ใบหน้าของจางอี้เต็มไปด้วยสีหน้าที่หลากหลายเขาอ้าปากค้าง ก่อนจะหันสายตาไปยังเหล่าศิษย์สายใน แล้วถามว่า"เกิดอะไรขึ้น? เล่าความจริงมา!"
"ท่านผู้ดูแลจาง คืออย่างนี้ขอรับตู้เฟยไม่เจียมตน อยากประลองความเป็ความตายกับพี่ใหญ่ของข้าแล้วฝีมือไม่ถึงก็โดนพี่ใหญ่ของข้าสังหารในพริบตาเดียวขอรับ" หม่าเหลียงเฉินได้สติก็รีบอธิบายออกไปทันที
เมื่อสิ้นคำของหม่าเหลียงเฉินเส้นดำหลายเส้นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของจางอี้ คำว่าไม่เจียมตนประลองความเป็ความตาย แล้วโดนสังหารในพริบตาเดียว มันหมายความว่าอย่างไร?ตู้เฟยมีพลังถึงขั้นจิติญญายุทธ์อย่างไรเสียก็เป็ศิษย์ที่ได้รับการบ่มเพาะเป็พิเศษของสำนักเทียนฮ่าวหากเป็อย่างที่หม่าเหลียงเฉินว่าศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักเทียนฮ่าวทั้งหมดก็คงไร้ประโยชน์สิ้นดี
"เฮ้อ!เกิดเื่ยุ่งยากขึ้นเสียแล้ว ตู้เฟยเป็หนึ่งในสามศิษย์เอกของผู้าุโสามตอนนี้เขาตายด้วยมือของเซียวหาน ผู้าุโสามจะต้องพิโรธอย่างแน่นอนตอนนั้นผลที่ตามมาไม่ใช่สิ่งที่พวกเ้าจะรับได้" จางอี้มองไปยังร่างของตู้เฟยที่ล้มลงอย่างไม่สงบแล้วถอนหายใจ
"ไม่เป็ไรข้ากล้าสังหารเขาก็ย่อมไม่กลัวปัญหายิ่งไปกว่านั้นสำนักเทียนฮ่าวของพวกเ้าก็ไม่ได้คิดจะปล่อยข้าไปอยู่แล้วข้าจะเกรงใจไปไย? อีกอย่างเขาประลองความเป็ความตายกับข้าแล้วฝีมือไม่ถึงหากสำนักเทียนฮ่าวของพวกเ้าคิดจะใช้เื่นี้หาเื่ข้าเกรงว่าชื่อเสียงของสำนักเทียนฮ่าวในภายภาคหน้าจะเหม็นเน่าจนหมดสิ้น" เซียวเฟิงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านการสังหารศิษย์เอกของสำนักเทียนฮ่าวคนหนึ่ง ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาแม้แต่จะมีคุณสมบัติให้เขาขยับเปลือกตาหรือขมวดคิ้วก็ยังไม่มี
เมื่อสิ้นคำจางอี้ก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าลำบากใจใช่แล้ววันนี้เป็วันที่สำนักเทียนฮ่าวทำการทดสอบเซียวหานและตู้เฟยประลองความเป็ความตายกับเขาแล้วฝีมือไม่ถึงหากสำนักเทียนฮ่าวกล้าใช้ข้ออ้างนี้กลั่นแกล้งเซียวเฟิงเกรงว่าชื่อเสียงของสำนักเทียนฮ่าวในภายภาคหน้าคงเหม็นเน่าจนหมดสิ้น
"ไปกันเถอะพวกเ้าไม่ได้มีการทดสอบรอข้าอยู่หรอกหรือ? รอข้าผ่านการทดสอบนี้ข้าก็จะสามารถออกจากสำนักเทียนฮ่าวของพวกเ้าไปได้" เซียวเฟิงกล่าวอย่างแ่เบาจากนั้นก็ก้าวเท้าไปยังยอดเขาเทียนฮ่าว คราวนี้ไม่มีใครกล้าขวางทางเขาและไม่มีใครกล้าเข้าขัดขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้เห็นกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวราวกับภูตผีปีศาจของเซียวเฟิงแล้วเปรียบดั่งเงาที่ประทับลงในใจของศิษย์สำนักเทียนฮ่าวเหล่านี้และลบล้างไม่ออกไปชั่วชีวิต
"ฮ่าๆๆ พี่ใหญ่ช่างเกรียงไกรสมแล้วที่เป็พี่ใหญ่ของข้า ช่างองอาจยิ่งนัก!" หม่าเหลียงเฉินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดังจากนั้นก็เดินตามหลังเซียวเฟิงไปยังยอดเขาเทียนฮ่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ในฐานะที่ยอดเขาเทียนฮ่าวเป็ยอดเขาหลักของสำนักเทียนฮ่าวพลังปราณแห่งฟ้าดินที่นี่เข้มข้นถึงขั้นกลั่นเป็ของเหลวได้แล้วและเมื่อเทียบกับยอดเขาหลักของสำนักกระบี่เหินฟ้าซึ่งเป็เพียงสำนักระดับสองแล้วก็เรียกได้ว่าขี้ริ้วขี้เหร่อย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้แต่ยอดเขาอื่นๆ ที่อยู่รอบๆยอดเขาเทียนฮ่าวก็ยังสู้ไม่ได้
ดังนั้นการที่สำนักกระบี่เหินฟ้าตกต่ำจึงไม่ใช่เื่ไร้เหตุผลต้องรู้ว่าการบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาเทียนฮ่าวและการบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาเหินฟ้านั้นความแตกต่างระหว่างทั้งสองไม่สามารถชดเชยได้การบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาเทียนฮ่าวนั้นไม่ได้เป็เพียงแค่ลงแรงครึ่งหนึ่งแล้วได้ผลทวีคูณเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมศิษย์ของสำนักเทียนฮ่าวโดยทั่วไปจึงมีระดับพลังสูงแม้แต่ศิษย์ที่มีพลังถึงขั้นจิติญญายุทธ์ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยการบำเพ็ญเพียรที่นี่หนึ่งปีเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรในสำนักกระบี่เหินฟ้าหลายปี หรือกระทั่งสิบกว่าปีและศิษย์ของสำนักกระบี่เหินฟ้าทำได้เพียงใช้เวลาไปชดเชยความแตกต่างนี้ซึ่งส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างทั้งสองยิ่งทวีคูณ
"เมื่อเทียบกับสำนักเทียนฮ่าวพวกเราด้อยกว่ามากจริงๆ" ในเวลานี้แม้แต่ซุนลี่ที่ไม่ค่อยพูดจา ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ หากเขาได้บำเพ็ญเพียรที่นี่ตอนนี้เขาอาจจะทะลวงสู่ขั้นจ้าวแห่งยุทธ์ไปแล้วก็ได้อย่างน้อยที่สุดก็คงมีพลังถึงขั้นราชันยุทธ์ระดับปลายมิใช่เพียงแค่มีพลังถึงขั้นราชันยุทธ์ระดับกลางเช่นนี้
นี่คือความโหดร้ายของโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ยิ่งเป็สำนักที่แข็งแกร่ง ทรัพยากรก็จะยิ่งมาก พร์ก็จะยิ่งปรากฏทำให้สำนักเจริญรุ่งเรือง แต่สำนักที่ตกต่ำก็จะยิ่งตกต่ำ ทรัพยากรไม่เพียงพอแม้จะมีศิษย์อัจฉริยะก็ไม่สามารถเติบโตได้
และทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็ลิขิต์ท้ายที่สุดทุกสำนักก็มี่เวลาที่แข็งแกร่งและตกต่ำสำนักเทียนฮ่าวในปัจจุบันแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองแต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการตกต่ำในภายภาคหน้าจนกระทั่งถูกกาลเวลาอันโหดร้ายเขี่ยทิ้งไป
เปรียบเสมือนสำนักกระบี่เหินฟ้าในปัจจุบันครั้งหนึ่งสำนักกระบี่เหินฟ้าเคยอยู่เหนือสำนักนับไม่ถ้วนในจิ่วโจวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของจักรพรรดิกระบี่หลิงเทียนสำนักกระบี่เหินฟ้าได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างแท้จริงแต่ถึงกระนั้นสำนักกระบี่เหินฟ้าเช่นนั้นก็ยังคงตกต่ำในภายหลัง
เมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่ยอดเขาเทียนฮ่าวก็ราวกับได้ก้าวเข้าสู่ยอดเขาเซียนในตำนานพลังปราณที่เข้มข้นถึงขั้นกลั่นเป็ของเหลวล้อมรอบยอดเขาทั้งลูกพืชสมุนไพรและต้นไม้ิญญาใต้ฝ่าเท้านั้นมีอยู่ดาษดื่นแม้แต่ก้อนหินธรรมดาก็ยังเป็วัตถุิญญาที่หาได้ยาก
และตำหนักวิจิตรตระการตาก็มีให้เห็นได้ทั่วไปในยอดเขาเทียนฮ่าวตำหนักเหล่านี้เป็ของเหล่าผู้าุโ ผู้พิทักษ์ และผู้ดูแลของยอดเขาเทียนฮ่าวศิษย์ธรรมดาไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่พักอาศัยของตนเองในยอดเขาเทียนฮ่าวถนนสายหลักของยอดเขาเทียนฮ่าวเป็เส้นทางที่ปูด้วยหยกตรงยาวไปสุดลูกหูลูกตาส่วนสถานที่ที่เซียวเฟิงจะไปในขณะนี้คือแดน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของยอดเขาเทียนฮ่าว
แดน์นับได้ว่าเป็แดนลึกลับของยอดเขาเทียนฮ่าว ศิษย์ธรรมดาไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปแม้แต่หม่าเหลียงเฉินก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในแดน์
"แดน์ การทดสอบนี้หรือว่าจะเป็?" เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ตนเองจะไปคือแดน์หม่าเหลียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านและเขาก็รู้ได้ทันทีว่าการทดสอบนี้คืออะไร
"ใช่แล้ว เป็ที่แห่งนั้นที่นั่นคือสถานที่ทดสอบสุดท้ายของเซียวหานและการทดสอบในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย" จางอี้พยักหน้าแล้วมองเซียวเฟิง จากนั้นก็ส่ายหน้า สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดี
"ไปกันเถอะเหล่าผู้าุโและศิษย์จำนวนมากรอคอยมานานแล้ว" เมื่อเห็นว่าเซียวเฟิงยังคงไม่สะทกสะท้านจางอี้ก็จนปัญญา สิ่งที่เขาควรพูดก็ได้พูดไปหมดแล้วในเมื่อเซียวเฟิงยังคงตัดสินใจเข้าร่วมการทดสอบเขาก็ทำได้เพียงรู้สึกเสียใจแทนเขาเท่านั้น
เมื่อพวกของเซียวเฟิงมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งบนยอดเขาเทียนฮ่าวภายใต้การนำทางของจางอี้ลานกว้างนั้นไม่ได้ใหญ่โต อีกทั้งยังว่างเปล่าสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือลานกว้างแห่งนี้กลับไม่มีผู้คน เงียบสงัดจนน่ากลัว
"เปิด!"
แต่จางอี้กลับยื่นมือออกไปหยิบป้ายหยกสีขาวขึ้นมาจากนั้นก็ถ่ายเทพลังปราณอันหนาแน่นเข้าไปในป้ายหยกป้ายหยกก็ส่องแสงสีขาวเป็ประกายจะเห็นว่าพื้นที่ของลานกว้างสั่นไหวเป็ระลอกคลื่นแล้วประตูมิติมายาที่ส่องสว่างไปด้วยแสงสีขาวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
"ห้วงมิติเอกภาพทักษะอันยอดเยี่ยมของบุคคลที่เหนืุ์" เมื่อมองไปยังประตูมิติมายาสีขาวที่เปิดออกซุนลี่ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาพร้อมสีหน้าที่เปลี่ยนไป
"ใช่แล้ว นี่คือห้วงมิติเอกภาพข้าไม่คิดว่าท่านผู้ดูแลซุนก็เป็ผู้ที่มีความรู้กว้างขวางเช่นกัน" เมื่อเห็นว่าซุนลี่กล่าวถึงห้วงมิติเอกภาพที่อยู่เื้ัประตูมิติมายาจางอี้จึงพยักหน้า แต่ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"ดูเหมือนว่าผู้คนจะประเมินค่ารากฐานของสำนักเทียนฮ่าวของพวกเ้าต่ำเกินไป"เมื่อได้สติ ซุนลี่ก็กล่าวออกมาอย่างช้าๆ ห้วงมิติเอกภาพทักษะความสามารถของผู้มีพลังถึงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์หรือนักพรตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะมีได้
ผู้ที่มีระดับพลังเช่นนั้นเป็ผู้ที่อยู่จุดสูงสุดภายใต้ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ในยุคที่ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ไม่ปรากฏตัวออกมาผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็คือผู้ปกครองสูงสุดของจิ่วโจวมีข่าวลือว่าสามสำนักชั้นหนึ่งของตงโจวมีผู้มีพลังถึงขั้นผู้ศักดิ์สิทธิ์เขาไม่เคยคิดว่าสำนักเทียนฮ่าวก็มีผู้ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
"ฮ่าฮ่า ท่านผู้ดูแลซุนคิดมากไปแล้วห้วงมิติเอกภาพของแดน์แห่งนี้เป็สิ่งที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ทราบชื่อทิ้งเอาไว้บรรพบุรุษของสำนักเทียนฮ่าวของข้าเพียงแค่พบทางเข้าโดยบังเอิญหลังจากนั้นบรรพบุรุษก็ได้สร้างสำนักเทียนฮ่าวที่นี่ แต่เื่นี้มีคนรู้เพียงไม่กี่คนหลังจากที่ท่านผู้ดูแลซุนทราบเื่ในวันนี้แล้วหวังว่าจะไม่กล่าวถึงเื่นี้มากนัก" จางอี้อธิบายด้วยรอยยิ้ม
"เป็เช่นนี้นี่เอง!" เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนลี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ ผู้ที่มีระดับเช่นนั้นมีพลังทำลายล้าง์สำนักกระบี่เหินฟ้าอาจถูกทำลายในพริบตาหากสำนักเทียนฮ่าวมีผู้ที่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้สำนักกระบี่เหินฟ้าก็ยิ่งไม่ควรสร้างความขัดแย้งกับสำนักเทียนฮ่าวมากยิ่งขึ้น
"เข้าไปเถอะการทดสอบในครั้งนี้พวกเ้าคงต้องพึ่งพาโชคชะตาของตนเองแล้ว" จางอี้ส่ายหน้า จากนั้นก็เดินเข้าไปในประตูมิติมายาเป็คนแรกแล้วทุกคนก็ก้าวเท้าตามเข้าไป
ในระหว่างที่แสงสว่างส่องประกายทุกคนก็ปรากฏตัวขึ้นในสถานที่ที่เต็มไปด้วยหมอกเซียน มองไปรอบๆก็พบว่าที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เมื่อฝ่าเท้าััพื้นทุกคนก็รู้สึกราวกับกำลังเหยียบอยู่บนความว่างเปล่าทำให้รู้สึกถึงความไม่จริงแท้เป็อย่างยิ่ง
"ที่นี่คือห้วงมิติเอกภาพที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นหรือ?"ทุกคนหลับตาลงัั แล้วพบว่าโลกแห่งนี้ไม่มีความผันผวนของพลังปราณแต่ในพื้นที่กลับมีพลังที่ลึกลับและคาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าพลังชนิดนี้ไม่สามารถอธิบายได้ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ลึกลับอย่างยิ่ง
"พลังเช่นนี้!" เซียวเฟิงยื่นมือออกไป กำความว่างเปล่าเบาๆ ดวงตาพลันหรี่ลงพลังชนิดนี้ไม่ใช่พลังปราณ แต่ลึกลับยิ่งกว่าพลังปราณ ราวกับเป็พลังแห่งปฐมบท
"ถ้าข้าเดาไม่ผิดพลังนี้คือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลงเหลืออยู่จากความตระหนักถึงในวิถีของตนเอง"เซียวเฟิงเคยควบคุมวิถีกระบี่ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเขาสามารถกล่าวได้ว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งสิ่งที่เรียกว่ากฎทั้งหมดล้วนมีที่มาเดียวกันพลังที่นี่ทำให้เซียวเฟิงรู้สึกถึงความผันผวนของพลังที่คล้ายคลึงกับพลังแห่งวิถีกระบี่อย่างยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็พลังแห่งวิถี เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าพลังแห่งวิถีใด
"เ้าทำไมถึงรู้เื่นี้ด้วย!"จางอี้คราวนี้ได้ยินดังนั้นก็ใอย่างมากในพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งวิถี แต่มีคนรู้ความลับนี้น้อยมากและเห็นได้ชัดว่าเซียวหานไม่เคยรู้มาก่อนแล้วเขาจะััได้ถึงพลังแห่งวิถีั้แ่ครั้งแรกที่เข้ามาได้อย่างไร? หากเป็เช่นนั้น ความเข้าใจในวิถีของเด็กคนนี้คงลึกซึ้งจนเกินคาดแล้ว
"เพียงแค่พูดไปเรื่อยๆ เท่านั้นสถานที่ทดสอบอยู่ที่นี่ หากทดสอบเสร็จเร็ว ข้าจะได้รีบทำธุระให้เสร็จสิ้น"เซียวเฟิงไม่ได้ตอบคำถามของจางอี้ แต่กลับกล่าวอย่างแ่เบา
"เช่นนั้น พวกเราก็ไปกันเถอะ!"เมื่อได้ยินดังนั้น จางอี้ก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่นจากนั้นภายใต้การนำทางของเขา ทุกคนก็ก้าวเท้าไปยังทิศทางหนึ่ง
แดน์ กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตทุกหนทุกแห่งล้วนเป็สีขาวโพลน มีเพียงท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ไม่มีูเา แม่น้ำหรือสิ่งมีชีวิต ให้ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่งท้ายที่สุดแล้วที่นี่คือพื้นที่ว่างเปล่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นโดยใช้พลังอันไร้ขีดจำกัดแน่นอนว่ามีความแตกต่างอย่างมากจากโลกภายนอกที่แท้จริง
และในที่แห่งหนึ่งภายในแดน์มีตำหนักขนาดมหึมาแปดหลังตั้งตระหง่านอยู่ระหว่าง์และโลกบริเวณด้านหน้าของพระราชวังทั้งแปดเป็ลานกว้างที่ไร้ขอบเขตและตำหนักทั้งแปดหลังก็ปิดประตูแน่นบริเวณลานกว้างด้านนอกตำหนักมีร่างจำนวนมากยืนอยู่ ร่างเหล่านี้มีทั้งคนแก่คนหนุ่ม ผู้ชาย และผู้หญิง ประมาณร้อยกว่าคน
เมื่อพื้นที่สั่นไหวเล็กน้อยร่างของพวกเซียวเฟิงทั้งสี่คนก็ปรากฏขึ้นภายใต้สายตาของทุกคนเมื่อครู่ยังมีเสียงซุบซิบนินทาอยู่ แต่ทันทีที่เห็นร่างของเซียวเฟิงลานกว้างทั้งลานก็เงียบลงทันทีพร้อมกับสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องอยู่ที่เซียวเฟิงในเวลานี้