จวนสกุลเสียนโดยปกติจะตั้งโต้ะในราวปลายยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) หากแต่วันนี้เสียนฟ่างอยู่ในห้องหนังสือกับบิดาจนเข้ายามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) หลิวฮูหยินจึงให้บ่าวคอยอุ่นอาหารไว้รอ หากเลยยามโหย่วแล้วทั้งสองพ่อลูกยังสนทนาไม่เสร็จสิ้นตั้งใจว่าจะยกสำรับไปให้นายหญิงผู้เฒ่าได้รับประทานก่อน
เสียนเซิ่งลี่ให้ตั้งโต้ะที่โถงใหญ่ ตั้งเก้าอี้ล้อมโต้ะกลมไว้เพียงหกตัว นายหญิงผู้เฒ่านั่งลงก่อน ด้านซ้ายขวาประกบด้วยเสียนเซิ่งลี่กับหลิวฮูหยิน เก้าอี้เหลือเพียงสามตัวเสียนฟ่างไม่อาจดื้อด้านบังคับให้เสียนเฉิงนั่งเก้าอี้ตัวกลางจึงจำเป็ต้องนั่งลงข้างบิดา
เซียถิงจึงนั่งที่เก้าอี้ตัวกลางถัดจากเสียนฟ่างออกมา ผู้อื่นย่อมไม่ทราบว่าการนั่งเก้าอี้เพียงเท่านี้เสียนฟ่างลอบคิดแผนการไปหลายตลบ สุดท้ายยังคงหลบหนีไม่พ้น
สายตาทุกคู่มองไปที่นายหญิงผู้เฒ่า เห็นนางหยิบตะเกียบคีบเนื้อผัดผักกาดขาวใส่ในชามข้าวแล้วจึงลงมือรับประทาน อาหารในมื้อนี้มี น้ำแกงสอง ผัดผักสอง จานเนื้อสอง เป็ดและไก่อย่างละหนึ่ง คนในจวนสกุลเสียนรับประทานข้าวพร้อมกันในมื้อเย็นเท่านั้น กับข้าวที่จัดทำให้เรือนของอนุก็ไม่แตกต่างไปจากเรือนใหญ่ แต่อนุของเสียนเซิ่งลี่หากมิใช่มีเทศกาลสำคัญเพียงรับประทานในเรือนของตัวเอง ไม่ออกมายุ่งวุ่นวายที่ภายนอก หลิวฮูหยินปกครองอนุของสามีอย่างมีเมตตา เทศกาลต่าง ๆ มีเงินทองใส่ซองแดงมอบให้ ลูกของอนุมีความเป็อยู่ไม่ต่างจากลูกของนางมากนัก ทำให้หลังบ้านของเสียนเซิ่งลี่สงบสุขเป็อย่างยิ่ง
“แม่ทัพเซีย เป็ดกรอบของจงตูรสชาติดียิ่ง วิธีการทำยิ่งไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงคนจงตูช่างสรรหาวิธีการกินพิสดารได้ถึงเพียงนี้” เสียนเซิ่งลี่ใช้ตะเกียบคีบเป็ดที่ถูกแล่ทั้งเนื้อหนัง จากนั้นห่อด้วยแผ่นแป้งใส่ต้นหอมตามด้วยแตงกวา ราดด้วยน้ำราดสีน้ำตาลเข้มรสชาติออกเค็มหวานให้กับมารดาก่อนจากนั้นจึงทำให้ตัวเอง
นี่คือเป็ดเป่ย์จิง (เป็ดปักกิ่ง) ที่เสียนฟ่างสอนให้พ่อครัวที่จวนสกุลเสียนทำขึ้นมา โดยบอกว่าที่จงตูเรียกว่าเป็ดกรอบ เมืองจงตูยังไม่ได้เปลี่ยนเป็ชื่อเป่ย์จิงจนกระทั่งสมัยราชวงศ์ซ่ง ส่วนเป็ดเป่ย์จิงมีมาเมื่อใดเสียนฟ่างจำไม่ได้ ดังนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็ดเป่ย์จิงจึงตั้งชื่อส่งเดชไปว่าเป็ดกรอบ
อาหารที่ทำด้วยเป็ดไก่มีในแผ่นดินจีนมาอย่างยาวนานแล้ว แต่อย่างมากทำเป็น้ำแกงหรือต้มพะโล้ การย่างจนหนังเหลืองกรอบมีในบางพื้นที่ หากแต่ย่างจนกรอบไปทั้งหนังรวมถึงวิธีการกินแบบนี้ยังต้องอีกหลายร้อยปีให้หลัง เซียถิงย่อมไม่เคยเห็นมาก่อน
“ข้าทำให้” เสียนฟ่างไม่รอให้ถูกถาม รีบคีบเป็ดห่อแป้งส่งไปในชามของเซียถิง จากนั้นตักน้ำแกงสีออกเขียวจาง ๆ ใส่ถ้วยส่งให้กับเซียถิงที่ลอบอมยิ้มน้อย ๆ เป็ดถูกส่งเข้าปากรสชาติหวานหอมของน้ำราด เนื้อเป็ดหนังกรอบเข้ากันได้ดีกับต้นหอมและแตงกวา จากนั้นขณะที่กำลังจะตักน้ำแกงที่เสียนฟ่างตักให้เพื่อลองชิมดู สีน้ำแกงดูไม่คุ้นเคยส่งกลิ่นคล้ายสุมนไพร เห็นเสียนเซิ่งลี่ซดกินไป หน้าแดงก่ำท่าทางเอร็ดอร่อยยิ่ง
น้ำแกงชามนี้ความจริงใส่ฮวาเจียว (พริกซื่อชวน - เสฉวน) ลงไปด้วยให้รสชาติเผ็ดชา ผู้ที่ไม่เคยกินมาก่อนอาจพบความลำบากอยู่บ้าง ฮวาเจียวเป็พืชสมุนไพรนิยมใช้ในตำรับยาเพื่อแก้อาการไข้ ขับลมรวมถึงแก้โรคิับางประเภท ในสมัยถังตอนต้นคนยังไม่รู้จักว่าสามารถนำมาปรุงอาหารได้ เสียนฟ่างคิดถึงอาหารรสเผ็ด แต่สมัยนี้พริกจริง ๆ ยังไม่มีในแผ่นดินจีน พริกไทยเครื่องเทศก็ยังไม่เข้ามาจนกระทั่งสมัยราชวงศ์หยวน จนจำได้ว่าในตำรายาที่เคยศึกษามีสมุนไพร เรียกว่าฮวาเจียวจึงนำมาทดลองชิมดูพบว่าเป็ฮวาเจียวเดียวกันกับที่ใช้ปรุงเป็อาหารได้ จึงทดลองเป็ทำเป็น้ำแกง คนในจวนสกุลเสียนตอนแรกที่ลองชิมต่างก็ร้องโอดโอย กินจนเหงื่อออกท่วมตัว แต่พอคุ้นเคยยิ่งกินยิ่งไม่อาจหยุดได้
เซียถิงไม่ทันคิดมาก รสชาติเผ็ดชายังไม่มีในอาหารจีน พอตักน้ำแกงคำแรกเข้าปากรู้สึกหอมน้ำมันที่ลอยอยู่ในน้ำแกง จากนั้นความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ก็เกาะกุมที่ลิ้น ไปถึงกระพุ้งแก้มลามลงไปในคอ ต้องสำลักน้ำแกงออกมาคำหนึ่ง
“ท่านพี่ ไม่ได้กินน้ำแกงของจงตูมานานคงลืมไปว่าต้องค่อย ๆ ชิมดู” เสียนฟ่างกลั้นยิ้มแทบตายขณะที่ช่วยใช้ผ้าสะอาดเช็ดตามปากและข้อมือที่เลอะไปด้วยน้ำแกงของเซียถิง
นอกจากเสียนเซิ่งลี่แล้วคนอื่นที่ร่วมโต้ะย่อมมองเห็นว่า สามีภรรยาคู่นี้รักใคร่เอาใจใส่กันดียิ่งไม่คล้ายคำร่ำลือจากภายนอกที่เคยได้ยินมา ท่านย่าของเสียนฟ่างเห็นภาพนี้ยิ่งปลื้มใจเห็นว่าภรรยาก็เอาใจใส่ สามียิ่งสุภาพอ่อนโยนเหมาะสมกันยิ่งนัก
มื้ออาหารที่จวนสกุลเสียนใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม (ราวหนึ่งชั่วโมง) เซียถิงกินข้าวไปได้ไม่ถึงสามคำเป็ดเพียงหนึ่งคำ หลังจากดื่มน้ำแกงรสชาติประหลาดเข้าไป ลิ้นก็ชาไปทั้งปากไม่อาจรับรู้รสอาหารอื่นได้อีก
เสียนเซิ่งลี่ออกมาส่งบุตรชายกับเซียถิงที่หน้าจวน รถม้าของจวนสกุลเซียจอดรอไว้ที่ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย
“พี่ใหญ่ เมื่อไรท่านจะกลับมาบ้านอีก” เสียนเฉิงแอบอยู่ด้านหลังบิดา โผล่หน้าออกมากล่าวถาม ั้แ่เสียนฟ่างแต่งออกไปเสียนเฉิงก็ขาดเพื่อนเล่น ต่อให้เสียนฟ่างกลั่นแกล้งตัวเองอยู่บ้าง หากแต่มีเพื่อนเล่นคลายเหงายังดีกว่าร่ำเรียนหนังสือทั้งคืนวัน ลูกอนุของเสียนเซิ่งลี่ก็มีแต่ธิดา บ่าวที่คอยติดตามรับใช้ก็ไม่กล้าเล่นกับเสียนเฉิงเหมือนกับเสียนฟ่าง
“ข้าจะแวะมาบ่อย ๆ เ้าอยู่บ้านก็อย่ามัวแต่เล่นซน”
“ท่านพ่อตา” เซียถิงกล่าวร่ำลาแล้วเดินนำหน้าเสียนฟ่างไปที่รถม้า แหวกม่านให้เสียนฟ่างขึ้นไปก่อน จากนั้นจึงติดตามเข้ามาด้านใน รถม้าค่อย ๆ ออกจากจวนสกุลเสียนมุ่งหน้ากลับไปที่จวนแม่ทัพเซีย
เสียนฟ่างนั่งอยู่ด้านหนึ่งหันหน้าออกด้านนอก เปิดม่านหน้าต่างทำทีเป็สนใจต่อทิวทัศน์ภายนอก เซียถิงนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งในใจมีคำถามอยู่เต็มอก หากแต่ไม่รู้จะเริ่มจากที่ใด เสียนฟ่างใน่หลายวันนี้ทำให้เซียถิงประหลาดใจอยู่หลายครา
“ไม่ยักรู้ว่า เ้านอกจากจะรู้เื่การแพทย์แล้ว ยังเก่งกาจเื่การทำอาหาร อาหารจงตูของเ้า ข้ากลับไม่เคยลิ้มรสมาก่อน”
“ท่านก็ทราบว่านั่นไม่ใช่อาหารจงตู ข้าอยู่ที่จวนไม่มีอะไรทำ มีเวลาว่างก็เลยหาทำอาหารแปลกประหลาดขึ้นมาดู หากบอกว่าข้าคิดขึ้นมาเอง คงไม่มีใครกล้าชิมดู ได้แต่อาศัยบารมีท่านหลอกลวงคน ท่านไม่พอใจเื่นี้?”
“เหตุใดไม่สอนให้คนครัวที่จวน “ของเรา” ทำขึ้นมาบ้าง หากวันนี้ไม่แวะมารับเ้า คงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองแล้วกระมั่ง”
ข้าจะหย่ากับท่านอยู่แล้วยังจะมาจวนของเราทำอะไร เสียนฟ่างคิดในใจแต่ปากก็ยังกล่าว “ถ้าท่านไม่กลัวว่าจะเหมือนอย่างน้ำแกงวันนี้ ข้าจะให้อาเจียงไปช่วยสอนที่ครัวใหญ่”
“อืม..” เซียถิงกล่าวแค่คำเดียวก็หลับตาลงเหมือนไม่อยากสนทนาต่อ ความจริงแล้วเซียถิงแค่หิวข้าวเท่านั้น หลังจากซดน้ำแกงเข้าไปแค่คำเดียว หลังจากนั้นก็กินอะไรไม่ได้อีกเลย ได้แต่นั่งดูผู้อื่นรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยเพียงอย่างเดียว
ในใจเสียนฟ่างกลับคิดว่า ท่านคุยกับข้าแค่นี้ แล้วเื่หย่าเล่า ที่กลับไปจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ว่าจะไปคุยเื่นี้หรอกหรือ “เออ...ท่านพี่ แล้วเื่ที่...เออ ที่เราคุยกันวันนี้ ท่านกลับไปที่จวนใหญ่ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
เซียถิงลืมตาขึ้นมากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าอยู่บ้าง “เื่นี้ ท่านพ่อ้าให้ไทเฮาเป็ผู้ทูลต่อฮ่องเต้ก่อน เ้าก็ทราบว่าการแต่งงานของเราสอง ฮ่องเต้ทรงเป็ผู้หมั้นหมาย คาดว่าเจิ้นหนานโหวก็คงคิดเห็นเช่นเดียวกัน”
เสียนเซิ่งลี่เคยบอกต่อเสียนฟ่างเช่นนี้จริง ในตอนนั้นเสียนฟ่างไม่เชื่อว่าการหย่าของตัวเองจะยุ่งยากถึงเพียงนี้ ได้ยินที่บิดากล่าวก็ผ่านหูไปไม่ได้จดจำใส่ใจ ครานี้ได้ยินว่าเซียจื่อโจวก็ยังกล่าวเช่นเดียวกัน เื่นี้แสดงว่าไม่ง่ายดายอย่างที่ใจคิดเสียแล้ว
“แล้วไทเฮาจะเสด็จกลับมาเมื่อใด”
“เ้าร้อนใจถึงเพียงนี้ ไทเฮาเสด็จไปเฝ้าสุสานหลวงได้เกือบปี ยังไม่แน่ว่าจะเสด็จกลับมาในเร็ววัน หากทรงประทับอยู่อีกสามปีห้าปีแม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจทรงทำอย่างไรได้” เซียถิงอมยิ้มน้อย ๆ เหมือนรอดูว่าเสียนฟ่างจะทำเช่นไร เซียถิงผู้นี้ต่อหน้าคนอื่นภายนอกดูเ็าเคร่งขรึม คิดไม่ถึงยามอยู่ด้วยกันสองต่อสอง กลับเล่นลิ้นคารมขึ้นมาเสียได้
เสียนฟ่างรู้จักเซียถิงจากการเฝ้ามองในที่ไกล ก่อนแต่งงานเคยพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง หลังจากแต่งงานแล้วมีเวลาอยู่ด้วยกันไม่ถึงสามเดือน หาเวลาพูดคุยกันได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เซียถิงกลับมาคราวนี้ วันนี้เพิ่งจะได้คุยกัน ซ้ำยังดูเหมือนการพูดจาในวันเดียวนี้ ยังมากกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียอีก
“เหอะ เื่นี้ท่านต่างหากที่ต้องลำบากกว่าข้า ท่านไม่อยากแต่งกับข้าอยู่แล้ว ยิ่งปล่อยนานไปท่านต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายร้อนใจ” เสียนฟ่างย่อมเข้าใจเช่นนี้ เซียถิงไม่ชมชอบบุรุษ คืนแต่งงานไม่ยอมเข้าหอ หลังแต่งงานทิ้งภรรยาออกไปชายแดนจนเกือบปี ผู้ที่ต้องร้อนใจ้าหย่าสมควรเป็เซียถิงมิใช่เสียนฟ่าง
“เอาเถอะ เอาไว้ข้าจะสอบถามข่าวคราวจากท่านพ่อดู” เซียถิงกล่าว
รถม้าใช้เวลาไม่นานก็ถึงจวนแม่ทัพ ม่านประตูถูกเปิดออก อาเป่า บ่าวของเสียนฟ่างยืนรอรับอยู่ที่ด้านนอก เสียนฟ่างไม่รอช้าก้าวลงจากรถม้า เดินนำหน้าอาเป่ากลับไปที่เรือนของตัวเองในทันที