหัวเราะเยาะคนอื่น ข้าเจียวเสี่ยวผิงไม่อนุญาตให้เ้ามีความสุขในชีวิต ตายได้! ก็ตาย ๆ ไปซะ การมีอยู่ของนางเกะกะลูกตาข้ายิ่งนัก”
เสี่ยวผิงรู้สึกเสียหน้าอย่างถึงที่สุดเมื่อได้เห็นมารหัวใจฉีกยิ้มร่า ทั้งที่ตัวนางเองเป็ฝ่ายหาเื่คนอื่นก่อน ตอนนี้ก็ยังเป็เสี่ยวผิงอีกนั่นแหละ ที่กระฟัดกระเฟียดเหมือนกระทิงป่าในฤดูผสมพันธุ์ ยิ่งทำตัวแบบนี้ยิ่งดูน่าสมเพชในสายตาหลันเฟิงคนใหม่ ไม่ได้ดูน่ายำเกรงเลยแม้แต่น้อย
“ข้าก็แค่หัวเราะไปเรื่อยเปื่อย บังเอิญว่ารอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้างาม ๆ ของข้า ดันไปเข้าตาคุณหนูเจียวผู้สูงส่ง ข้าเหยาหลันเฟิงจนปัญญาจะหาทางแก้ไข ช่วยไม่ได้จริง ๆ"
"อ้อ! หากให้แนะนำ ทางที่ดีคุณหนูเจียวอยู่ให้ห่างจากข้าผู้ต่ำต้อยจะดีกว่า ไม่แน่ว่ามู่เถิงเสอ สามีเก่าสุดที่รักของข้าผ่านมาเห็นเข้า ดันมาตกหลุมรักภรรยาเก่าซ้ำสอง กระนั้นผู้ใดก็รับประกันไม่ได้ ว่า คุณหนูเจียวผู้งดงามเหมือนดอกไม้หน้าศพ จะไม่ถูกทอดทิ้ง เหมือนที่มู่เถิงเสอเคยทอดทิ้งภรรยาที่มีบุตรด้วยกันแล้วหนึ่งคนยังไงล่ะ”
สิ่งที่หลันเฟิงพูดตอกหน้าไม่มีคำหยาบโลน ทว่าเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังแทบอกแตกตาย ศิลปะในการเหยียดหยามผู้อื่น ราวนักปราชญ์ในยุทธภพที่ผ่านโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่าพันปี บทพูดที่ว่านี้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ภายนอก ที่เคยเป็แค่เด็กกำพร้าไร้บ้านคนหนึ่งเสียที่ไหนกัน
“คุณหนูขอรับ เหยาหลันเฟิง นางกำลังด่าทอคุณหนูขอรับ”
สารถีสมองทื่อกล่าวตอกย้ำผู้เป็นายด้วยสีหน้าจืดเจื่อน นับว่าคนแซ่เจียวเลือกบริวารได้เหมือนกับตัวเองไม่มีขาดตกบกพร่อง นายหญิงโง่อย่างไร บ่าวไพร่ข้างกาย ตลอดจนคนคุมม้าก็โง่เขลาอย่างนั้นไม่ได้ต่างกัน
“เ้าโง่! ไม่รอให้คนอย่างเ้าบอก ข้าก็รู้อยู่แล้ว!”
เจียวเสี่ยวผิงสะบัดสะบิ้งฟึดฟัดเหมือนกระทิงจริง ๆ นั่นแหละ นางเถียงไม่สู้ก็พาลไปหงุดหงิดให้คนข้าง ๆ มิหนำซ้ำยังหงุดหงิดที่ตัวเองไม่ตั้งใจอ่านตำราั้แ่ตอนเด็ก ๆ ไม่งั้นคงเหน็บแนมนางคนไม่รู้จักเจียมกะลาหัว อย่างหลันเฟิงได้สักสองสามประโยค
“เ้าข้าเอ๊ย! พี่น้องทั้งหลาย ดูเอาเถิด…ข้าเหยาหลันเฟิงผ่านการแต่งงานมาแล้ว ซ้ำยังมีลูกติดที่แสนน่ารักอีกหนึ่งคน สามีที่เฝ้าบอกรักข้าตลอดทั้งคืน ยังทอดทิ้งเราสองแม่ลูกได้ แล้วนับประสาอะไรกับใครบางคน ที่โง่อย่างกับปลาทอง ข้าด่าไปแล้วสิบประโยค นางยังนึกคำด่าไม่ออกสักคำ นี่นะหรือคนที่ชายผู้นั้นตั้งใจคว้ามา ใฝ่ต่ำสิ้นดี!”
เสียงกรีดร้องแผดแก้วหูผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาแทบะเิ จากที่ไม่ได้เป็จุดสนใจ ตอนนี้แม้แต่พ่อค้าพเนจรที่เตร็ดเตร่อย่างผิวเผิน ยังต้องหันมาเงี่ยหูฟัง นั่นทำให้เจียวเสี่ยวผิงกับสาวใช้ทนอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ได้ จำต้องเดินสะบัดก้นกลับจวนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
สารถีจอมประจบของสกุลเจียว มิวายหันกลับมาฝากคำพูดก่อนจะวิ่งบิดก้นตามไปรับใช้นายหญิงน้อย
“ฝากไว้ก็อย่าลืมกลับมาเอาด้วยล่ะ ข้าหลันเฟิงไม่ชอบถือก้อนเสนียดไว้ในมือนานนัก”
แม่หม้ายสาวในอาภรณ์สีชมพูอมม่วงตุ่น ระบายยิ้มอ่อนแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ เอาเข้าจริง ๆ นางไม่ได้อยากจะถือสาเสี่ยวผิงสักเท่าไหร่ คนอย่างเสี่ยวผิงร้ายกาจก็จริง แต่ร้ายกาจแบบโง่เง่า อย่างมากก็ทำให้รำคาญใจเท่านั้น สมองเท่าเม็ดถั่วของนาง ทำอะไรหลันเฟิงไม่ได้หรอก
แต่หากประเมินแล้วว่าเสี่ยวผิง เป็สตรีแสนร้ายกาจประเภทมือชุ่มเื เ้าเล่ห์เ้ากลเหมือนในละครหลังข่าว...ก็ค่อยว่าไปอย่าง
ขณะหลันเฟิงหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับไม้กระดานแผ่นใหญ่ เพื่อเลิกป้ายประกาศขายบ้านออกมาฉีกทิ้ง จู่ ๆ ชายร่างสูงแปดฉื่อเดินเข้ามาสะกิดนางจากด้านหลัง ในมือยื่นกระดาษหนึ่งแผ่นให้หลันเฟิง แล้วกล่าวทักทายอย่างเป็มิตรว่า
“แม่นาง…บ้านหลังนี้ขายแล้วหรือ”