ยามนี้ความรู้สึกของเถ้าแก่ร้านที่เคยมองเด็กหญิงอย่างนึกระแวดระวัง เปลี่ยนเป็ความรู้สึกว่าโชคเข้าข้างตนแล้วชายชราหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อเห็นรายรับในแต่ละวันไม่น่าเชื่อว่าหลี่จิ้งถิงที่ตัวเล็กแค่นี้จะสามารถช่วยเขาค้าขายสร้างรายได้เป็กอบเป็กำ
แม้กระทั่งร้านค้าคู่แข่งของเขายังนึกประหลาดใจว่าเหตุใดเด็กหญิงตัวเล็กผอมบาง หน้าตาน่ารักคนหนึ่ง จึงได้มีความสามารถปากหวานพูดเก่งเสียจนลูกค้าต่างก็พากันเดินเข้าร้านของอีกฝ่ายไม่หยุดหย่อน
ดวงตาของเถ้าแก่ร้านคู่แข่งไหววูบในใจทั้งโมโหและนึกเสียดาย ว่าเหตุใดจึงไม่เป็ร้านของตน ที่ได้ดาวนำโชคเช่นนั้นมาอยู่ด้วย
ความอิจฉาในดวงตาของอีกฝ่ายทำให้เถ้าแก่ของหลี่เยี่ยนฟางยกยิ้มมุมปากยิ่งมองท่าทีคล่องแคล่วของหลี่จิ้งถิงก็ยิ่งนึกชอบใจ จนอดชมออกมาไม่ได้
“เสี่ยวถิงวันนี้เ้าทำได้ดีจริงๆ ต่อไปข้าอนุญาตให้เ้าติดตามมารดามาทำงานทุกวันได้เลยนะ”
พอเห็นสีหน้าตกตะลึงของหลี่เยี่ยนฟางที่คล้ายไม่อยากเชื่อว่าเขาจะพูดเช่นนี้ออกมา เถ้าแก่ร้านก็เชิดหน้าพูดเสียงขึงขังต่อว่า“ข้าเห็นว่าให้เด็กเล็ก ๆ อยู่บ้านคนเดียว ก็ค่อนข้างจะไม่ปลอดภัยอยู่บ้างอย่างไรเ้าก็ทำงานอยู่ที่นี่ ที่ข้ายอมเพราะเห็นว่าเสี่ยวถิงเป็เด็กดีหรอกนะ”
สองแม่ลูกยิ้มกว้างดีใจพากันขอบคุณเถ้าแก่ร้านเสียงดังก่อนกลับเขายังมอบเงินอีแปะให้หลี่จิ้งถิงสองเหรียญ บอกว่าให้นางไปซื้อขนมกิน
ระหว่างทางเดินกลับบ้านหลี่จิ้งถิงเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในใจรู้สึกดีใจยิ่งหลี่เยี่ยนฟางเห็นท่าทางของบุตรสาวแล้วก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมาสองแม่ลูกเดินเคียงข้างกันไปตลอดทางก่อนที่หลี่เยี่ยนฟางจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบจนนางต้องผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง
สีหน้าดีใจของหลี่จิ้งถิงหายไปทันทีเมื่อหันกลับมาเห็นมารดาเดินตามอยู่เื้ัอย่างเชื่องช้า หลังจากนั้นเด็กหญิงก็รีบวิ่งกลับมาจับจูงหลี่เยี่ยนฟาง
“ท่านแม่ข้าเดินเร็วเกินไปใช่ไหม ทำไมท่านจึงไม่ะโเรียกข้าบอกว่าท่านเดินตามไม่ทันเล่า”
หลี่เยี่ยนฟางหัวเราะ“เด็กโง่ แม่แค่นึกสนุกแกล้งเ้าอยู่ต่างหาก ขาแม่ยาวกว่าเ้าตั้งเยอะมีหรือจะเดินตามเ้าไม่ทัน” พอพูดจบนางก็พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นพลางบีบกระชับมือเล็กของบุตรสาวเอาไว้
เสียงหัวเราะของหลี่เยี่ยนฟางทำให้หลี่จิ้งถิงคิดว่าที่มารดาพูดเป็เื่จริง ขอเพียงท่านแม่มีความสุขนางก็พอใจแล้ว
หลี่จิ้งถิงลากเสียงอ้อยาวพลางพูดกลั้วหัวเราะร่า“ที่แท้ท่านแม่ก็กำลังสนุกที่ได้แกล้งลูกอยู่นี่เองไม่เป็ไรเ้าค่ะ หากท่านแม่มีความสุข ข้ายอมให้ท่านกลั่นแกล้งไปตลอดชีวิตเลย”
ได้ยินคำพูดของบุตรสาวใจของหลี่เยี่ยนฟางพลันสั่นกระเพื่อมไหว ในแววตามีประกายภาคภูมิใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนใบหน้าก็มีรอยยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
เมื่อออกเดินต่ออีกครั้งหลี่จิ้งถิงพยายามรักษาระยะความเร็ว ไม่ให้ทิ้งห่างจากมารดา ทั้งสองคนจับจูงมือกันเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อนในใจของทั้งคู่วาดหวังว่า ในอนาคตพวกนางจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ไปตลอดกาล
แต่สุดท้ายคำภาวนาของหลี่เยี่ยนฟางกับหลี่จิ้งถิงก็ถูกทอดทิ้งการเดินจูงมือกันกลับบ้านของนางกับบุตรสาวในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็โอกาสครั้งสุดท้ายและ่เวลาสุดท้ายในชีวิตของหลี่เยี่ยนฟางด้วยเช่นกัน
แม้งานที่ร้านขายผ้าจะไม่ได้ถือว่าเป็งานหนักสำหรับสตรีแต่ร่างกายที่อ่อนแอของหลี่เยี่ยนฟางก็ยังคงรับมือไม่ไหว ในบางครั้งนางต้องนั่งลงพักหอบหายใจเพราะรู้สึกหายใจลำบาก และเ็ปรวดร้าวที่หัวใจจนร่างกายเกร็งเครียดไปหมดแต่นางก็ไม่มีเวลาจะมาสนใจเื่อะไรพวกนี้
นั่นเป็เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าบุตรสาวหลี่เยี่ยนฟางต้องฝืนทำตัวเข้มแข็งแม้ว่าในดวงตาจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและไม่สบายใจ ทุก่เวลาในใจของนางมีแต่คำพูดซ้ำๆ อย่างหนักแน่นว่า ‘หลี่เยี่ยนฟาง เ้าไม่เป็อะไรมากหรอกอดทนไปก่อนนะ ไว้รอให้ถิงเอ๋อร์มีชีวิตที่สุขสบายมากกว่านี้ก่อน เ้าค่อยไปหาหมอก็ยังไม่สาย’
แต่อย่างไรในที่สุดร่างกายนี้ก็ฝืนทนต่อไปไม่ไหวหลี่เยี่ยนฟางค่อย ๆ คลานขึ้นเตียง กุมหน้าอกหายใจอย่างเหนื่อยหอบด้วยรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะหมดแรง จึงคิดจะนอนพักผ่อนสักครู่
แต่คิดไม่ถึงว่าการนอนครั้งนี้นางจะหลับลึกและยาวนานมากเสียจน ไม่สามารถปิดบังอาการเจ็บป่วยกับบุตรสาวได้อีกต่อไป
แพขนตาของหลี่จิ้งถิงกะพริบถี่ๆ ก่อนที่เด็กหญิงจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อหันมาเห็นว่ามารดายังนอนอยู่ข้างกายนางจึงคิดจะนอนงีบต่ออีกสักหน่อย แต่ก็กลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นี่ท้องฟ้าก็เริ่มจะสว่างน่าจะล่วงเข้ายามเฉินแล้ว เหตุใดท่านแม่จึงยังไม่ลุกขึ้นจากที่นอนอีก
หลี่จิ้งถิงยื่นมือไปเขย่าแขนปลุกมารดาพลางเอ่ยเรียก“ท่านแม่ ท่านแม่”
พอเห็นหลี่เยี่ยนฟางยังคงนอนนิ่งทั้ง ๆ ที่นางเองก็พยายามส่งเสียงปลุกเรียกอย่างสุดความสามารถแล้ว ั์ตาของหลี่จิ้งถิงก็ทอประกายหวาดหวั่นใจเต้นสั่นระรัว เป็ครั้งแรกที่เด็กหญิงได้รับรู้ว่า ความหวาดกลัวคืออะไร
หลี่จิ้งถิงกลั้นใจวิ่งออกไปนอกบ้านด้วยใบหน้าซีดขาวปากก็ะโส่งเสียงร้องไม่หยุด
“ฮือ ๆช่วยท่านแม่ของข้าด้วย ใครก็ได้ช่วยท่านแม่ของข้าด้วย”
คนในหมู่บ้านเห็นสภาพตื่นใของหลี่จิ้งถิงผนวกกับเสียงร้องะโอย่างลนลานของนาง ก็พากันรุมล้อมเข้ามาซักถามอย่างแตกตื่นก่อนที่จะตัดสินใจส่งคนให้รีบไปเชิญท่านหมอมาทันที
ความกระวนกระวายใจทำให้เม็ดเหงื่อบนหน้าผากของหลี่จิ้งถิงไหลลงมาไม่หยุด สวนทางกับความรู้สึกในใจ ที่หนาวเหน็บจนทำให้นางหายใจไม่ออกด้วยความหวาดกลัวและสับสน
หลี่จิ้งถิงเริ่มสะอื้นร้องไห้ฟูมฟายในหัวใจบังเกิดความเศร้าสลด เด็กหญิงกลัวว่ามารดาจะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
ความเ็ปเล็กๆ ที่แขนทำให้หลี่เยี่ยนฟางรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแม้จะยังไร้เรี่ยวแรงแต่นางก็ยังพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางพึมพำถามออกมาอย่างฉงนสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ท่านหมอที่กำลังฝังเข็มให้หลี่เยี่ยนฟางเห็นนางกำลังดิ้นรนพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อลุกขึ้น จึงร้องบอกให้นางนอนลงดี ๆ
“เ้านอนพักผ่อนก่อนเถิดไม่เช่นนั้นอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้นะ”
คำพูดของท่านหมอทำให้หลี่เยี่ยนฟางพลันชะงักด้วยสีหน้าเป็กังวลนางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่
“ท่านหมอที่แท้ข้าป่วยเป็อะไรกันแน่”
หมอชราก้มลงจับชีพจรให้หลี่เยี่ยนฟางอีกครั้งพอจับชีพจรเสร็จ เขาก็ถามอาการอื่น ๆ ของนางอยู่อีกสักพัก จากนั้นก็ส่ายหน้าอึกอักไม่รู้จะเอ่ยปากบอกอย่างไรดี
หลี่จิ้งถิงที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงพอได้ยินเสียงมารดาก็น้ำตาไหลพราก ๆนางร้องไห้ไปพลางเอ่ยถามท่านหมอด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ
“ท่านหมอท่านแม่ข้าป่วยเป็อะไรหรือเ้าคะ”
พอพูดจบหลี่จิ้งถิงที่มีดวงตาแดงเรื่อเพราะร้องไห้ไม่หยุดอยู่ตลอด ก็วิ่งไปเขย่าแขนท่านหมอเบาๆ อย่างร้อนใจอยากจะได้คำตอบ
ท่านหมอมีสีหน้าเคร่งเครียดมองหลี่จิ้งถิงอย่างพินิจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยบอก
“ท่านแม่ของเ้าทำงานหนักมากเกินไปจนเหนื่อยล้าร่างกายหยินหยางไม่สมดุล หยินพร่อง ธาตุทั้งห้าอ่อนแอ ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพแรกเริ่มจะแค่รู้สึกร่างกายอ่อนแอ หากว่าบำรุงดี ๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่...ดูจากสภาพร่างกายของมารดาเ้าในเวลานี้เกรงว่าแม้แต่หมอเทวดาก็ยังไร้หนทางจะรักษาได้”
หลี่เยี่ยนฟางได้ยินดังนั้นก็หัวใจกระตุกนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ส่วนทางด้านหลี่จิ้งถิงที่ได้ฟังคำพูดของท่านหมอก็โมโหจนสองตาแดงก่ำ นางหันไปะโเถียงอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น ซึ่งดูผิดไปจากนิสัยปกติของนาง
“ไม่จริงท่านพูดโกหก ท่านแม่ข้าแค่เหน็ดเหนื่อยเพราะนอนไม่พอ จะไร้หนทางรักษาได้อย่างไร” พอพูดจบเด็กหญิงก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
ท่านหมอจับจ้องเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้งก่อนจะชะงักไปชั่วครู่ท่าทางเหมือนกำลังตัดสินใจ สุดท้ายก็เอ่ยปลอบใจนางออกมาว่า
“ไม่แน่ในเมืองอาจจะมีหมอที่เก่งกาจยิ่งกว่าข้า โรคของมารดาเ้า ไม่แน่พวกเขาอาจคิดหาหนทางได้เ้าลองเชิญพวกเขามาวินิจฉัยอาการของนางดูก็แล้วกัน
แต่ใช่ว่าหมอทุกคนจะเปี่ยมไปด้วยความจริงใจในการรักษาดังนั้นเ้าจงระวังพวกคนที่ตั้งใจเข้ามาหาผลประโยชน์จากอาการป่วยของมารดาเ้าให้ดีรู้หรือไม่”
ที่ท่านหมอพูดเช่นนั้นเป็เพราะรู้สึกสงสารและเห็นใจเด็กหญิงและพอพูดจบเขาก็ก้มลงมองหลี่จิ้งถิงด้วยสายตาหดหู่
‘เด็กน้อยเอ๊ยโรคของมารดาเ้าไม่รู้ว่าต้องใช้เงินมากเท่าใด จึงจะสามารถรั้งชีวิตของนางเอาไว้ให้ได้นานขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ข้ากลัวว่าสุดท้ายแล้วกลับเป็การดีใจเก้อเพราะไม่ว่าเ้าจะเสียเงินไปมากเท่าใด สุดท้าย...’
หลี่จิ้งถิงผ่อนคลายลงทันทีเมื่อได้ยินท่านหมอพูดปลอบใจ แต่หลี่เยี่ยนฟางฟังดูก็รู้ว่าท่านหมอแค่พูดกล่อมหลอกเด็กคนหนึ่งเท่านั้น
“ต่อไปเ้าก็ต้องพักผ่อนให้มากๆ ดื่มยาอย่าได้ขาด อาหารบำรุงก็หมั่นหามากินเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ดีถ้าเ้าไม่อยากสูญเสียโอกาส ที่จะได้อยู่ร่วมกันไปอย่างรวดเร็วนักเข้าใจคำที่ข้าพูดหรือไม่”
หลี่เยี่ยนฟางที่มีสีหน้าซีดเผือดพยักหน้าตอบทันทีอย่างคนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท่ามกลางความสับสนงุนงงนางอยากจะร้องไห้คร่ำครวญออกมาว่า
“ข้ายังไม่อยากตายถ้าข้าตายแล้วถิงเอ๋อร์จะมีชีวิตอยู่อย่างไร” แต่หลี่เยี่ยนฟางก็ทำไม่ได้เพราะกลัวว่าบุตรสาวจะตื่นใ
หลี่เยี่ยนฟางเหลือบมองบุตรสาวที่มีใบหน้าซีดขาวด้วยความอกสั่นขวัญผวา พลางคิดในใจว่า
‘ข้าจะตายไม่ได้จนกว่าจะจัดการเื่ที่ควรทำให้เสร็จ’
พอท่านหมอเอ่ยกำชับจบเขาก็ก้าวหันหลังออกไปทันที เพราะในใจของเขารู้ดีว่า สตรีตรงหน้าไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอน ดังนั้นจะให้เขาอยู่ แสร้งทำเป็ให้ความหวังกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ เขาก็ทนทำต่อไปไม่ไหวอีกแล้วจริงๆ
หลังท่านหมอจากไปหลี่เยี่ยนฟางก็ฝืนข่มความไม่สบายใจ พยายามยกยิ้มอย่างเป็ธรรมชาติ เพื่อปิดบังใบหน้าที่ท้อแท้หมดหวังไม่ให้หลี่จิ้งถิงััได้ถึงความไม่สงบในใจของนาง และต้องรีบพูดปลอบใจให้บุตรสาวคลายความหวาดกลัวโดยเร็ว
หลี่เยี่ยนฟางยกมือขึ้นลูบผมบุตรสาวเบาๆ อย่างรักใคร่ พร้อม ๆ กับหัวใจที่กำลังถูกบีบรัดอย่างเ็ป
“เ้าวางใจเถิดแม่ไม่เป็อะไรมากหรอก”
หลี่จิ้งถิงที่ยังคงใอยู่กระโจนเข้ามากอดเอวมารดาเอาไว้จนแน่นท่าทีสงบราบรื่นของหลี่เยี่ยนฟางช่วยบรรเทาความหวาดวิตกภายในใจของบุตรสาวลงได้เล็กน้อยเท่านั้นในสมองของเด็กหญิงยังคิดคำนึงถึงคำพูดของท่านหมอ ด้วยความไม่สบายใจไม่หยุด
‘ท่านแม่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานจริงๆ หรือ’ นั่นคือคำพูดในใจที่หลี่จิ้งถิงไม่กล้าถามออกไปนั่นเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ใครไหวไปก่อนเลย คนเขียนเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน สงสารน้องเสี่ยวถิง
ทุกคนอ่านแล้วไหวกันมั้ยเอ่ย อย่าเพิ่งรีบะเืไตกันนะคะ เพราะมีหนักกว่านี้แน่ ![]()
อย่าลืม ฝากกดหัวใจ กดเพิ่มเข้าชั้น กดติดตามกันไว้ด้วยนะ ถ้าไม่อยากพลาดทุกการอัปเดต