“เ้าพ่อ วันนี้มีเมืองสิงห์มาด้วยนะพระเ้าข้า”
“เมืองสิงห์ บุตรของเ้าหาญม่านศึกฤา”
“ข้าน้อย แสนเมืองสิงห์ ราชบุตรองค์ใหญ่ในองค์เ้าหาญม่านศึก พระเ้าข้า”
เสียงพระสรวนแ่เบา บ่งชี้ถึงความสุข “น้องข้าเป็เช่นไรบ้าง สุขสบายดีอยู่ฤา”
“เ้าพ่อสุขภาพแข็งแรงสุขสบายดีพระเ้าข้า ข้ากระหม่อมเพิ่งกลับมาจากค่ายนอกเวียง มีความคืบหน้าการศึกมารายงานต่อเ้าขุนอินทร์ถวาย ประจวบเหมาะ ได้มาเฝ้าเ้ามหาชีวิตด้วยอีกคน”
“ว่ามาเถิดเมืองสิงห์ การศึกครานี้มีอะไรน่าหวั่นเกรงหรือไม่”
“สายข้ากระหม่อนรายงานมาว่า เป็พวกเงี้ยวยกทัพมา แต่ข้ากระหม่อมแลเ้าขุนอินทร์ถวาย วิเคราะห์ดูแล้ว คนเงี้ยวมีแผ่นดินใหญ่สมบูรณ์อยู่หล่ายฝั่งโขงฟากโน้น มีเหตุใดต้องรุกรานชาวเราสุวรรณโคมคำ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ฟากโขงหล่ายนี้ไม่ การยกทัพข้ามน้ำใหญ่มา หาใช่เื่ง่าย นอกเสียจากคนพวกนี้จะเป็เยว่ที่อยู่ทางตอนเหนือ แล้วแอบอ้างชื่อพวกเงี้ยวเพื่อให้เราเข้าใจผิด ข้าแลเ้าขุนอินทร์ถวายคิดว่า จะแต่งฑูตไปสอบเอาความจริงจากพวกเงี้ยว แม้ไม่ทันการศึกแต่อย่างน้อยก็มิต้องมาขุ่นข้องหมองใจต่อกัน ด้วยพวกเงี้ยวนั้นอยู่ต้นน้ำ แลชาวเราที่อยู่ถัดจากเขาลงมา”
“หากเป็พวกหนานเยว่ ข้อควรระวัง คนพวกนี้ชำนาญการใช้หน้าไม้ ระยะยิงไกลหวังผลไม่พลาดเป้า หากรบจู่โจมเห็นทีจะเป็เื่ยาก เช่นนี้ให้หวั่นใจนักลูกกูคำหลวง ต้องวางแผนการรบให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเพลี้ยงพล้ำจนเสียเปรียบเอาได้ ส่วนเื่แต่งฑูตไปเมืองเงี้ยว ความคิดของพวกเ้าเื่นี้ก็ดี แต่เหตุใดจึงไม่ใช้การแต่งหนังสือขึ้นไปสอบถาม ไยต้องแต่งฑูตขึ้นไปเมืองเงี้ยวเพื่อเจรจา แล้วพวกเ้าทั้งสอง คิดเห็นว่าผู้ใดกันฤา ที่เหมาะสมกับหน้าที่นี้”
เ้าขุนอินทร์ถวายยิ้มให้ต่อเ้าแสนเมืองสิงห์ ที่เห็นว่าเื่ที่ตนคิดวางแผนไว้ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ตนจัดวาง
“ทูลเ้าพ่อ ข้าเห็นงานสำคัญนี้ ผู้ที่คู่ควรเหมาะสมก็คือเ้าอินทร์สรงพระเ้าข้า”
ผู้ที่ถูกเอ่ยนามถึงกับใ รีบหันไปมองหน้าพระมารดา ด้วยไม่ทันคิดตั้งหลักรับมือกับเื่นี้มาก่อน
“ดะ…ได้อย่างไรกัน อินทร์สรงลูกกู เพิ่งย่างเข้าสิบห้าปีนี้เองหนา จะแต่งเป็ฑูตไปเจรจางานเมืองได้แล้วฤา”
“เ้านางจันทร์แดงลืมไปสิ้นแล้วฤา ตอนข้าพเ้าครั้งอายุได้สิบห้าขวบปี เ้านางเองมิใช่ฤา ที่เสนอให้ข้าขึ้นเขาไปล่าหมี โชคดีหรือเพราะสามารถข้าทำสำเร็จ จึงมีข้าอยู่มาจนถึงบัดนี้ แลการฑูตก็เหมาะสมคู่ควรกับเ้าอินทร์สรง ที่เป็คนช่างพูดช่างเจรจาหาประโยชน์ใส่ตน ข้าจึงมิเห็นว่าผู้ใดที่จะคู่ควรกับการสำคัญนี้ ได้เท่าน้องข้าผู้นี้ไม่มีอีกแล้ว”
คำพูดที่เ้าขุนอินทร์ถวายกล่าวออกมา ทำให้พระชายาจันทร์แดง ยากที่จะหาข้ออ้างละเว้นหน้าที่นี้ไปจากบุตรชาย
“ทำไมเล่าพระชายาจันทร์แดง เื่นี้นับว่าดีนักแล เ้ามหาชีวิต มีบุตรคนใหญ่เป็แม่ทัพนำรบ คนรองปกครองบ้านเมือง บุตรคนที่สามอย่างเ้าอินทร์สรง เป็ราชฑูตไปเจริญสัมพันธ์ต่อเมืองเงี้ยว มีอันใดให้หวั่นวิตกกัน แบบนี้สิดี เ้าอินทร์สรงเท่ากับมีโอกาสได้แสดงผลงาน ภายภาคหน้าเหล่าขี้ข้าราชสำนัก จักมิมีผู้ใดดูิ่ลูกเ้าได้ว่าไม่เอาไหน”
คำพูดของเ้านางคำฟอง แลเสมือนมีดคมที่กรีดลงหัวใจนาง คำฟองเป็สนมอันดับหนึ่งเป็รองก็เพียงแต่แม่พญานั่งเมืองแลพระชายาจันทร์แดง นางมีลูกสามคน คนใหญ่ชาญณรงค์าบนคอช้าง คนรองก็ชำนาญการช่างประดิษฐ์อาวุธ คนเล็กเป็หญิง ก็สุภาพเรียบร้อยเรียนรู้ภาษาต่างเมืองแวดล้อม จนเป็ที่หมายตาให้เป็แม่เรือนของผู้สูงศักดิ์ ตอนนี้นางได้ทีออกความเห็น เท่ากับทุกคนเห็นชอบในเื่นี้ หมายส่งลูกของนางเ้าอินทร์สรง ให้ไปไกลพ้นแผ่นดิน
ม้าสองตัววิ่งควบเคียงกันมา จนเกือบถึงเรือนพิมานเ้าอินทร์ถวาย เสียงหัวเราะของคนทั้งสองก็พลันดังขึ้น ทำเอาไอ้แสนเป็งกับคุณท้าวบัวแก้ว ถึงกับมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ
“หัวล่ออันใดกันฤา เสียงดังั้แ่หัวโค้ง” พอมาถึง ไอ้แสนเป็งก็รีบเอ่ยถามขึ้นต่อเ้าแสนเมืองสิงห์ ด้วยความใคร่รู้
“ไอ้เป็งเกลอเอ๋ย หากมึงรู้มึงจะถูกใจ จนแลเป็เื่ขบขันเช่นกูสอง”
“เื่ใดฤาเ้าคะ” คุณท้าวเองก็อยากรู้มิต่างกัน
“กูได้ที แต่งตั้งไอ้อินทร์สรงไปเจริญไมตรีต่อเมืองเงี้ยว แม่มันร้อนใจ ออกหน้าแทนลูกจนปากคอสั่น แต่กลับไม่มีผู้ใดเห็นใจออกหน้าแทนมัน สาแก่ใจกูนัก แผนไอ้เมืองสิงห์ นับว่ายอดเยี่ยมนัก ไปกันเถิดไอ้เป็ง คืนนี้มึงห้ามกลับเรือน อยู่ดื่มฉลองกันให้รุ่งแจ้งไปเลย”
“ได้ฤาเ้าราชบุตร ไหนทรงตรัสเองว่าจะถือศีล แล้วเหตุใดจึงฉลองเล่า” สิ่งที่ไอ้แสนเป็งเอ่ยถามนาย หาได้เข้าหูเ้าพิมานไม่ ทรงกอดคอพระสหายเมืองสิงห์เดินหายเข้าเรือนไป
เ้านางจันทร์แดง เดินปึงปังเข้าเรือนพิมาน นางเกรี้ยวกราดขว้างปาข้าวของเอ็ดตะโรใส่สาวใช้บ่าวไพร่จนเสียงดัง ไม่มีใครเข้าหน้านางติด แม้แต่เ้าอินทร์สรงที่เสด็จกลับมาพร้อมกัน เ้าอินทร์สรงทำได้แค่ยืนอยู่หน้าห้องของผู้เป็มารดาด้วยความอึดอัดใจ
เ้าอินทร์สรงเดินกลับเข้าหอนอนของตน มุ่งตรงไปยังหีบกำปั่นใบใหญ่ ที่ซุกอยู่ด้านหนึ่งของมุมห้องบรรทม ภายในหีบไม้ต้องห้ามของเ้าอินทร์สรง มีทั้งของรักแลของสำคัญที่เ้าตัวไม่อนุญาตให้ใครเปิดมันออกนอกจากตน ตลับเงินดุนลายเครือเถาถูกเลือกออกมาจากหีบ
เสียงหัวเราะชอบใจเคล้าคลอผสมเสียงพิณเปี๊ยะเสนาะหู ดังแว่วมาจากพิมานเ้าขุนอินทร์ถวาย บรรดาหนุ่ม ๆ รวมตัวกันฉลอง ต่อชัยชนะเพียงน้อยนิดที่เกิดจากกลยุทธลมปาก ที่เ้าเมืองสิงห์ได้ร่วมวางแผนกับเ้าขุนอินทร์ถวาย เอาคืนต่อพระชายาจันทร์แดง จนดูเป็เื่สะใจจนไม่สามารถเก็บทนเอาไว้ได้ จำต้องเรียกเอาคนของตนมาร่วมยินดี
เ้าขุนอินทร์ถวายบรรเลงพิณเปี๊ยะเสียงนุ่มสุขุมอ่อนหวาน พร้อมใบหน้าที่แย้มยิ้มมีความสุข ตัวพิณทำจากกะลามะพร้าวมีคันไม้ยาวปลายเป็ทองเหลืองรูปพญานาคห้าเศียร ขึงตึงด้วยสายพิณ เวลาบรรเลงต้องเอาส่วนของเบ้ากะลาแนบเนินอก โยกเปิดปิด เพื่อช่วยให้น้ำหนักเสียงมีมิติ เหล่าสมุนเพื่อนฝูงต่างตำจอกดื่มสุราสนุกสนาน
“พวกมึงสูเขา หากได้อยู่ตรงนั้นแลเห็นหน้าอีจันทร์แดง มึงเขาจะสาแก่ใจยิ่งกว่าได้ยินจากปากกู ก็เข้าใจได้อยู่หนา มารดารักบุตร ย่อมมิ้าให้ลูกตนไปตกระกำลำบาก นางมองเห็นใจตน แต่ที่ผ่านมานางมิเคยเห็นหัวใจของผู้อื่นไม่ มาถึงวันนี้ จึงมิมีผู้ใดเห็นใจออกปากออกหน้าแทนนาง”
“คนเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เหมาะสมแล้วที่ต้องมีวันนี้”
“นี่ยังเล็กน้อยนัก หากมองข้ามอุปสรรค เื่นี้ยังนับได้ว่าเป็ประโยชน์ต่อเ้าอินทร์สรงอยู่ไม่น้อย ถูกตามที่เ้าราชบุตรอินทร์ถวายได้กล่าว หากการพูดคุยครั้งนี้ราบรื่นดี เท่ากับเ้าอินทร์สรงได้สร้างชื่อให้แก่ตน”
เสียงสนทนาออกความเห็นของเหล่าสหายตอบโต้กันไปมา เ้าขุนอินทร์ถวายวางพิณเปี๊ยะลง
“กูก็หาใช่คนใจดำ มันก็น้องกูในตัวมันก็มีเืพ่อกูอยู่กึ่งหนึ่ง คณะฑูตเดินทางไป หาใช่ว่ามีเพียงมัน ไอ้เมืองสิงห์ มึงจัดคนในกองเสือดำ แทรกซึมคณะฑูตไปด้วย แลเลือกขุนนางที่เคยทำหน้าที่นี้ ให้ไปกับมันอีกสองคน พวกเงี้ยวเป็เมืองใหญ่ เราไปเจริญไมตรี ก็ควรให้เกียรติเขา”
“พระเ้าข้า ให้เ้าอินทร์สรงไปเจรจาสอบถามด้วยองค์เอง ก็นับว่าเราให้เกียรติแล้ว”
“พระองค์ใจดีไปหน่อยหรือไม่ หากเป็ข้าพเ้า คงหาทางกำจัดมันทิ้งเสีย จะมิปล่อยให้อยู่เป็เสี้ยนหนามเยี่ยงนี้ดอกหนา” สหายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความเมา จนไอ้แสนเป็งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากมันผู้นั้นไว้