ระหว่างคนทั้งสองกำลังปะทะอารมณ์กันอยู่ จู่ ๆ หมาป่าสีเงินก็กระโจนออกมาจากในป่า ดวงตากระหายเืจ้องมองมนุษย์หัวขโมยทั้งคู่อย่างพิจารณา ก่อนที่สุดท้ายจะหันไปจับจ้องร่างของมู่เชียนจิ่ว!
นอกจากหมาป่าแสงจันทร์แล้ว ยังมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสามอีกสองตัวและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองอีกหลายตัวเข้ามาร่วมวงด้วย พวกมันถูกกลิ่นหอมหวานของผลผานหลงดึงดูดมาเช่นกัน
มู่เชียนจิ่วค่อย ๆ ปลดห่อผ้าด้านหลังออก “พวกเ้าอยากได้ของชิ้นนี้หรือ? เช่นนั้นก็ไปเอาที่นางก็แล้วกัน!”
เมื่อเห็นห่อผ้าที่มีผลไม้วิเศษถูกโยนมา วูบหนึ่งใจของมู่เทียนเซี่ยมีความลังเลบังเกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดนางก็เลือกคว้าห่อผ้านั้นไว้ ก่อนจะมองไปยังสาวใช้ข้างกายที่นอนหายใจรวยริน พลางกระซิบ “อวิ๋นเซียง เ้าเคยบอกว่าจะยอมตายเพื่อข้าใช่หรือไม่?”
อวิ๋นเซียงยังคงกระอักเืออกมาไม่หยุด จึงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้แม้แต่คำเดียว ทำได้เพียงส่ายหน้าสุดชีวิต นางเองก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อและเข้าสำนักเซียน
นางยังไม่อยากตาย!!!
“เช่นนั้นก็ช่วยข้าเป็ครั้งสุดท้ายนะ เ้าวางใจเถอะ ความแค้นในครั้งนี้ข้าจะเอาคืนให้เ้าอย่างแน่นอน!” สิ้นเสียง มู่เทียนเซี่ยก็ผลักร่างสาวใช้ไปด้านหน้า ส่งให้เหล่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กระหายเืรุมทึ้งแทะกิน จากนั้นก็หมุนกายพุ่งทะยานเข้าไปในป่า โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์คือสัตว์ ต่อให้้าของวิเศษแต่ก็ไม่อาจห้ามใจจากอาหารอันโอชะ
ขณะที่มู่เทียนเซี่ยมุ่งหน้าเข้าไปในป่าก็มีเสียงร้องโหยหวนของอวิ๋นเซียง เสียงเนื้อถูกฉีกทึ้ง และเสียงกระดูกถูกกัดจนแหลกดังไล่หลัง
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายหลังกัดกินร่างของอวิ๋นเซียงเสร็จก็มุ่งหน้าไล่ตามมู่เทียนเซี่ยไป ผิดกับหมาป่าสีเงิน ดวงตาสีเืของมันจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่มู่เชียนจิ่วหนีหาย มันมองอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหมุนกายไล่ตามมู่เทียนเซี่ยไปแทน
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครหรือตัวอะไรตามมา มู่เชียนจิ่วก็หยุดยืนอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง มือเล็กถอดหน้ากากออก ใบหน้างดงามอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มสะใจ
หากมู่เทียนเซี่ยตายไปเสียก็คงไม่เท่าไร แต่หากนางโชคดีมีชีวิตรอดมาได้ แล้วพบว่าตัวเองกลายเป็เหยื่อเสียเองก็ไม่รู้ว่าจะมีสีหน้าเช่นไร
ก็นางสู้อุตส่าห์ลงทุนยอมปวดนิ้วบี้ขั้วของผลผานหลงที่มีกลิ่นหอมไม่ต่างจากผลสุกทาไว้ในห่อผ้าเพื่อลวงประสาทรับกลิ่นของเหล่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้ไล่ตามน้องสาวต่างสายเืของตนไปเชียวนะ...อีกฝ่ายจะโชคดีถึงกับรอดพ้นการไล่ล่าของเ้าพวกนั้นเลยหรือ?
----------
มู่เทียนเซี่ยวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในป่า สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เ่าั้สร้างาแมากมายบนร่างกายของนาง เืแดงสดชุ่มโชกไปทั่วร่าง กลิ่นคาวเืคละคลุ้ง ยิ่งกระตุ้นความกระหายเืของเหล่าสัตว์ร้ายมากขึ้น
‘บุรุษสารเลวนั่น หากข้ามู่เทียนเซี่ยผู้นี้มีชีวิตรอดกลับไปล่ะก็ ข้าสาบานจะจับเ้ามาสับเป็หมื่น ๆ ชิ้นแล้วโยนให้สุนัขกินให้ได้!’
ขณะที่มู่เทียนเซี่ยกำลังรู้สึกสิ้นหวัง นางก็เห็นว่าตรงหน้ามีน้ำตกขนาดใหญ่ จากยอดของน้ำตกที่นางยืนอยู่นี้ไปจนถึงแม่น้ำที่อยู่ด้านล่างมีความสูงกว่าสิบจั้ง แต่นางตระหนักได้ว่านี่เป็เพียงโอกาสเดียวของตนแล้ว!
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เ่าั้กำลังจะตามมาทัน มู่เทียนเซี่ยจึงตัดสินใจะโลงน้ำตกไป โชคดีที่ด้านล่างไม่มีโขดหินขนาดใหญ่ ไม่นานนักศีรษะเล็ก ๆ ก็โผล่ขึ้นเหนือน้ำ
หมู่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เห็นภาพเช่นนั้นก็ส่งเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด หมาป่าสีเงินจ้องร่างที่ลอยคออยู่ในแม่น้ำเบื้องล่าง ก่อนจะหมุนกายวิ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
มู่เทียนเซี่ยตะกายขึ้นฝั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง มือที่สั่นเทาแกะห่อผ้าด้านหลังออก ขอเพียงนางกินผลผานหลงเข้าไป าแที่เกิดขึ้นไม่นานก็จะหายดี ถึงตอนนั้นนางจะกลับไปแก้แค้นเ้าสารเลวนั่นเป็อย่างแรก!
ทว่าหลังจากมือบางเปิดห่อผ้าออกด้วยความหวัง ดวงตาสั่นระริกก็เบิกโพลง จอมยุทธ์ตระกูลมู่กระอักเืคำโตและสลบไปด้วยความเดือดดาล
เพราะในห่อผ้ามีเพียงผลจูซาเน่า ๆ สามผลเท่านั้น!
นางถูกหลอกเสียแล้ว!
----------
อีกด้านหนึ่ง
มู่เชียนจิ่วรู้สึกว่าตนกำลังจะบรรลุอีกครั้ง โชคดีที่นางหาถ้ำแห่งหนึ่งเจอ ถ้ำแห่งนี้ถือว่ามิดชิด อีกทั้งภายในยังสะอาดสะอ้าน ไม่เหมือนถ้ำที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็ที่อาศัย
นางเดาว่าคงมีคนอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลามาสนใจสิ่งใดอีกแล้ว นางวางค่ายกลปกปิดไอพลังแบบง่าย ๆ จากนั้นหยิบผลผานหลงทั้งสามออกมา
ผลผานหลงละลายทันทีที่เข้าปาก มู่เชียนจิ่วสวาปามผลไม้วิเศษครั้งเดียวหมดเกลี้ยงจนเรอเสียงดังเอิ๊กอย่างอดไม่อยู่ ตอนที่ลมจากท้องถูกดันออกมาทางปากยังมีไอิญญาจาง ๆ ลอยติดมาด้วย
มู่เชียนจิ่วััได้อย่างชัดเจนว่าชีพจริญญาของนางกำลังแข็งแกร่งขึ้น ชีพจริญญาสีทองที่จากเดิมมีขนาดเท่านิ้วก้อย ขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัวภายในระยะเวลาสั้น ๆ!
เวลาผ่านไปสามวันเต็ม พลังิญญาอันน่าสะพรึงกลัวที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างบางอย่างบ้าคลั่งก็หลอมรวมกับลมปราณที่มีอยู่ได้อย่างแนบสนิท ก่อกำเนิดเป็เงาร่างรูปมนุษย์นั่งสมาธิอยู่ในจุดตันเถียน เงาร่างนั้นมีสีทองอร่ามและทำให้กายเนื้อภายนอกของหญิงสาวคล้ายเปล่งแสงเรืองรองออกมาด้วย
มู่เชียนจิ่วรู้ได้ทันทีว่าตนเองสามารถบรรลุตบะบารมีได้อย่างราบรื่นแล้วและหลอมรวมฌานดรุณได้สำเร็จ!
เพียงแต่ในความทรงจำ ระดับฌานดรุณต้องเป็สีน้ำเงินถึงจะถูกไม่ใช่หรือ? เหตุใดฌานดรุณของนางถึงเป็สีทองเช่นนี้ล่ะ?
แม้จะสงสัยใคร่รู้แต่มู่เชียนจิ่วก็ฝืนออกจากการบำเพ็ญเพียร เพราะหากยังเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อไป เกรงว่าอาจพลาดการทดสอบเข้าสำนักชิงอวิ๋นได้
อย่างไรก็ตามภายในร่างกายนางยังมีพลังิญญาของผลผานหลงเหลืออยู่ มู่เชียนจิ่วถึงกับรับรู้ได้เลยว่าหากหลอมพลังิญญาเหล่านี้จนหมด บางทีตัวนางอาจบรรลุระดับฌานดรุณขั้นกลางก็เป็ได้!
แต่เมื่อตระหนักได้ว่า การบรรลุที่ก้าวะโเกินไปจะทำให้ในวันข้างหน้ารากปราณไม่มั่นคง ในชาติก่อน ตอนเป็บรรพจารย์น้อยอวิ๋น เป็เพราะรากปราณของนางไม่มั่นคงจึงส่งผลให้กายเนื้อดับสูญ
ดังนั้นชาตินี้นางจึงตั้งใจว่าจะค่อย ๆ พัฒนาพลังช้า ๆ จะผิดซ้ำรอยเดิมไม่ได้อีกเด็ดขาด!
อีกอย่าง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งตระกูลมู่ก็มีตบะบารมีเพียงแค่ระดับหลอมอธิกขั้นต้นเท่านั้น ด้วยตบะบารมีของนางในยามนี้ การจะล้างแค้นตระกูลมู่ก็นับว่าอยู่ห่างเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และแน่นอนว่าการจะใช้พลังเพื่อปกป้องตนเองก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ยามที่มู่เชียนจิ่วเดินออกจากถ้ำอีกครั้งก็รู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพียงแต่ไม่รู้ว่านางในตอนนี้กับยอดฝีมือแห่งสำนักชิงอวิ๋นเ่าั้…เมื่อเทียบกันแล้ว ใครหรือฝ่ายใดจะแข็งแกร่งกว่า
และตอนนี้นางแอบหวังลึก ๆ ว่า มู่เทียนเซี่ยจะยังมีชีวิตรอด เพราะการให้อีกฝ่ายแค่ตายและกลายเป็อาหารของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ถือว่าปรานีมากเกินไป
หากนับเวลาดูแล้ว ยังมีเวลาอีกสามวันกว่าสำนักชิงอวิ๋นจะเปิดเขา ด้วยตบะบารมีในขณะนี้ มู่เชียวจิ่วเชื่อมั่นว่า ตนน่าจะสามารถไปถึงสำนักชิงอวิ๋นได้ทันเวลาแน่
คิดได้ดังนั้น อดีตบรรพจารย์น้อยอวิ๋นผู้กลับมาเกิดใหม่ก็สวมหน้ากากอีกครั้ง แล้วถีบเท้าทะยานไปข้างหน้า
สำนักชิงอวิ๋น ข้ามาแล้ว!
----------
ภายในห้องพัก มู่เทียนเซี่ยลุกขึ้นนั่งบนเตียง พลางมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาระแวดระวัง
“เ้า เ้าเป็ใคร!”
“แม่นาง เ้าฟื้นแล้วหรือ!” บุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว เ้าสลบอยู่ในป่า ข้าเป็คนช่วยเ้าเอาไว้เอง”
ผ้าห่มบนกายของมู่เทียนเซี่ยร่นขึ้นเผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่อง เมื่อรู้ตัวนางก็รีบใช้ผ้าห่มคลุมเอาไว้ “ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตข้าไว้!”
“ไม่เป็ไร เื่เล็กน้อย” บุรุษหนุ่มนำชามโจ๊กร้อน ๆ มาส่งให้ “แม่นางคงจะหิวแล้วใช่หรือไม่ กินอะไรสักหน่อยเถอะ”
มู่เทียนเซี่ยรู้สึกหิวมากจริง ๆ เมื่อเห็นโจ๊กร้อน ๆ หอม ๆ ก็เลียริมฝีปากแห้งผากเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นมู่เทียนเซี่ยกินอย่างตะกละตะกลาม บุรุษหนุ่มชุดเขียวก็คลี่ยิ้มบาง เบาพลางมองนางกินโจ๊กจนหมด
“เอาเพิ่มอีกหรือไม่?”
“อื้ม!” มู่เทียนเซี่ยพยักหน้าไม่สงวนท่าทีใด ๆ ตอนยังไม่กินก็ไม่เท่าไร แต่พอยิ่งกินก็ยิ่งหิว!
หลังจากกินโจ๊กไปหลายชาม ใบหน้าซีดเผือดของคุณหนูตระกูลมู่ก็เริ่มมีสีเื “คุณชาย ข้ากินจุไปหน่อยใช่หรือไม่?”
“ไม่มากเท่าไร” บุรุษชุดเขียวแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่กับท่าทางน่าเอ็นดูของหญิงสาว ทว่าเพราะอีกฝ่ายเป็สตรี เขาจึงไม่กล้าหัวเราะออกมาให้นางเสียหน้า
“จริงสิแม่นาง เหตุใดเ้าถึงนอนสลบอยู่ในป่าแบบนั้นได้ล่ะ? แถมยังได้รับาเ็มากมายด้วย ?”
มือเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้ผ้าห่มของมู่เทียนเซี่ยกำหมัดแน่น นางหลบสายตาก่อนตอบคำถาม “ข้าถูกคนหลอกไปที่นั่น!”
“ใครกันถึงชั่วช้าขนาดนี้ กล้าหลอกลวงสตรีที่งดงามอย่างเ้าได้?” ผู้ช่วยชีวิตหญิงงามตอบกลับเสียงสูง
“เื่มันยาวเ้าค่ะ จริงสิคุณชาย ที่นี่คือที่ใดหรือ?” มู่เทียนเซี่ยกังวลว่าตนจะพลาดวันเปิดเขาของสำนักชิงอวิ๋น จึงรีบถามด้วยความร้อนใจ
คนชุดเขียวจึงอธิบาย “ที่นี่เป็หมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตีนเขาสำนักชิงอวิ๋น ไม่มีชื่อเรียกน่ะ”
“ข้ามาถึงตีนเขาสำนักชิงอวิ๋นแล้วงั้นหรือ?” มู่เทียนเซี่ยร้องออกมาด้วยความดีใจ “เช่นนั้นสำนักชิงอวิ๋นยังไม่ได้เปิดเขาใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“แม่นาง เ้าเองก็จะเข้าร่วมการทดสอบของสำนักชิงอวิ๋นด้วยหรือ?” บุรุษชุดเขียวรู้สึกตื่นเต้น เขาชมชอบแม่นางที่งดงามตรงหน้าผู้นี้ไม่น้อย หากทั้งสองสามารถเข้าสำนักชิงอวิ๋นได้ บางที…
มู่เทียนเซี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนฉีกยิ้มงดงามให้คู่สนทนา “ใช่แล้วเ้าค่ะ ข้าอยากเข้าสำนักชิงอวิ๋นจริง ๆ เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีเลย!” ใบหน้าของบุรุษชุดเขียวเต็มไปด้วยความยินดี “ข้าขอร่วมเดินทางไปกับแม่นางด้วยได้หรือไม่?”
“เอ่อ...” มู่เทียนเซี่ยลังเลเล็กน้อย หลังจากผ่านเื่ราวก่อนหน้านี้มา นางก็ไม่กล้าเชื่อใจใครอีก
เมื่อคิดถึงม้วนหนังสัตว์ที่ตนเองประมูลมาด้วยหินิญญาจำนวนมาก แต่กลับถูกผู้อื่นหักหลัง มู่เทียนเซี่ยก็รู้สึกราวกับจะขาดใจ ผลผานหลงสักลูกไม่ได้มายังไม่พอ แม้แต่สาวใช้ของนางก็ยังต้องมาตายไปอีก!
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘เสียฮูหยินเสียซ้ำขุนศึก*’
[* เสียฮูหยินเสียซ้ำขุนศึก มีความหมายว่า การสูญเสียสองอย่างในครั้งเดียว]
เป็เพราะเ้าสารเลวคนนั้น!
ตอนนี้เมื่อใคร่ครวญดู นางจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงจะเดาแผนการของนางได้ั้แ่แรกแล้ว ตลอดทางพวกนางถูกคนผู้นั้นต้มเสียเปื่อย คิดแล้วช่างเจ็บใจยิ่งนัก!
.
.
.