ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 45 ยังมีวิธีอื่นอีก

    ตอนที่ 45 ยังมีวิธีอื่นอีก“เชื่อผมได้ครับ” หวังซินยังคงมีความมั่นใจต่อตัวเองมาก“ฉันเชื่อนายก็ได้” ภายนอกของหลินชงได้ตอบไปแบบนี้ แต่ว่าข้างในใจกลับไม่มีความมั่นใจเลย อย่างไรก็ตามหวังซินก็ยังอายุน้อยอยู่ ที่ยังยืนยันคำพูดนั้น ซึ่งสองล้านหยวนไม่ใช่เงินจำนวนน้อย เธอจึงไม่เชื่อว่าหวังซินจะสามารถรวบรวมเงินที่เหลือให้ถึงสองล้านหยวนได้แต่หวังซินก็ไม่ได้ใส่ใจ เมื่อคุยเงื่อนไขกับหลินชงเสร็จ ก็ออกมาเลยในเมื่อวันนี้ละครก็ไม่ได้ถ่ายทำแล้ว จึงได้ถือโอกาสไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเมื่อเพิ่งมาถึงโรงเรียน หวังซินก็ได้พบกับหยางเจียอิ่งเมื่อหยางเจียอิ่งเห็นหวังซิน ใบหน้าจึงแดงเล็กน้อย โดยใบหน้ากลมเล็กแดง ๆ ที่มองดูแล้วทำให้คนหลงใหลมาก แต่แค่เธอไม่ได้พูดกับหวังซิน แล้วจึงหลบหวังซินไปด้วยความประหม่าเล็กน้อย“เฮ้ หัวหน้าห้องคนสวยอรุณสวัสดิ์นะ!” หวังซินพุ่งไปทักทายหยางเจียอิ่ง ซึ่งเมื่อหยางเจียอิ่งได้ยินคำพูดของหวังซิน ก็แทบจะวิ่งหนีหวังซินเลย“น้องสาวคนนี้เป็นอะไรไป?” หวังซินมองหยางเจียอิ่งที่หนีตัวเอง จึงส่ายหัว และคิดไม่ออกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เมื่อวานที่ฟังหยางเจียอิ่งเล่าเรื่องในใจ หยางเจียอิ่งก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับหวังซินเลยซึ่งตอนที่เข้าเรียน หยางเจียอิ่งก็ใจลอยไม่พูดกับหวังซินแม้แต่ประโยคเดียว“หัวหน้าห้องคนสวย นี่เธอเป็นอะไรไป?แม้แต่ประโยคเดียวก็ไม่พูดเลยเป็นอะไรเหรอ เมื่อครู่ที่ทักทายเธอไป เธอยังจะวิ่งหนีอีก เราน่าตกใจขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ!” หวังซินพูดหยอกหยางเจียอิ่ง เมื่อหยางเจียอิ่งได้ยินประโยคนี้แล้ว ก็จ้องเขม็งหวังซินไปแวบหนึ่ง แล้วจึงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ โดยไม่สนใจหวังซินอย่างไรก็ตามเนื้อหาที่เรียนอยู่หวังซินก็ล้วนเข้าใจหมดแล้ว จะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่เป็นไร ซึ่งก็อยากจะพูดกับหยางเจียอิ่ง และหยอกล้อน้องสาวที่ขี้อายคนนี้สักหน่อยสำหรับการหยอกล้อและการสร้างความรำคาญของหวังซิน หยางเจียอิ่งก็ไม่ตอบแม้แต่ประโยคเดียว ซึ่งตัวเองก็ได้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างขะมักเขม้นหวังซินจึงหมดหนทาง ที่รู้ว่าพูดอย่างอื่น หยางเจียอิ่งก็ไม่สนใจตัวเองแล้ว จึงได้รีบพูดออกมาตรง ๆ ว่า: “ช่วงนี้ทางทีมละครนั้นเกิดปัญหาแล้ว เกรงว่าจะไม่ได้ไปถ่ายทำชั่วคราวนะ” “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เมื่อหยางเจียอิ่งได้ยินคำพูดนี้ จึงรีบถามหวังซินในทันทีอย่างไรก็ตามหนึ่งตอนก็สามร้อยหยวน ถ้าถ่ายเสร็จเร็วหน่อย ก็จะได้เงินเร็วหน่อย ฐานะทางครอบครัวของตัวเองก็เป็นแบบนี้ การที่ได้เงินเร็วหน่อยก็จะสามารถช่วยครอบครัวได้บ้าง“เหอะเหอะ เรายังคิดว่าเธอจะไม่สนใจเราแล้วนะ” หวังซินฉีกปากยิ้มออกมาไปทางหยางเจียอิ่ง“เข้าประเด็นสำคัญเถอะ!” “ก็ได้ ตอนนี้ขาดเงินทุน ทีมละครก็ไม่มีทีท่าว่าจะถ่ายทำต่อไปได้ แต่ว่าผ่านไปไม่กี่วันก็จะดีขึ้นแล้ว” หวังซินเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในทีมละครพูดให้หยางเจียอิ่งฟังหนึ่งรอบสำหรับตอนนี้ ในใจของหยางเจียอิ่งก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะเดินมาได้ถูกทาง แล้วยังสามารถได้เงินอีก แต่ในส่วนของทีมละครกลับเกิดปัญหาขึ้นมา“วางใจเถอะ เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้” หวังซินมองสีหน้าที่ใจหายของหยางเจียอิ่ง จึงได้ปลอบใจหยางเจียอิ่งไปรอบหนึ่ง หลังจากนั้นก็พูดกับหยางเจียอิ่งไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาเลิกเรียน ซึ่งนับว่าทั้งสองคนคุยกันได้ค่อนข้างถูกคอโดยครั้งนี้ไม่ได้ไปทบทวนบทเรียนที่บ้านของหยางเจียอิ่ง และหยางเจียอิ่งก็ไม่ได้เรียกให้หวังซินไป หวังซินจึงได้ตรงกลับบ้านในส่วนของทีมละครที่ขาดเงินทุนในครั้งนี้ สำหรับหวังซินแล้ว ก็มีข้อดีอยู่เล็กน้อย ขอแค่ตัวเองแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนที่ขาดนี้ไปได้ ก็จะสามารถถือลิขสิทธิ์ในนามของตัวเองได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ละครโทรทัศน์ได้ขายออกไป ตัวเองก็จะได้กำไรก้อนโตอย่างแน่นอน อีกทั้งเงินนี้ก็เกือบเรียกได้ว่าได้มาแบบไม่ต้องออกแรงเลย“พ่อครับ บ้านพักสวัสดิการพวกนั้นพวกพ่อยังไม่ได้เริ่มสร้างใช่ไหมครับ?” เมื่อกลับถึงบ้าน หวังซินในเวลานี้ก็เห็นหวังเป่าหลงที่ยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ จึงรีบถามพ่อไปในทันที“อยู่ระหว่างการเตรียมการแล้ว ทำไมเหรอ แกมีความคิดเห็นอื่นอีกงั้นเหรอ?” หลังจากวันตรุษจีนเป็นต้นมา หวังเป่าหลงก็พบว่าลูกชายมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งตอนนี้เรื่องที่สำคัญทั่วไป ก็ได้เอามาปรึกษากับลูกชายซึ่งก็เป็นประโยคเดียว ที่ตอนนี้หวังเป่าหลงไม่ได้มองหวังซินเป็นเด็กน้อยแล้ว“พ่อครับ คือแบบนี้นะครับ ในมือพ่อยังมีเงินทุนอยู่ใช่ไหม?ตอนนี้ทางด้านทีมละครเกิดปัญหานิดหน่อยครับ คนลงทุนขอถอนเงินทุนออกกะทันหัน ซึ่งตอนนี้ทีมละครไม่มีวิธีที่จะดำเนินการถ่ายทำในส่วนต่อไปครับ ก็เลยกำลังหาคนลงทุนไปทั่วเลย” หวังเป่าหลงขมวดคิ้ว ทางด้านทีมละครขาดเงินทุน ก็เท่ากับว่าบทละครนี้ไร้ค่าแล้ว โดยในตอนนี้หวังซินก็ยังถ่ายละครโทรทัศน์ แล้วถ้าจะยุติความฝันในการเป็นนักแสดงของหวังซินแบบนี้ จริง ๆ แล้วก็น่าสงสาร“ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็ ต้องลงทุนสองล้านหยวนครับ แล้วซื้อลิขสิทธิ์เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของ《Home With Kids》มีแต่จะได้กำไร ไม่ขาดทุนแน่ครับ” เมื่อหวังซินเห็นว่าพ่อไม่พูดไม่จา จึงเริ่มหว่านล้อมหวังเป่าหลงหวังเป่าหลงก็ลังเลแล้ว ถ้าลูกชายไม่ได้อยู่ในทีมละคร เขาก็จะต้องปฏิเสธแน่นอนการซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนี้ค่อนข้างเสี่ยงมาก อีกทั้งตอนนี้เงินทุนที่อยู่ในมือทั้งหมดก็ล้วนเอาไปลงทุนกับการสร้างบ้านพักสวัสดิการแล้ว ไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งสร้างบ้านพักสวัสดิการก็ไม่พอแล้วแค่เพราะว่าลูกชายอยู่ในทีมละคร ถ้าทางทีมละครรวบรวมเงินทุนไม่ได้ ก็จะทำให้ละครโทรทัศน์หยุดถ่ายกลางคัน ซึ่งสำหรับลูกชายแล้วก็เป็นการโจมตีที่หนักมากหวังเป่าหลงไม่อยากเห็นลูกชายที่เดินสู่ความล้มเหลว อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเรื่องที่ลูกชายทำครั้งแรกถึงแม้ว่าในตอนแรกที่หวังซินถ่ายละครตัวเองจะขัดขวางสารพัด แต่ในเมื่อตอนหลังเลือกที่จะสนับสนุนแล้ว ก็จะต้องสนับสนุนให้ถึงที่สุดแต่ว่า เงินทุนที่ขาดไปสองล้านหยวน ในความจริงแล้วจำนวนนี้ก็ถือว่าเยอะมาก ถ้าซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว ได้กำไรก็ดีไป แต่ถ้าขาดทุนขึ้นมา งั้นตัวเองจะต้องแบกรับคำครหานินทานี้เยอะแค่ไหนกัน?“ฉันซื้อลิขสิทธิ์นี้ในตอนนี้ไม่ได้” หวังเป่าหลงพิจารณาอยู่พักหนึ่ง จึงได้ให้คำตอบหวังซิน“พ่อครับ ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ผมกล้ารับประกันได้ว่าจะไม่ขาดทุนครับ ว่าแต่ทำไมถึงซื้อไม่ได้ละครับ?” หวังซินรู้ว่าในยุคหลังละครโทรทัศน์เรื่องนี้จะโด่งดังขนาดไหน ก็แค่ซื้อลิขสิทธิ์ไว้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเหลือต่อการพัฒนาในวันข้างหน้าของพ่อเป็นอย่างมาก ทำไมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ซื้อมาเลยล่ะ ?“ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่มีความเสี่ยง เงินจำนวนสองล้านหยวนเยอะเกินไป อีกทั้งในมือฉันเองก็เหลือเงินอยู่ไม่เท่าไหร่ ไม่พอซื้อลิขสิทธิ์นี้หรอก” หวังเป่าหลงส่ายหัว และปฏิเสธหวังซินเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์นี้ แม้ว่าหวังซินจะบอกว่าดีแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ ของสิ่งนี้ก็เหมือนกับหินพนัน จนกระทั่งความเสี่ยงนั้นเมื่อเทียบกับหินพนันแล้วยังมีมากกว่า ถ้าหากว่าซื้อบทละครมาแล้วถึงตอนนั้นขาดทุนล่ะก็ เงินทุนที่ขาดไปสองล้านหยวน หวังเป่าหลงเองเขาก็จะรับความเสี่ยงนี้ไว้ไม่ไหว“พ่อครับ……” หวังซินเห็นท่าทางที่พ่อปฏิเสธ จึงร้อนใจขึ้นมานี่อาจเป็นโอกาสที่จะมอบผลงานให้พ่อได้นะ แม้ว่าในเวลานั้นหลินชงจะพูดว่ามีแค่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ซื้อลิขสิทธิ์ได้ แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้เท่ากับว่าสถานีโทรทัศน์ลงทุนให้ทีมละคร เมื่อถึงเวลานั้นชื่อผู้ถ่ายทำก็จะเขียนว่าถ่ายทำร่วมกับสถานีโทรทัศน์ซีจิง เพียงแค่ละครโทรทัศน์ได้ออกอากาศ ก็จะได้รับผลสำเร็จ ซึ่งผลงานพวกนี้ก็จะเป็นของหวังเป่าหลง แล้วเงินสองล้านหยวนนั้นก็จะได้กำไรกลับมาแน่นอน ทำไมพ่อถึงไม่ตอบรับกันล่ะ?ไม่มีใครเข้าใจถึงระดับความโด่งดังของละครโทรทัศน์เรื่องนี้ในอนาคตได้ดีไปกว่าหวังซิน ซึ่งหวังซินก็จะไม่ยอมให้โอกาสแบบนี้หลุดไปจากมือของตัวเองเช่นกัน“ยังมีอีกหลายเรื่องที่แกยังไม่ได้คิดไม่ถึง เรื่องพวกนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนที่แกจินตนาการไว้ขนาดนั้นหรอกนะ” หวังเป่าหลงได้มองใบหน้าที่ร้อนรนของลูกชาย จึงถอนหายใจออกมา แล้วพูดว่า: “เรื่องซื้อบทละครที่เสี่ยงสูงเกินไป คนที่ผ่านประสบการณ์มาไม่รู้เท่าไหร่ซื้อบทละครก็ล้วนประสบความล้มเหลวในด้านนี้ ซึ่งผลดีผลเสียของละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าแกรู้สึกว่าดี ก็จะสามารถดังขึ้นมาได้ หลาย ๆ ด้านในนั้นก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกเยอะมาก โดยที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทีของผู้ชม ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ฉันจะเห็นว่าดีคนเดียวไม่ได้ ยังต้องดูความคิดเห็นของผู้ชมอีกด้วย” เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ปฏิเสธออกมาของพ่อ หวังซินจึงถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง หลาย ๆ ด้านที่พ่อพิจารณาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ก็แค่ให้มองดูโอกาสที่จะหาผลงานหาผลกำไรที่จะหลุดไปแบบนี้ หวังซินก็ไม่ยินยอม“พ่อครับ ละครโทรทัศน์ในครั้งนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นนะครับ เป็นผู้บุกเบิกละครโทรทัศน์ซิทคอมในสตูดิโอ ซึ่งที่สำคัญโครงเรื่องก็ได้แสดงถึงความอบอุ่นของครอบครัว การมีแนวเรื่องที่แปลกใหม่ที่กลับใกล้ชิดกับการใช้ชีวิต จึงเชื่อว่ามีคนจำนวนมากยินยอมที่จะดู” หวังซินอยากจะพูดโน้มน้าวต่อไปเขาไม่สามารถที่จะเอาเรื่องราวที่ตัวเองเคยประสบมาจากโลกยุคหลังพูดออกมาได้ แค่ถ้าจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป ก็กลับทำให้หวังซินรู้สึกเป็นกังวล“ฉันเข้าใจความคิดของแก ว่าบางทีละครโทรทัศน์เรื่องนี้อาจจะโด่งดังมาก แต่ว่าตอนนี้สถานีเคเบิลก็ไม่ได้มีเงิน เงินก้อนนั้นที่เหลือจากการจัดการวัสดุอุปกรณ์ ก็ยังต้องใช้สร้างบ้านพักสวัสดิการอยู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างบ้านพัก แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่สามารถไปแตะต้องได้” ท่าทางของหวังเป่าหลงเด็ดเดี่ยวมาก เมื่อเห็นว่าหวังซินยังจะพูดอีก จึงได้พูดไปว่า: “แม้ว่าเงินตรงนี้จะแตะต้องได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถหยิบออกมาได้ ใช้หลักเกณฑ์การตัดสินที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเอาเงินของส่วนกลางนี้ออกมาลงทุนถ่ายละครโทรทัศน์ แล้วซื้อลิขสิทธิ์ไว้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ นี่ก็เป็นการเอาเงินกงอกลางมาใช้ในเรื่องส่วนตัวแล้วล่ะ ซึ่งปัญหาในเรื่องหลักการ ฉันเองก็ไม่สามารถรับปากกับแกได้” หวังซินหมดหนทางแล้ว เดิมทีจะมาเอาผลงานให้กับพ่อ ซึ่งโอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่กลับถูกหวังเป่าหลงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดถ้าเป็นโลกยุคหลัง การมีโอกาสแบบนี้ที่สถานีโทรทัศน์อื่นก็คงจะคว้าไปนานแล้ว แล้วยังจะต้องลังเลอีกงั้นเหรอ?แต่การที่ยุคสมัยแตกต่างกัน สิ่งที่ใช้ในการพิจารณาก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งหวังซินก็สามารถเข้าใจได้ทางฝั่งพ่อนี้ก็มาร่วมลงทุนไม่ได้ นี่จึงทำให้หวังซินรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย“เรื่องนี้แกไม่ต้องไปสนใจแล้ว เรื่องลิขสิทธิ์เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์อะไรนั่น ก็ให้ทางหลินชงไปเจรจาเถอะ เธอเป็นผู้กำกับ เป็นคนรับผิดชอบทีมละคร เรื่องที่ขาดเงินทุน เธอก็ต้องรีบร้อนยิ่งกว่าใครอยู่แล้ว อีกทั้งอาศัยความสัมพันธ์ที่เธอสะสมในช่วงหลายปีมานี้ การหาเงินสองล้านหยวนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แกอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย” เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ก็ยังจ้องไปที่หวังซินอีกครู่หนึ่งนี่จึงทำให้หวังซินพูดไม่ออก และคาดไม่ถึงว่าพ่อก็ยังจะให้ตัวเองเลิกยุ่งเรื่องนี้อีกนี่เป็นไปได้ยังไงกัน ลิขสิทธิ์เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์และการเป็นลูกศิษย์ของหลินชง นี่ก็ล้วนเป็นเงื่อนไขที่เย้ายั่วมากเป็นพิเศษ โอกาสก็ได้มาอยู่ตรงหน้าของตัวเองแล้ว ละทำไมตัวเองถึงจะไม่คว้ามันไว้กันล่ะ?เอาล่ะ ถึงยังไงพ่อก็ไม่ตอบรับแล้ว คาดว่าถ้าพูดต่ออีก ก็คงจะมีแต่จะอบรมตัวเองอีกเป็นแน่หวังซินจึงถือโอกาสไม่พูดเรื่องนี้กับพ่ออีก แล้วกลับมาคิดหาวิธีต่อไปที่ห้องของตัวเองหลังจากที่หวังเป่าหลงเห็นว่าหวังซินไปแล้วจึงส่ายหัวเบา ๆ และพูดกับตัวเองว่า: “อายุก็ยังน้อยเกินไป ทำเรื่องอะไรก็ไม่ได้คิดให้รอบคอบ เรื่องที่สำคัญขนาดนี้เมื่อมาอยู่ในปากเขาก็คาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปได้” หวังซินไม่ได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของหวังเป่าหลงที่มีต่อตัวเอง ซึ่งถ้าเรื่องนี้เปลี่ยนเป็นเรื่องของคนอื่น แล้วทางพ่อไม่ตอบรับ ก็จะต้องหมดหนทางแน่นอนแต่หวังซินกลับไม่คิดแบบนั้น ซึ่งที่มาขอความช่วยเหลือจากทางหวังเป่าหลงนี้ สิ่งสำคัญก็คือเพื่อช่วยเหลือพ่อสักครั้ง แต่เมื่อพ่อไม่ยอมรับ ก็ยังมีวิธีอื่นอีกซึ่งในโลกยุคหลัง ในละครโทรทัศน์หนึ่งเรื่องก็ล้วนเต็มไปด้วยโฆษณา ที่ทำให้คนดูมองไม่ออก ที่ตัวเองสามารถเริ่มลงมือได้จากการโฆษณา...