หลิวฮุ่ยเจินเห็นหวังเหมยที่ดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรนักน้ำเสียงก็เย็นลงเล็กน้อย “เสี่ยวเหม่ยเอาของวางไว้แล้วไปช่วยแม่ของเหมยเหมยทำกับข้าวในครัวสิหลิงหลิงได้คะแนนดีมาตลอด เพราะอย่างนั้นเธอก็คงไม่ได้ลำบากอะไรเท่าไหร่เื่สอบก็ไม่น่าเป็ห่วง ข้าวมื้อนี้ก็ฉลองให้กับเหมยเหมยที่ในที่สุดก็พยายามจนสอบเสร็จก็แล้วกัน”
หวังย่าเหม่ยได้ยินคำนี้รอยยิ้มยินดีที่อยู่บนใบหน้าก็เจื่อนลงไปมากเธอมีนิสัยโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะอย่างนั้นจึงไม่กล้าต่อต้านทำได้เพียงยกกับข้าวเดินเข้าไปในห้องครัว
ฉวี่เหวินจวินลูบผมของฉวี่หลิงเขาเองก็รู้สึกน้อยใจ ทั้งยังรู้สึกโมโห ทำไมถึงไม่ฉลองให้หลิงหลิงด้วยล่ะเธอเองก็ลำบากมากเช่นกัน และเป็หลานสาวของหลิวฮุ่ยเจินเหมือนกันแท้ๆแต่ใจของหลิวฮุ่ยเจินลำเอียงเหลือเกิน
อย่างไรก็ตามเขาทำได้เพียงเก็บความคิดเหล่านี้เอาไว้ในใจเขาพูดออกมาไม่ได้
หวังย่าหลินเห็นว่าฉวี่หลิงไม่ได้รู้สึกแย่ลงแถมยังไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางเสียใจอะไร ก็เลยพูดเสริมฉวี่เหวินจวิน “พี่เขย หลิงหลิงคะแนนดีอยู่ก็จริง แต่ว่าลักษณะนิสัยถือเป็เื่สำคัญที่สุดหลิงหลิงมักจะไม่นอบน้อมถ่อมตน บางครั้งเธอก็เผลอเอาแต่ใจตัวเองมากไป”
“ฉันเองก็ว่าอย่างนั้น” หลิวฮุ่ยเจินเอ่ยแทรกขึ้นมา “นิสัยของหลิงหลิงชอบเป็ที่หนึ่ง ชอบเอาชนะไปสักหน่อย”
ฉวี่เหวินจวินได้ฟังคำนี้ก็ยิ่งสงสารฉวี่หลิง “หลิงหลิงตอนเล็กๆ นิสัยแข็งกร้าวอยู่มากก็จริง แต่ตอนนี้เธอโตแล้วทุกครั้งที่ไปประชุมผู้ปกครอง ครูก็บอกว่าหลิงหลิงมีนิสัยอ่อนโยนและใจกว้าง เมื่อเพื่อนในห้องเอาโจทย์ที่ทำไม่ได้ไปถามเธอเธอก็จะอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น เธอมีมารยาทกับครู แล้วก็เพื่อนนักเรียนด้วยกันมากๆไม่ได้เป็คนถือตัวสักนิด...”
ฉวี่หลิงมองพ่อของเธอที่ปกติแล้วเป็คนพูดน้อยแต่พอพูดชมเธอก็สามารถพูดออกมาได้เป็ฉากๆ แถมยังพูดแบบไม่พักหายใจเสียด้วย เธอจึงก้มหน้าลงเล็กน้อยเผยรอยยิ้มขำขันออกมา ความจริงแล้วคนที่เธอนับญาติจริงๆ มีเพียงพ่อ แม่ และปู่ คนอื่นจะปฏิบัติกับเธออย่างไรเธอไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อหวังย่าหลินหลิวฮุ่ยเจิน และหวังเหมยไม่มีช่องให้พูด ก็ทำได้เพียงต้องทนฟังฉวี่เหวินจวินชื่นชมฉวี่หลิงเื่นั้นก็ดีเื่นี้ก็ดีราวกับเป็คนสมบูรณ์แบบ
จนกระทั่งหวังซวี่สะพายกระเป๋าเข้ามาในบ้านหลิวฮุ่ยเจินถึงได้ตื่นเต้นดีใจเดินเข้าไปรับกระเป๋าหนังสือของหวังซวี่เอ่ยอย่างรักใคร่ “เสี่ยวซวี่มาแล้ว! ข้างนอกร้อนจะตายหลานรีบเข้ามาดื่มน้ำแก้กระหายเถอะนะ”
หวังซวี่เดินเข้าไปรับน้ำจากมือหลิวฮุ่ยเจินและดื่ม‘อึกๆๆๆ’ จนหมดเกลี้ยง
หลิวฮุ่ยเจินช่วยหลานชายเช็ดเหงื่อบนศีรษะ“เสี่ยวซวี่เรียนหนังสือหนักมาแน่ๆ เลย ทำไมวันนี้คุณครูของหลานถึงให้เลิกเรียนช้านักล่ะ”
หวังซวี่นั่งลงอย่างโกรธเคือง“ก็เพราะครูสอนคณิตศาสตร์ตั้งใจยืดเวลาน่ะสิครับ เสียเวลาผมดูทีวีหมดเลย”
“ดูทีวีอะไรกัน ลูกทำการบ้านหรือยัง” หวังย่าหลินที่อารมณ์ไม่ดีเป็ทุนเดิมเพราะนั่งฟังคำพูดชื่นชมฉวี่หลิงไม่หยุดหย่อนพอได้ยินคำพูดของลูกตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะว่ากล่าว “ลูกก็ทำเป็แต่เล่นนั่นแหละทำไมไม่เอาอย่างพี่สาวลูกบ้างล่ะ รีบไปทำการบ้านเสียสิ ถ้าทำไม่เสร็จ แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่ต้องกิน”
หวังซวี่พ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจครั้งหนึ่งแล้วหันไปออดอ้อนหลิวฮุ่ยเจิน “ย่าครับ ผมดูทีวีแล้วค่อยทำการบ้านไม่ได้เหรอครับวันนี้ผมเหนื่อยมากๆ เลย ครูบอกว่าพวกเราต้องแบ่งเวลาเรียนกับเล่นให้ดีถ้าอ่านหนังสือตลอดก็ตายกันพอดี แล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็หนอนหนังสืออย่างพี่สาวฉวี่หลิง”
หนอนหนังสืออย่างนั้นหรือมุมปากของฉวี่หลิงยกขึ้นมาเป็รอยยิ้มอย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักเธอนึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ถูกเรียกว่าหนอนหนังสือ ในใจของเธอนั้นนอกจากเื่ที่ยายของเธอเห็นลูกหลานผู้ชายสำคัญกว่าลูกหลานผู้หญิงหรือการที่ดูถูกหวังย่าเหม่ยแม่ของเธอแล้ว เธอก็ไม่ได้ใส่ใจเื่อื่นนัก ดังนั้นเธอจึงรั้งฉวี่เหวินจวินที่กำลังจะพูดโต้แย้งเอาไว้แล้วส่ายศีรษะเบาๆ
ถึงอย่างไรที่ผ่านมาบ้านของเธอกับบ้านของน้าก็ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกันมากอยู่แล้วต่อให้โต้เถียงกันไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ทำให้วันคืนบ้านของตัวเองอยู่อย่างสุขสดชื่นยังจะดีเสียกว่า
หวังย่าหลินเห็นว่าคนบ้านฉวี่ไม่ได้เอ่ยอะไรก็คิดเอาเองว่าหวังซวี่จี้ใจดำของฉวี่หลิงเข้าให้ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นใบหน้าที่คาดหวังว่าจะได้ดูทีวีของลูกชายจึงโบกมืออนุญาต
พอเปิดทีวีภายในบ้านก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรอีก จนกระทั่งกับข้าวขึ้นโต๊ะ ทุกคนถึงได้ไปกินข้าว
ข้าวมื้อนี้ไม่ได้ทำให้คนกินอารมณ์ดีนักสุดท้ายหลังจากที่เก็บกวาดจานชามและตะเกียบจนสะอาดสะอ้านหลิวฮุ่ยเจินบอกว่าห้องในบ้านไม่พอ จึงให้ครอบครัวของหวังย่าหลินค้างคืนได้แค่ครอบครัวเดียว
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วฉวี่หลิงเห็นสีหน้าค่อนข้างเสียใจของหวังย่าเหม่ย ในใจก็รู้สึกเ็ปแทนแม้เธอจะไม่ใส่ใจว่ายายปฏิบัติกับเธออย่างไร ทว่าหวังย่าเหม่ยแม่ของเธอใส่ใจเื่นี้มากเดิมทีแม่คนหนึ่งก็ไม่ควรจะลำเอียงกับลูกตัวเองเพราะแค่เื่เพศ การลำเอียงมากเกินไปเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช่หัวหน้าครอบครัวที่ดีนัก
ฉวี่หลิงไม่รู้ว่าจะปลอบโยนหวังย่าเหม่ยอย่างไรดีดังนั้นจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ
หวังย่าเหม่ยกับฉวี่เหวินจวินเห็นฉวี่หลิงหยิบสมุดบัญชีออกมาในใจก็ต้องตกตะลึง
ฉวี่หลิงยิ้มพลางยื่นสมุดบัญชีให้แก่หวังย่าเหม่ยเธอยิ้มให้น้อยๆ ก่อนจะเอ่ย “แม่คะ พวกเราใช้เงินนี่ซื้อคอนโดในเมืองเจ๋อซีกันดีไหมคะ”
“ซื้อคอนโด ซื้อคอนโดอะไรกัน”หวังย่าเหม่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มแหยให้กับฉวี่หลิงที่คิดเพ้อเจ้อ จนกระทั่งเห็นจำนวนเงินในสมุดบัญชีรอยยิ้มของเธอก็หายวับไป แม้แต่มือก็ยังสั่นขึ้นมาเล็กน้อย
ฉวี่เหวินจวินชะโงกหน้าเข้าไปดูแวบหนึ่งด้วยความสงสัยเมื่อเห็นแล้วก็หัวเสียขึ้นมาทันที ความโกรธเคืองพุ่งขึ้นมาอย่างยากจะระงับ ยิ่งเห็นสีหน้าท่าทางเงียบสงบของฉวี่หลิงก็อดถามออกมาไม่ได้ “หลิงหลิง เงินนี้มาจากไหน พ่อจะบอกลูกให้นะ ถึงแม้บ้านของเราจะจน แต่ว่าเงินที่ไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้พวกเราไม่้า!”
“พ่อคะ พ่อวางใจเถอะค่ะ เงินก้อนนี้สะอาดค่ะ”ฉวี่หลิงยิ้มอย่างจนใจ
เงินจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนกว่าทำให้หวังย่าเหม่ยใจนเสียงสั่น “ลูกยังเป็เด็กเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ ลูกอย่ามาโกหกแม่ เงินพวกนี้มาจากไหนกันแน่”
เธอกับฉวี่เหวินจวินสบตากันครั้งหนึ่งต่อให้คิดจนหัวสมองแทบะเิ พวกเขาก็คิดไม่ออกว่าเงินจำนวนนี้มาจากที่ไหน
สีหน้าท่าทางฉวี่หลิงสงบนิ่งนำคำตอบที่คิดเตรียมเอาไว้นานแล้วเอ่ยอย่างเจื้อยแจ้ว “พ่อคะ แม่คะ พ่อกับแม่ดูชื่อของสมุดบัญชีสิคะ ไม่รู้สึกว่าคุ้นตาสักหน่อยหรือคะ”
หวังย่าเหม่ยพลิกสมุดบัญชีสีเขียวก็เห็นบนนั้นเขียนว่า ‘ฉวี่หลิง’ สองตัวอักษร
ฉวี่เหวินจวินถามอย่างไม่เข้าใจ“หลิงหลิงนี่มันเื่อะไรกันแน่” ตามกฎหมายแล้วฉวี่หลิงอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ถ้าเธอจะเปิดสมุดบัญชีก็ต้องมีผู้ปกครองไปด้วยถึงจะทำได้
ฉวี่หลิงเม้มริมฝีปาก“ปู่หลินเป็คนช่วยเปิดบัญชีให้หนู นี่เป็เงินที่หนูหามาได้”
“ลูกบอกว่าเป็เงินที่ลูกหามาได้! ถ้าอย่างนั้นลูกหามาได้อย่างไร” ตอนนี้ฉวี่หลิงเพิ่งจะอายุสิบสามปี หวังย่าเหม่ยไม่เชื่อโดยเด็ดขาดว่าเธอจะหาเงินได้มากมายขนาดนี้“ลูกยังไม่รีบบอกแม่มาอีก ถ้าลูกกล้าโกหกวันนี้ไม่ว่าอย่างไรแม่ก็จะตีขาของลูกให้หักแทนพ่อของลูกเอง!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950