ชมพูนิกข์พูดคุยงานกับกฤษกร จนเวลาล่วงเลยไปจนถึงเย็น ซึ่งนั้นก็เป็เวลาเลิกงานพอดี
“ก็ถ้ายังไงนิกข์จะนำเื่นี้ไปคุยกับบริษัทอีกทีนะคะ” ชมพูนิกข์พูดไปก็ก้มหน้าเก็บไอแพดใส่ลงในกระเป๋าไปด้วย
“อืม! โอเคครับ” กฤษกรตอบรับคำพูดของคนตัวเล็ก สายตาก็จับจ้องมองอยู่ที่ใบหน้าสวยหวานอย่างไม่วางตา
ชมพูนิกข์เงยหน้าขึ้นมาก็ต้องชะงักไปกับสายตาคมเข้มคู่นั้นเข้าอย่างจัง ภายในใจรู้สึกวาบหวามสั่นสะท้าน จนต้องเสมองหลบ เพราะกลัวว่าเขาจะอ่านความรู้สึกของเธอออก
“พอดีพี่นัดกินข้าวกันกับยัยกุ้ง ถ้ายังไงน้องนิกข์ไปกินข้าวด้วยกันสิ ยัยกุ้งจะได้เจอเราด้วย เห็น่นี้ยัยกุ้งบ่นคิดถึงน้องนิกข์อยู่”
กฤษกรกล่าวเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็ยังคงจับจ้องมองใบหน้าสวยหวานอยู่อย่างนั้น
ชมพูนิกข์อ้ำๆ อึ้งๆ ใจหนึ่งก็อยากจะไปเจอญาตาวี เพื่อนรักของเธอ เพราะไม่ได้เจอกันนาน แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากไป เพราะไม่อยากจะอยู่ใกล้กฤษกร กลัวว่าหากอยู่ใกล้กฤษกร จะทำให้เธอหลงรักเขาจนโงหัวไม่ขึ้น เพราะแค่นี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงถึงตัดใจจากเขาได้ ซึ่งเวลาผ่านมาเป็สองปีแล้ว เธอก็ยังตัดใจจากเขาไม่ได้เลย
“หรือหากน้องนิกข์นัดใครไว้แล้วก็ไม่เป็ไรนะครับ”
กฤษกรเห็นว่าชมพูนิกข์อ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนจะไม่อยากไปแต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง กฤษกรจึงพูดเปิดช่องว่างให้
“เปล่าค่ะ นิกข์ไม่ได้นัดใครไว้หรอกค่ะ” ชมพูนิกข์ปฏิเสธออกมาอย่างเร็วไว และเธอก็แทบอยากจะตบปากตัวเองนักที่ พูดออกไปอย่างนั้น
“ดีเลย งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยกับนะครับ แล้วนี่น้องนิกข์มายังไงครับ?”
กฤษกรคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา พร้อมกับกล่าวรวบรัดตัดตอนซะเลย เพื่อไม่ให้คนตัวเล็กตรงหน้าปฏิเสธได้
“นิกข์มารถไฟฟ้าค่ะ” ชมพูนิกข์บอกถึงการเดินทางมาที่บริษัทของกฤษกร ให้เขาได้รับทราบ
“งั้นเดี๋ยวน้องนิกข์ไปด้วยกันพี่เลยก็แล้วกันนะครับ”
ว่าแล้ว กฤษกรก็ลุกขึ้นเต็มความสูง ซึ่งตัวเขานั้นสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเิเแน่ะ เมื่อเทียบกับชมพูนิกข์แล้ว ดูเธอจะเตี้ยลงไปถนัดตาเลย แต่ชมพูนิกข์ก็ไม่ได้เตี้ยนะ เธอก็สูงตามมาตรฐานผู้หญิงไทยนั่นแหละ คือสูงหนึ่งร้อยหกสิบเิเ
ชมพูนิกข์เห็นว่าคนตัวโตลุกขึ้น เธอจึงลุกขึ้นตามบ้าง แต่การนั่งพูดคุยงานกันั้แ่บ่ายจนถึงเย็น เลยทำให้เธอรู้สึกขาชา พอลุกขึ้นมาฉับพลัน จึงทำให้ร่างบางเซถลาไปนิดๆ เหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ กฤษกรจึงรีบยื่นมือใหญ่มารวบเอวบางเอาไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะล้มลงไปกองกับพื้นห้อง
“ขอบคุณค่ะ”
ชมพูนิกข์ทาบมือเรียวเล็กที่หน้าอกแกร่งบึกบึนของกฤษกรโดยอัตโนมัติ ภายในรู้สึกร้อนรุ่มวาบหวาม เมื่อได้ััถึงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นน้ำยาโกนหนวด และไออุ่นที่แผ่ออกมาจากกายแกร่ง สาวเ้ากล่าวขอบคุณคนตัวโตด้วยเสียงสั่นนิดๆ
“เป็อะไรหรือเปล่า?”
กฤษกรถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงเป็ใย ทั้งที่ยังคงสวมกอดร่างบางเอาไว้อยู่อย่างนั้น
“พอดีขาชานิดหน่อยน่ะค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ”
ชมพูนิกข์ว่าพร้อมกับออกแรงดันหน้าอกแกร่งของคนตัวโต ให้เขาได้รู้สึกและปล่อยเธอออกจากอ้อมแขนแกร่งนั้น
เมื่อกฤษกรรับรู้ได้ถึงแรงแข็งขืนนั้น ก็จำต้องปล่อยร่างบางนุ่มนิ่มหอมกรุ่นแต่โดยดี
“โอเค! ถ้าไม่เป็อะไรแล้ว เราก็ไปกันเถอะ”
และพูดพร้อมกับยกข้อมือแกร่งที่มีนาฬิกาเรือนหรูใส่อยู่ ขึ้นมาดูเวลา ว่าจะถึงเวลาตามที่ได้นัดกับญาตาวีไว้แล้วหรือยัง
“ค่ะ”
ชมพูนิกข์ตอบรับคำพูดของคนตัวโตสั้น แล้วยื่นมือเรียวเล็กหมายจะหยิบกระเป๋าไอแพดขึ้นมาถือ แต่มือใหญ่ของกฤษกรเร็วกว่า
“พี่ถือให้เอง” กฤษกรบอกพร้อมกับผายมือใหญ่อีกข้างให้คนตัวเล็กเดินไปออกไปยังประตู
“ขอบคุณค่ะ” ชมพูนิกข์มองหน้าคนตัวโตพร้อมกับกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วค่อยเดินตรงไปยังประตู
‘ทำไมจะต้องมาทำดีมาทำเป็สุภาพบุรุษกับนิกข์อย่างนี้ด้วยค่ะพี่กร.... รู้ไหมว่ายิ่งทำอย่างนี้ นิกข์ก็ยิ่งหลงรักพี่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมน่ะ’
ชมพูนิกข์พร่ำบริภาษคนตัวโตอยู่ภายในใจ ด้วยหัวใจที่รู้สึกเ็ปหน่วงๆ และทรมาน กับการที่จะต้องรักเขาเพียงข้างเดียว โดยไม่อาจพูดเปิดเผยความในใจออกมาได้อย่างนี้ นี้ใช่ไหมที่คนเขาบอกว่า ยิ่งใกล้ก็ยิ่งเจ็บ
๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗