หลังจากแต่งตัวเสร็จ เมื่อนางกำนัลเข้าไปเก็บผ้าปูที่นอนสีขาวในห้องก็แอบส่งยิ้มให้กันบางๆ จนมามาเอ่ยดุนิดหน่อย จากนั้นคู่แต่งงานหมาดๆ ก็พากันเดินออกจากเรือนหอไป
หากแต่จิวฮวากลับพาผู้คนลัดเลาะไปอีกทางที่อ้อมมากกว่าที่จะใช้ไปหน้าวังขององค์ชาย แม้หนีมามาจะกล่าวคัดค้านในตอนแรก เนื่องจากเซวียนเฟยหรง และจิวฮวานั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าวังในเช้าวันนี้ เพื่อไปทำการยกน้ำชา และเคารพฮ่องเต้ กับฮองเฮา
หากแต่จิวฮวานั้นอ้างว่าอยากเดินเล่นสักครู่ อีกทั้งก็ยังมีเวลาก่อนจะถึงเวลาเข้าเฝ้า อีกทั้งการเดินเล่นก็เพียงเปลี่ยนเส้นทางจากที่จะตรงไปยังหน้าประตูวังทันที เป็นเดินอ้อมนิดหน่อย สุดท้ายหนีมามาจึงยอมถอยให้หนึ่งก้าว
เมื่อทั้งสองเดินผ่านเรือนไม้หลังหนึ่ง จิวฮวาก็เอ่ยทักขึ้นมา “นี่เรือนอะไรกัน ทำไมประตูแตกหักเยี่ยงนั้นเล่า ทำไมถึงไม่มีผู้ใดมาทำการซ่อมแซม”
หนีมามามองตามมือของจิวฮวาก่อนที่จะหน้าซีดขึ้นมาทันที เธอหันไปถลึงตาให้กับนางกำนัลผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลเรือนต่างๆ นางกำนัลห่อตัวด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่จะก้มลงหมอบแนบพื้น “ขออภัยเพคะพระชายา เรือนนี้เป็นเรือนรับรอง เมื่อก่อนวันงานหม่อมฉันตรวจดูโดยรอบ เรือนทุกเรือนล้วนอยู่ในสภาพดี หม่อมฉันไม่ทราบว่าทำไมวันนี้ประตูเรือนถึงได้ถูกทำลาย”
จิวฮวาแสร้งตีสีหน้าตกใจ ก่อนที่จะกล่าวออกมา “ตายจริง หรือเมื่อคืนจะมีแขกเมาแล้วเดินมาทำลายประตูกัน เสด็จพี่เพคะ เราควรจะให้คนไปตรวจสอบหน่อยดีหรือไม่เพคะ ว่ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่” จิวฮวาแสร้งหันไปปรึกษาเซวียนเฟยหรง
เซวียนเฟยหรงจ้องมองกลับด้วยดวงตาเจิดจ้า ก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกมา “โอ้...ข้างในนั้นมีของน่าสนุกงั้นหรือ ไม่ได้ ข้าจะวิ่งเข้าไปดูคนแรก ข้าไม่ยอมให้ใครมาแย่งหรอก” เขากล่าวราวกับเด็กน้อย ก่อนที่จะสะบัดมือของจิวฮวาแล้ววิ่งนำเข้าไปในเรือน
จิวฮวาเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามไป “เสด็จพี่เพคะ ระวังล้มเพคะ”
“ฮ่าๆ ข้าต้องถึงเป็นคนแรก พวกเจ้าตามข้าเข้ามาเร็ว” เซวียนเฟยหรงหัวเราะร่าออกมา เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขากำลังจะได้เจอ ก่อนที่จะหันไปเอ่ยปากเร่งจิวฮวา เหล่านางกำนัล และองค์รักษ์ที่วิ่งตามมา
ในตอนนั้นเอง ก็มีชาย 2 คนที่แต่งกายคล้ายองค์รักษ์นั่งเฝ้าไม่ไกลประตู เดินออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เมื่อพวกเขาเห็นเป็นเซวียนเฟยหรงที่กำลังวิ่งนำมา เขาสองคนก็หันไปมองหน้ากัน ก่อนที่จะหน้าซีดขึ้นมาทันที เพราะถ้าเซวียนเฟยหรงอยู่ตรงนี้ แล้วเมื่อคืนนี้ใครกันเล่า ที่อยู่ในเรือนกับเสิ่นหมิงฮวา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งสองก็รีบก้าวเข้ามาบังประตูด้านหน้าที่พังอยู่ทันที แม้จะแปลกใจที่เห็นบานประตูที่พังลง แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้ได้ “ถวายบังคมองค์ชายรอง ถวายบังคมพระชายาพะยะค่ะ”
“หลบไป เปิ่นหวางจะเข้าไปดูของเล่นด้านใน” เซวียนเฟยหรงกล่าวตัด ก่อนที่จะพยายามแทรกตัวผ่านองค์รักษ์ทั้งสองเข้าไปด้านใน
หากแต่องค์รักษ์ทั้งสองกลับไปยอมขยับเขยื่อนไปไหน “ขออภัยพะยะค่ะฝ่าบาท เมื่อคืนมีแขกท่านหนึ่งเมา แล้วทำลายตำหนัก ด้านในจึงอยู่ในสภาพไม่น่าดูนัก อีกทั้งยังอาจเกิดอันตรายได้”
“เปิ่นหวางไม่สน เปิ่นหวางจะเข้าไปดูว่าข้างในมีของเล่นสนุกๆหรือไม่ หลบไป เจ้าจะขัดคำสั่งเปิ่นหวางงั้นหรือ” เซวียนเฟยหรงกล่าว พร้อมทั้งพยายามดันองค์รักษ์ทั้งสองออกจากทาง
จิวฮวาเห็นดังนั้นแววตาก็วาวโรจน์ขึ้นมาทันที “สรุปว่าวังหลังนี้ใครเป็นเจ้าของกันแน่ องค์ชายรองหรือพวกเจ้า พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาขวางทางเช่นนี้ บังอาจยิ่งนัก จับพวกมันไปทำโทษ โบยจนกว่าพวกมันจะสำนึกผิดที่บังอาจหลบหลู่เบื้องสูง” จิวฮวาตวาดดังก้อง
ส่งผลให้องค์รักษ์ที่ตามมาด้านหลัง เข้ามาลากตัวองค์รักษ์ทั้งสองที่ยืนขวางทางเซวียนเฟยหรงอยู่ออกมาทันที โดยองค์รักษ์ทั้งสองต่างกล่าวออกมาพร้อมกัน เพื่อขออภัยโทษ “พระชายาโปรดให้อภัย พวกกระหม่อมแค่เกรงว่าสิ่งของที่พังด้านในจะก่ออันตรายให้แก่องค์ชายรองพะยะค่ะ”
หากแต่เพราะเสียงอันดังนี้เอง เสิ่นหมิงฮวาที่หลับตาพริ้ม ลำตัวเปลือยเปล่า มีเพียงเสื้อคลุมตัวบางสีแดงที่เธอใส่เมื่อวานคลุมกายอยู่เท่านั้น รู้สึกตัวขึ้นมา
เสิ่นหมิงฮวารู้สึกถึงร่างกายเเกร่งหนา และหัวใจที่เต้นอย่างสม่ำเสมอของคนข้างกายก็เหยียดยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ เธอได้เข้ามาเป็นพระชายารองแล้ว ตอนนี้สีจิวฮวาก็คงกำลังกรีดร้องที่เจ้าบ่าวไม่ยอมเข้าห้องหออยู่หน้าเรือนแน่ๆ แม้จะไม่เข้าใจที่ทำไมตนนั้นถึงอยู่ในสภาพเปลื่อยเปล่า หากแต่ตงฟางชงหยวนจะจัดฉาก ก็คงต้องทำให้สถานการณ์ออกมาดูชัดเจนอย่างที่สุดดังเช่นตอนนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น รางบางก็ชันตัวลุกขึ้นมา หันไปมองหน้าคนข้างกายด้วยท่าทางเขินอาย แต่เมื่อเห็นใบหน้าหยาบกร้านของบุรุษตรงด้านข้าง ชายผู้นี้อย่าว่าแต่มีเค้าความงามเฉกเช่นองค์ชายรองเลย หากแต่เขากลับมีหนวดเคราครึ้ม ใบปากใหญ่หนา ใบหน้าสี่เหลี่ยม สันกรามขึ้นเด่นชัด ดูอย่างไรก็หาใช่องค์ชายรองไม่
มือหนาที่มีขนหยุบหยับเกาะกุมอยู่บนเอวกิ่วของเสิ่นหมิงฮวา เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวก็กรีดร้องเสียงดังลั่นออกมาทันที
จิวฮวาที่ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างรู้จังหวะ ก็คลี่ยิ้มเย็นออกมา ก่อนที่จะแสร้งทำหน้าตาตื่นตะหนก “แย่แล้ว มีคนเจ็บด้านใน พวกเจ้ารีบเข้าไปดูเร็วเข้า”
ไม่รอช้านางกำนัลก็รีบก้าวเข้าไปในห้อง โดยมีจิวฮวาและเซวียนเฟยหรงเดินตามเข้าไปติดๆ
เมื่อเหล่านางกำนัลเข้ามา ก็พบสตรีนางหนึ่งในร่างเปลื่อยเปล่า มีเพียงอาภรณ์สีแดงบางโปร่ง จนแทบจะปิดอะไรไม่มิดคลุมร่าง ข้างกายของเธอมีชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันนอนอยู่ จากนั้นเหล่านางกำนัลก็หวีดเสียงร้องตกใจออกมาทันที
จิวฮวาแสร้งส่งเสียงดังลั่น “คุณหนูเสิ่น คุณหนูเสิ่นหมิงฮวาเกิดอะไรขึ้นกับท่าน บังอาจนัก เจ้าโจรชั่วเจ้ากล้าขืนใจคุณหนูเสิ่น องค์รักษ์พวกเจ้าเข้าไปจับตัวมันมาเสีย”
กล่าวจบองค์รักษ์ก็พุ่งเข้ามาในห้องทันที ส่งผลให้เสิ่นหมิงฮวาหวีดร้องเสียงดังยิ่งกว่าเก่า “อย่าเข้ามานะ ไอ้พวกบ้า ออกไป ออกไป” เพราะในยามนี้ร่างกายของเธอแทบเปลื่อยเปล่า อาภรณ์ที่คลุมร่างก็แสนไร้ประโยชน์เพราะมันไม่สามารถปกปิดสิ่งใดได้เลย
หากแต่จิวฮวากลับแสร้งทำเป็นสีหน้างุนงงก่อนที่จะกล่าวออกมา “อ่อ ไม่ได้โดนข่มขื่น แล้วอย่างไรถึงมาทำอะไรกันที่นี่เล่า เปิ่นกงจำได้ว่าคุณหนูเสินยังไม่ได้ออกเรือนนี่”
เซวียนเฟยหรงเห็นเหตุการณ์ที่วุ่นวายก็ปรบมือเสียงดังดีใจด้วยท่าทางร่าเริง “น้องหญิงสนุกจังเลย สนุกจังเลย ฮ่าๆๆ”
เมื่อเสิ่นหมิงฮวาหันไปเห็นเซวียนเฟยหรงที่กระโดดโลดเต้นปรบมือไปมาก็ให้แค้นใจยิ่งนัก อีกทั้งยังประโยคที่จิวฮวาเพิ่งกล่าวนั่นอีก ร่างบางกอดตัวเองเอาไว้แน่น ก่อนที่น้ำตาจะรินไหลออกมา
“เรื่องนี้ร้ายแรงยิ่งนัก รบกวนหนีมามาช่วยส่งข่าวไปบอกแก่ทางราชวังทีเถิดว่าวังองค์ชายเกิดเรื่อง รวมถึงไปตามใต้เท้าเสิ่นมาด้วย ชายผู้นี้เปิ่นกงจำได้ว่าเป็นองค์รักษ์ของวังองค์ชายรอง อย่างไรทางนี้ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ แม้จะกระทำผิด หากแต่ข้าวสารก็เปลี่ยนไปเป็นข้าวสุกเสียแล้ว เปิ่นกงก็จะจัดการให้พวกเขาได้ตบแต่งกัน” จิวฮวาเอ่ยกล่าวออก
เมื่อเสิ่นหมิงฮวาได้ยินดังนั้น ก็พุ่งตัวเข้าหาจิวฮวาทันที หากแต่นางกำนัลบางคนนั้นไวกว่า จึงคว้าตัวเสิ่นหมิงฮวาไว้ได้ทันก่อนที่จะเข้าถึงตัวจิวฮวา “ข้าไม่แต่ง นางหน้าด้าน เพราะแก เพราะแกเข้ามาแย่งตำแหน่งของข้าไป เพราะแก นังสารเลว”
หนีมามา ที่กำลังจะเดินหันไปสั่งองค์รักษ์บางส่วนที่ยังรออยู่ข้างนอก หยุดชะงัก ก่อนที่จะเดินหันกลับมาแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเสิ่นหมิงฮวา “บังอาจยิ่งนัก เจ้าเป็นใครถึงได้กล้าพูดจาเยี่ยงนี้กับพระชายา”
ในที่สุดเสิ่นหมิงฮวาก็เงียบเสียงลง แต่ยังคงจ้องมองจิวฮวาด้วยสายตาแค้นเคืองต่อไป
จิวฮวาคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ “ตำแหน่งของเจ้าหรือ เมื่อวานเจ้าก็เห็นอยู่ว่าขบวนเกี้ยวแปดคนหามไปยังจวนตระกูลสี หาใช่จวนตระกูลเสิ่นไม่ เช่นนั้นแล้วจะเป็นเปิ่งกงได้เยี่ยงไรที่แย่งตำแหน่งจากเจ้า ก่อนที่เจ้าจะโวยวาย ไปใส่เสื้อผ้าเสียก่อนเถอะ เสียสายตาเปิ่นกงจริงๆ เสด็จพี่ อย่ายืนมองอยู่ตรงนี้เลยนะเพคะ เสียสายตา หรืออยากจะยืนดูต่อเพคะ” จิวฮวาเอ่ยเสียงเย็น และยิ่งเย็นเยียยิ่งขึ้น เมื่อหันไปพูดประโยคสุดท้ายกับเซวียนเฟยหรง
เซวียนเฟยหรงถึงกับรีบเก็บสายตาที่กำลังจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาสาแก่ใจ เป็นสงบเสงี่ยมเรียบร้อยขึ้นมาทันที “ข้าจะไปกับเจ้า ใครจะไปอยากดู ไม่เห็นมีอะไรที่น่าสนใจเลย มองไปก็เสียสายตาเปล่าๆ” เซวียนเฟยหรงรีบกล่าว ก่อนที่จะหันหลังเดินตามจิวฮวาออกนอกเรือนไปในทันที
เมื่อทั้งสองเดินออกมานอกเรือนแล้ว จิวฮวาก็เอียงตัวไปกระซิบกับเซวียนเฟยหรงด้วยเสียงเย็น “อย่าคิดว่าหม่อมฉันไม่เห็นสายตาของเสด็จพี่นะเพคะ ถึงจะเป็นสายตาสาแก่ใจ และสมเพส แต่หม่อมฉันก็ไม่ชอบ ไม่อยากให้เสด็จพี่มองใคร ร่างเปลือยเปล่าน่ะ เสด็จพี่มองของหม่อมฉันคนเดียวก็พอแล้วเพคะ”
เซวียนเฟยหรงหน้าเรือขึ้นสีแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงรอดไรฟังกลับไป “ดูแล้วพระชายาของเปิ่นหวางจะหน้าหนายิ่งกว่าเสิ่นหมิงฮวา ว่าแต่เจ้าจะทำเยี่ยงไรต่อไป”
จิวฮวาเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนตัวสูงก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน “เสด็จพี่อยากให้เรื่องมันร้ายแรงประมาณไหนดีเพคะ”
เซวียนเฟยหรงเงียบไปสักครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบ “เอาให้หญิงหน้าหนานางนั้นไม่สามารถกลับมายุ่งกับเปิ่นหวางได้อีกก็พอ ในชีวิตเปิ่นหวางมีคนหน้าหนาแค่คนเดียวก็เกินพอแล้ว”
จิวฮวาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มสดใส “หม่อมฉันจะจัดการให้แน่ใจว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”