บทที่ 10
เตรียมตัว เตรียมใจ
ยามจื่อ (23.00-24.59 น.) ถนนซีอันแคว้นเยี่ยน ห้องลับภายในหอหรงฮวาชายหนุ่มั์ตาโศก ใบหน้าคมเข้ม คิ้วกระบี่กำลังนั่งมองเอกสารข้อมูลด้วยรอยยิ้มประหลาดราวกับมีแผนการในใจเนื้อหาเหล่านี้เป็ข้อมูลของสตรีแต่ละนางรวมถึงภาพเหมือน
ทุกภาพต่างเป็คุณหนูสูงศักดิ์มีความรู้ความสามารถ หน้าตาเป็เลิศที่สำคัญพวกนางเป็บุตรสาวของผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวงได้ถูกนำมาวางต่อหน้าชายหนุ่มให้เลือกสรรได้ตามใจและหญิงสาวหนึ่งในนั้นที่ถูกเลือกจะเป็ชายาของเขาหรือชายารัชทายาทแคว้นเยี่ยน
ครั้งนี้ไม่อาจเลี่ยงได้อีกเมื่อปีนี้เขาอายุยี่สิบปี เป็ชายหนุ่มวัยสวมกวานควรที่จะมีคู่ครองหากผลัดไปอีกพวกขุนนางที่มีบุตรสาวถึงวัยออกเรือนจะร้อนใจแทนเขาจนกระอักเืร่วมมือกันรบเร้าฮ่องเต้ไม่หยุดหย่อน สุดท้ายที่สุดเื่ร้อนไปถึงฮองเฮาจนพระนางต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสมทั้งหมดแล้วส่งมาให้เขาเลือกอีกที ซึ่งสิ่งนั้นก็วางอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
พวกตาเฒ่านั่นรีบร้อนแต่เขาไม่รีบร้อนน่ะสิ...
อยากแกล้งพวกขุนนางเ่าั้ให้ร้อนใจจนตาย เขาจะแต่งชายาเมื่อใดไม่ใช่ปัญหาเพราะถึงอย่างไรผู้สืบทอดราชบัลลังก์ก็ยังเป็เขาอยู่ดีเหตุที่มั่นใจมันไม่ใช่เพราะตำแหน่งรัชทายาท แต่เป็เพราะในบรรดาองค์ชายทั้งหมดเยี่ยนเฟยหรงเป็ผู้ที่มีความสามารถและเป็ที่ไว้วางใจของอู่จงฮ่องเต้มากที่สุดในบรรดาพี่น้อง
ไม่ใช่เขามั่นใจในตัวเองสูงไปเมื่อลองพิจารณาจากพี่น้องที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ซึ่งสามารถต่อกรกับเขาได้แทบไม่มี
องค์ชายสามเยี่ยนเฟยเทียนบุตรหูกุ้ยเฟยเป็คนเย่อหยิ่งอวดเก่ง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ทั้งยังเป็คนอารมณ์ร้อนเป็ผู้ที่ฮ่องเต้ไม่แม้อยากเสวนา
ส่วนองค์ชายสี่บุตรชายโจวเต๋อเฟยที่ดูจะมีความสามารถแย่งชิงบัลลังก์กับเขาได้มากที่สุดออกจากวังไปทำศึกที่ชายแดนั้แ่อายุสิบห้าจนตอนนี้อายุสิบแปดปีถึงได้กลับเมืองหลวงเขาเป็พวกรักสันโดษตรงไปตรงมาเคยออกปากสละสิทธิ์ในการครองบัลลังก์กับฮ่องเต้หนหนึ่งแล้วหนีไปชายแดนนานถึงห้า ถือเป็ผู้ที่เยี่ยนเฟยหรงเตือนตนว่าห้ามประมาทเด็ดขาด
และอีกคนคือองค์ชายหกเยี่ยนเฟยิเกิดจากเหม่ย เหรินผู้หนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้วไม่มีตระกูลหนุนหลัง แต่กลับมีความสามารถไม่เบา และเป็พวกทะเยอทะยานทว่าการแย่งชิงบัลลังก์ก็ใช่เื่ที่เขาจะทำได้ง่าย ๆเขาจึงเป็คนหนึ่งที่ต้องหาผลประโยชน์จากการแต่งงานมากที่สุด
สรุปองค์ชายที่กล่าวมาทั้งหมดยังไม่แต่งชายาต้องรอให้รัชทายาทแต่งก่อนพวกเขาจึงแต่งได้นี่เป็ธรรมเนียมที่มีมาั้แ่บรรพบุรุษของเชื้อพระวงศ์แคว้นเยี่ยนมันเอื้อประโยชน์ต่อเยี่ยนเฟยหรงมากทีเดียว
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะเร่งรีบรอดูท่าทีแต่ละฝ่ายก่อนส่วนหญิงสาวที่จะต้องเลือกให้มายืนเคียงข้างก็ต้องคิดให้มากหากพลาดผลประโยชน์อาจตกไปอยู่ในมือคู่แข่งได้
"เสด็จแม่ได้กำชับอะไรหรือไม่"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะเพียงเอ่ยว่าให้พระองค์ตัดสินใจเลือกให้ดีพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้าไปเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เยี่ยนเฟยหรงตอบรับ แล้วองครักษ์ทำความเคารพแล้วจากไปสายตาเขาจ้องมองภาพเหมือนสตรีทั้งสี่ภาพ นิ่งครุ่นคิดถึงผลได้ผลเสีย
ภาพแรกบุตรสาวเว่ยชงเสนาบดีสำนักราชเลขา เว่ยเจียวจู อายุสิบหกปีสกุลเดิมของฮองเฮาหรือลูกพี่ลูกน้องของเขา รู้จักกันมาั้แ่เด็กนางมักค่อยตามเกาะแกะทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เมื่อเจอนางเขาต้องหลีกหนีไปให้ไกลแม้นางจะเป็สาวงาม
ทั้งความสามารถมิได้แย่แต่นิสัยเอาแต่ใจ ริษยา ใจร้อน ไม่คิดหน้าคิดหลัง อีกทั้งยังค่อนข้างโง่เขลาแถมลูกหลานตระกูลเว่ยรุ่นนี้ไม่มีดีสักคน ไม่เห็นว่าอนาคตเขาจะใช้งานอันใดได้มองไปเจอแต่ปัญหา
ฉะนั้นแล้วเว่ยเจียวจูนางจึงเป็สตรีที่ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกั้แ่แรกส่วนฮองเฮาก็ไม่ได้กำชับอะไรพิเศษแสดงว่าพระนางต้องเห็นในจุดนี้เหมือนกัน
ภาพที่สองบุตรสาวคนโตของซย่าเว่ยถิงเสนาบดีสำนักตรวจตรา ซย่าเหมยจิงปีนี้อายุสิบหกปี นางมีพร้อมทั้งหน้าตา ความสามารถและฐานะ คนในตระกูลก็มีหลายคนที่มีความสามารถไม่น้อยนางเป็ตัวเลือกแรกที่เขาคิดไว้ แต่ทว่าติดตรงนิสัยเ็าไปหน่อยทั้งไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สหายมีน้อยจนมือข้างเดียวยังนับได้นางมีเพียงผู้เดียวที่เป็สหายและยังคบหากันจนถึงปัจจุบันเห็นจะมีแต่ หลี่หว่านเอ๋อร์บุตรสาวอัครมหาเสนาบดีผู้นั้น
ส่วนภาพที่สามบุตรสาวคนเล็กแม่ทัพลู่จื่อสิงนามว่าลู่เจิน อายุสิบเจ็ดปี เป็หญิงสาวที่ชมชอบการขี่ม้า ถือหอก จับกระบี่เรียนวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก แตกต่างจากคุณหนูทั่วไป นิสัยเป็คนเปิดเผย ตรงไปตรงมารักความยุติธรรม ส่วนรูปร่างร่างหน้าตาเมื่อเทียบกับสตรีอีกสามภาพที่ถูกส่งมาถือว่ายังด้อยกว่ามาก แต่ก็เป็คนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
ภาพสุดท้ายมู่หรงเหลียนอวี้หญิงสาวจากตระกูลมู่หรงขุนนางเก่าเรืองอำนาจ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ในราชสำนักทว่าเส้นสายที่สะสมมากว่าร้อยปีไม่ใช่เล่นหญิงสาวผู้นี้มีพร้อมหน้าตาและความสามารถเมื่อไม่นานมานี้ในชุมนุมบุปผานางก็เพิ่งคว้าอันดับหนึ่งด้านฉิน และการวาดภาพนอกจากนี้ยังมีความรู้เื่การรักษาอีกด้วย นางจึงเป็ตัวเลือกที่ดี
แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือนางเป็บุตรสาวสายรองบิดาเป็นายอำเภอเล็กๆ แถบชายแดน ถ้าหากอยากแย่งชิงตำแหน่งชายารัชทายาทต้องให้จิ้งหนานโหว มู่หรงจิ้ง รับเป็บุตรบุญธรรมเสียก่อน
ั้แ่มู่หรงเหลียนอวี้มาถึงเมืองหลวงจนถึงปัจจุบันในจวนจิ้งหนานโหวนางมีสถานะเป็เพียงลูกพี่ลูกน้องที่อาศัยอยู่ในจวนเพียงแค่นั้นท่านโหวท่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะรับนางเข้าตระกูลหลัก แม้จะมีข่าวลือออกมา
สตรีนางนี้เขาค่อนข้างสนใจจึงอยากรู้ว่านางจะไปได้ไกลแค่ไหนจากบุตรสาวนายอำเภอธรรมดาจะไต่สู่ตำแหน่งชายารัชทายาทได้หรือไม่
เขาคงต้องเพิ่มโอกาสให้นางสักเล็กน้อย
เยี่ยนเฟยหรงกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อนึกเื่สนุกๆ เขาพับเก็บภาพเหมือนของสตรีทั้งสี่อย่างเรียบร้อย ก่อนจะขมวดคิ้วน้อย ๆเมื่อนึกถึงบางอย่างว่าไม่ถูกต้อง
"จิ้งถูเหตุใดจึงไม่มีภาพเหมือนของบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีเล่า"
"ได้ยินมาว่าใต้เท้าหลี่ระบุลงในหนังสือข้อมูลของบุตรสาวที่ส่งมายังราชวังว่านางมีสุขภาพย่ำแย่แทบลุกจากเตียงไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงถูกคัดออกของพ่ะย่ะค่ะ"
"ย่ำแย่...หึ"เยี่ยนเฟยหรงเลิกคิ้วยิ้มเ้าเล่ห์ นึกถึงเหตุการณ์ไม่กี่เดือนก่อน
"แล้วหญิงสาวจากตระกูลใดกันที่สามารถใช้องครักษ์จวนหลี่ได้ออกมาเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ มองไม่ออกเลยว่าร่างกายย่ำแย่"
จิ้งถูองครักษ์คนสนิทยืนนิ่งเงียบหวนนึกเหตุการณ์ไม่กี่เดือนก่อน องค์รัชทายาทปิดชั้นสามของหอหรงฮวาเพื่อเลี้ยงสังสรรค์พูดคุยกับเหล่าคุณชายตระกูลดังทั้งหลายมองบรรยากาศบนถนนพบเห็นขบวนองครักษ์จวนอัครมหาเสนาบดีหลี่ซึ่งกำลังคุมกันสตรีผู้หนึ่งมุ่งหน้ามายังหอหรงฮวาที่เป็หนึ่งในกิจการของเขาเมื่อรัชทายาทเห็นเข้าจึงเกิดความสนใจ รับสั่งให้เขาไปเชิญนางมาร่วมโต๊ะทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธแล้วเดินจากไป
ภายหลังเมื่อตามสืบจึงรู้ว่านางคือบุตรสาวคนเดียวของหลี่เหวินกวง เป็หญิงสาวที่ทราบชื่อ แต่ไม่เคยพบหน้าเนื่องจากนางถูกเก็บซ่อนอย่างดีไว้ในจวน แทบไม่ค่อยไปงานเลี้ยงสังสรรค์ใด
"ตาเฒ่าจิ้งจอกเ้าเล่ห์คิดจะเมินข้าหรือ"
จิ้งถูเหลือบมองรอยยิ้มชั่วร้ายของนายเหนือหัวลอบคิดในใจว่า 'ใต้เท้าหลี่ได้ชื่อว่ารักใคร่บุตรสาวเป็อย่างมากเหตุใดเขาจะต้องส่งบุตรสาวที่รักให้คนเช่นท่านด้วยเล่าในเมื่อเขาก็รู้ท่าแท้ของท่าน' ภายนอกนิ่งรอรับคำสั่ง
"ทำอย่างไรดีนะหากอยากให้บุตรสาวของตาเฒ่านั่นเข้าร่วมแย่งชิงตำแหน่งชายารัชทายาทจะทำอย่างไรดีโดยที่เขาโกรธข้าไม่ได้..." ยิ่งมารอยยิ้มเยี่ยนเฟยหรงยิ่งชัดขึ้นทั้งยังดูสนุกสนาน
"จิ้งถูเ้าตามสืบดูสิว่าหลี่เหวินกวงคิดจะทำอะไร...อ่อแล้วก็สืบเื่มู่หรงเหลียนอวี้ด้วยล่ะ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
หลายวันต่อมา วัดสุยเสวียนนอกเมืองตั้งอยู่บนูเาสูงต้องเดินขึ้นบันไดหินใช้เวลาเกือบหนึ่งก้านธูป[1] ยังดีที่บรรยากาศโดยรอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เขียวชอุ่มจึงทำอากาศในฤดูร้อนไม่ได้ร้อนเกินรับมือแม้จะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าอยู่บ้าง นั่นก็ไม่ใช่เื่ใหญ่
วัดสุยเสวียนแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากมือผู้คนต่างขึ้นมาขอพรกราบไหว้ไม่ขาดสายวันนี้หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็เป็หนึ่งในนั้น
ตอนเช้าของวันนี้ยังไม่พ้นยามเฉิน(07.00-08.59 น.)หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ถูกซย่าเหมยจิงจับแต่งตัวลากขึ้นรถม้ามาไหว้พระที่วัดแห่งนี้เวลานั้นนางยังไม่ทันตื่นเต็มตาเสียด้วยซ้ำตอนนี้นางจึงแอบปิดปากหาวอยู่ข้างกายสหายตัวต้นเื่
"หว่านเอ๋อร์เ้าขี้เซาเสียจริง"
ซย่าเหมยจิงเอ่ยขึ้นเมื่อเดินถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วหันไปมองสหายก็พบว่านางเกาะแขนพิงไหล่สาวใช้คนคนสนิทนามว่าหลินลั่วจากที่ปกติใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ[2]ก็ถึงแต่พวกนางใช้เกือบสองเค่อ นางยิ้มอ่อนใจ พลางช่วยพยุงหลี่หว่านเอ๋อร์อีกแรง
"ก็ข้าง่วงนี่เหตุใดเ้าต้องลากข้ามาไหว้พระเช่นนี้ด้วย"
"ก็ข้ากลัวเ้าเหงาเอาแต่อุดอู้อยู่ในจวนน่าเบื่อแย่...อีกอยากข้ามีเื่ปรึกษาด้วย"
มีเื่ปรึกษา...คงไม่พ้นเื่รัชทายาทหรือไม่ก็องค์ชายสี่น่ะสิ
หลี่หว่านเอ๋อร์ลอบมองบนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมายิ้มแย้มสีหน้าใคร่รู้ สะกิดแขนถามอย่างตื่นเต้นส่วนซย่าเหมยจิงทำท่ามีลับลมคมในไม่เอ่ยปาก ไล่สาวใช้ไปเดินเล่นไม่ต้องเดินตามส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์เห็นเช่นนั้นจึงบอกหลินลั่วสาวใช้ติดตามนางวันนี้ให้ไปเดินเล่นเช่นกัน
หลังจากทั้งสองจุดธูปไหว้พระเรียบร้อยซย่าเหมยจิงยังคงนิ่งเงียบ เอาแต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า
"หว่านเอ๋อร์งานเลี้ยงในวังที่จะถึงนี้เ้าเข้าร่วมหรือไม่"
"แน่นอนว่าต้องเข้าร่วมสิ"
ตอนแรกนางคิดจะแสร้งป่วยไม่เข้าร่วมงานที่แลเห็นแต่เื่ยุ่งยากน่ารำคาญ ทว่าแผนการนางล่ม เพราะหลี่เหวินกวงบิดาของนางบอกว่าครั้งนี้ฮ่องเต้เป็คนเอ่ยปากช่วยบุตรสาวขุนนางเช่นนางจึงไม่ไปไม่ได้เด็ดขาด
การที่ฮ่องเต้เป็เอ่ยปากช่วยด้วยตนเองเช่นนี้เป็สัญญาณไม่ดีก็เลย เขาต้องมีบางอย่างแน่ดีเื่ที่เป็กังวลก่อนหน้าถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางอีกใครแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอันใดก็ตามไป
นางขอนั่งอยู่เงียบ ๆ
ซย่าเหมยจิงเห็นสหายมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็พิเศษนึกหมั่นไส้แอบค่อนขอดสักหนึ่งประโยค
"สงสัยข่าวลือจะเป็เื่จริง...คู่หมั้นเ้าผู้นั้นเป็คนเช่นไรดูท่าเ้าถูกใจเขาไม่น้อยเลยทีเดียว"
"ถ้าท่านพ่อว่าดีข้าก็ว่าดี"
"เฮอะ! ให้มันน้อย ๆหน่อยไม่ต้องมายิ้มอย่างมีความสุขเลย"
เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวลือว่าอัครมหาเสนาบดีหลี่เหวินกวงได้หมั้นหมายบุตรสาวกับคุณชายผู้หนึ่งซึ่งเป็ลูกหลานขุนนางตกอับเห็นว่าครอบครัวทางนั้นครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือหลี่เหวินกวงไว้เขาจึงตัดสินใจยกบุตรสาวให้หมั้นกับอีฝ่ายเพื่อตอบแทนบุญคุณ ทว่าฝ่ายที่แต่งเขาไม่ใช่ฝ่ายหญิงแต่เป็ฝ่ายชายที่ต้องแต่งเข้าตระกูลหลี่
เื่นี้สร้างความฮือฮาเป็อย่างมากในเมืองหลวงหลายคนต่างพูดถึง ไม่น้อยไปกว่าเื่การชิงตำแหน่งชายารัชทายาท
ซย่าเหมยจิงหลังทราบข่าวใแทบไม่อยากจะเชื่อจึงเขียนจดหมายสอบถามสหายรักทันทีและได้รับคำตอบว่านั้นคือเื่จริง
ตัวซย่าเหมยจิงเองก็อยากจะทำเช่นนั้นเหมือนกันแต่ไม่มีความสามารถพอ
"หว่านเอ๋อร์ข้าอิจฉาเ้าจริงๆ "
"เ้าจะอิจฉาอันใดข้าอาจิงเ้าก็เป็ถึงหญิงงามอันดับหนึ่ง"
หลี่หว่านเอ๋อร์ตบไหล่ปลอบให้กำลังใจฉีกยิ้มสดใสพยายามดึงสหายให้หลุดจากหมอกควันความเศร้าหมอง
เวลานั้นเองสายตานางเหลือบป้ายผ้าเก่าๆ เข้าพอดีซึ่งป้ายเขียนว่าเซียนส่องชะตา จึงเกิดความคิดดึงมือสหายรักมุ่งไป
"ข้าว่าเราไปตรวจดูดวงชะตากันเถอะแล้วค่อยหาที่สงบ ๆ พูดคุยกัน"
"หว่านเอ๋อร์จะพาข้าไปที่ใด"
"ตามข้ามาเถอะ"
ไม่รู้เป็เพราะนักพรตซูไป๋เฉิงหรือไม่พอเห็นชายชราที่แต่งกายคล้ายกับเขานางจึงรู้สึกเลื่อมใสอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเดินไปถึงหลี่หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้ายื่นมือออกไปตรงหน้านักพรตเฒ่าตาหยีท่าทางดูใจดี
"ท่านนักพรตช่วยตรวจดูดวงชะตาความรักให้หน่อย"นางยิ้ม พลางดึงซย่าเหมยจิงให้นั่งลงข้าง ๆ
นักพรตยิ้มนั่งจ้องลายมือสักพักเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แตกต่างคำพูดที่เอ่ยออกมาสิ้นเชิง
"อาภัพอาภัพนัก อาภัพเหลือเกิน กว่าจะพบรักสมหวังดังปรารถนาต้องพยายามไม่น้อย..."
หลังฟังคำแรกจนคำสุดท้ายรอยยิ้มที่มีพลันมลายหายไปสิ้นหนังตาหลี่หว่านเอ๋อร์กระตุกไม่หยุด
แค่ประเพียงประโยคเดียวก็มีคำว่าอาภัพถึงสามคำ!
[1] หนึ่งก้านธูป ประมาณ 30 นาที
[2] หนึ่งเค่อ คือ 15 นาที