ราชันพิษล้างสวรรค์

    บทที่ 24 ข้อเสนอ

    เฉินซูย่วนมีสีหน้าแววตาจริงจัง วาดปลายฝ่ามือขวาส่งผ่านพลังลมปราณหมุนเวียนต้นสมุนไพรภายในหม้อ จนทั้งสิ่งสกปรกและเศษกากที่ไม่ได้ใช้หลุดสลายหายไปเกือบหมด เหลือไว้แต่เพียงแก่นแท้สมุนไพรสีสันสดใส… ในขณะที่ยังสามาถควบคุมฝืนด้วยมือซ้าย ขยับให้ความร้อนอยู่เป็นจังหวะได้อย่างช่ำชอง


    “มีวิธีการที่ทำให้สมุนไพรบริสุทธิ์ขนาดนี้ด้วยงั้นหรือ!?..” เจิ้งหู่ถึงกับยืนลุกขึ้นยืนกล่าว เบิกดวงตาโพรงโต พยายามชะเง้อหน้ามองดูข้างในเตาหม้อปรุงยาของเฉินซูย่วนด้วยความตกตะลึง!


    “อื้ม..ช่างน่าทึ่งจริงๆ!..” แม้แต่จินอิ้งก็มายืนกอดอกกล่าวใบหน้าขมวดคิ้วมุ่น สายตาทอดมองดูด้วยความพิศวง อยู่ตรงฝั่งของเฉินซูย่วนเช่นเดียวกัน..


    “บัดซบ!..”


    หวังชุนเทียนที่เริ่มเสียสมาธิ กล่าวออกมาอย่างหงุดหงิด เมื่อได้เห็นการปรุงยาที่รวดเร็วและคล่องแคล่วอย่างมากของเฉินซูย่วน ตรงกันข้ามกับตัวมันเองในตอนนี้ที่ยังขจัดคราบส่วนเกินของสมุนไพร ด้วยการจุดไฟบนนิ้วชี้ยังไม่หมดเลย...


    เฉินอี้เห็นท่าทางอันไม่พอใจนี้ของหวังชุนเทียนแล้ว ก็พลันเชิดรอยยิ้มบนมุมปากขึ้นกล่าวในใจว่า “การใช้กลวิธีจุดเปลวไฟบนปลายนิ้วนั้น จำเป็นต้องมีความชำนาญและทักษะเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก.. ถ้ายังไม่สามารถควบคุมความร้อนให้เหมาะสมและปล่อยพลังลมปราณละเอียดอ่อน ไปพร้อมกับการเผาขจัดสิ่งสกปรกภายในจนเหลือแต่แก่นแท้สมุนไพรไม่ได้ล่ะก็.. จะเป็นการแค่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น..และยังอาจส่งผลให้สมุนไพรเกิดความเสียหายได้อีกด้วย..”


    เฉินอี้ที่เคยเป็นถึงเทพโอสถย่อมรู้ดีว่าการใช้กรรมวิธีที่ตนเองยังไม่ได้ชำนาญนั้น ไม่อาจจะสู้วิธีการปรุงยาที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีได้!


    “ท่านแม่เริ่มทำการผสานเป็นเม็ดโอสถแล้ว!” เฉินเหม่ยเย่กล่าวขณะจ้องมองไปที่เบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น นางที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกหัดปรุงยาขั้นสูงมาจากสมาคมปรุงยาเอง จึงพอจะรู้ได้ว่าท่านแม่เฉินซูย่วนกำลังจะทำอะไรเป็นการต่อไป..


    เฉินซูย่วนทำการปิดฝาหม้อลง จากนั้นนำมือขวาหมุนเวียนกระจายลมปราณล้อมรอบภายในเตา ให้แก่นแท้สมุนไพรที่เพิ่งถูกชำระล้างมากลายเป็นผง แล้วเริ่มผสานรวมเข้าด้วยกันทีล่ะน้อย ส่วนมืออีกข้างก็กำลังคุมฟืนไฟอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่หยุด


    กึกๆ ๆผงละอองสีสันสดใสของแก่นแท้สมุนไพรกำลังหลอมผสานเข้ากันภายในเตาปรุงยาจนเริ่มก่อตัวเป็นเม็ดโอสถ.. ผลของการผสานรวมนี้ทำให้ตัวหม้อเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย..


    “โฮ่!..” ใบหน้าของทุกๆคนภายในห้องที่รับชมอยู่ ต่างส่งเสียงออกมาด้วยความตกตะลึง ในการกระทำของเฉินซูย่วนที่ดูเหมือนว่าใกล้จะปรุงยาเสร็จแล้ว..


    เฉินอี้สีหน้าอมยิ้มออกพลางกล่าวชื่นชมภายในใจว่า “เวลาผ่านมาแค่ไม่กี่วัน.. ฝีมือของท่านน้าดูจะพัฒนาขึ้นกว่าเดิมอีกนะเนี่ย..”


    ฟู่!.. หม้อปรุงยาได้หยุดสั่นลง พร้อมกับมีเสียงอากาศดังออกมาจากภายใน


    “เสร็จแล้ว!..”เฉินซูย่วนนัยน์ตาทอประกายแวววาว ปรากฎรอยยิ้มสดใสขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกพึงพอใจมากนักสำหรับการปรุงยาในครั้งนี้ มือซ้ายของนางค่อยๆเปิดฝาหม้อขึ้น แล้วเอื้อมมือขวาล้วงลงไปหยิบเม็ดโอสถที่อยู่ข้างใต้เตาออกมา..


    “อะ.. อะไรกัน!?..” หวังมู่และโจวอี้หาน ผงะกล่าวสีหน้าตื่นตระหนกพร้อมกัน กอปรกับดวงตาของผู้ชมภายในห้องที่กำลังเบิกกว้างกลมโต จับจ้องไปที่เม็ดโอสถสีขาวผุดผ่องระหว่างนิ้วที่ปรากฎออกมาต่อหน้าพวกเขา!


    “โอสถ..ฟื้นฟูพลังลมปราณเก้าส่วน สองเม็ด!?..” เซี่ยซูเหยาตกใจจนเผยอริมฝีปากกล่าวใบหน้าแข็งค้าง แววตาคู่งามเป็นประกายสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึงยิ่ง!.. แสดงปฏิกิริยาตกตะลึงไม่ต่างจากคนอื่นๆเช่นกัน


    “หึๆ.. เป็นยังไงล่ะ ฝีมือการปรุงยาของข้า.. พวกเจ้าได้เห็นกันกับตาตัวเองแล้วรึยัง!?” เฉินซูย่วนเงยใบหน้ายิ้มหยันกล่าวหัวเราะเยาะเย้ย พลางยื่นโอสถทั้งสองเม็ดข่มไปยังเบื้องหน้าสายตาพวกหวังชุนเทียนด้วยความสะใจ


    “หึ่ย!..” หวังชุนเทียนกำหมัดแน่นอย่างรู้สึกเจ็บใจ มันได้หยุดการปรุงยาลงแล้ว เพราะรู้ว่าตนเองนั้นไม่มีทางสามารถจะเอาชนะเฉินซูย่วนได้แน่นอน!


    “รู้ผลกันแล้วสินะ.. รีบประกาศแล้วยอมรับความพ่ายแพ้ของเจ้าซะ!..” เฉินอี้หันใบหน้าไปกล่าวกับหวังชุนเทียนทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา


    “ข้า.. แพ้แล้ว..” หวังชุนเทียนก้มหน้ากัดฟันกล่าวออกไปด้วยท่าทางฝืดฝืน..


    “ไชโย!..ท่านแม่ชนะศิษย์สำนักกระบี่ผู้นั้นได้แล้ว..อย่างขาดลอยเลยด้วย!..ฮ่าๆ ๆ” เฉินเจี้ยนเหาพลันชูแขนใบหน้าหัวเราะร่าขึ้นกล่าวอย่างยินดีสุดขีด ในชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่นี้ของท่านแม่


    “เย้ๆ ท่านแม่ของพวกเราทำได้สำเร็จแล้วล่ะ..หยู่หลิน!..ฮะๆ”


    “อื้ม!.. ดีจังเลยนะพี่ใหญ่!”


    ทั้งเฉินเหม่ยเย่กับเฉินหยู่หลินเองต่างก็เข้ามากระโดดกอดกันด้วยสีหน้ายินดีเบิกบาน อย่างเก็บไว้ไม่อยู่เช่นกัน..


    ส่วนหวังมู่ที่แน่นอนว่าไม่ได้รู้สึกยินดีต่อความพ่ายแพ้ของพี่ชายเลยสักนิด.. ได้แต่ยืนก้มหน้าหลับตายอมรับความจริงอย่างเศร้าเสียใจ.. กลับกันกับโจวอี้หานที่มีใบหน้าขมวดคิ้ว กลอกสายตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง.. แล้วหันแววตามาดร้ายไปมองเฉินอี้ด้วยความแค้นเคือง


    เฉินอี้ยืนเอามือไพล่หลังสีหน้าเฉยเมย สามารถรับรู้ถึงสายตาอาฆาตของโจวอี้หานมันได้ จึงสาดประกายตามองอย่างเย็นชากลับไป พลางกล่าวย้ำขึ้นว่า “พี่สาวซูย่วนได้ชนะการประลองปรุงยาแล้ว.. และจากนี้ไป จะเป็นไปตามข้อตกลงที่เราได้เคยคุยกันเอาไว้ เจ้าคงยังไม่ลืมสินะ?..”


    “แน่นอน!..ทางข้าต่างหากล่ะที่กลัวว่าเจ้าจะลืม.. เจ้ากับข้าจะประลองเป็นตายกันเมื่อไหร่.. ตอนนี้เลยหรือไม่!?” โจวอี้หานฉีกปากกล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้มชั่วร้าย เลือดลมในร่างสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น ทนรอที่จะได้สังหารเฉินอี้ด้วยตัวมันเองจนแทบไม่ไหว!


    เฉินอี้ที่เห็นท่าทางกระหายการต่อสู้ของโจวอี้หานมันแล้ว ตนพลันแสยะยิ้มมุมปากกล่าวออกไป “หึ!..ตอนนี้ที่ตระกูลเฉินข้ายังมีธุระให้ต้องสะสางก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะมาเอาชีวิตกัน เพราะฉะนั้นในวันนี้เราจะทำพันธะสัญญาเลือดเพื่อยืนยันการประลองเป็นตาย แล้วค่อยมาตัดสินชี้ชะตากันในวันถัดไป..”


    เขายังมีอีกหลายเรื่องต้องจัดการให้เสร็จภายในวันนี้.. จึงไม่สามารถต่อสู้กับโจวอี้หานในทันทีได้..


    โจวอี้หานกวาดสายไปทางผู้อาวุโสสูงสุดเซี่ยซูเหยา และหันไปมองผู้อาวุโสอีกสองสำนักใหญ่ แล้วจึงกระพริบตากล่าวขึ้นว่า  “ได้..ข้าตกลงจะทำสัญญาเลือดกับเจ้าก่อน แล้ววันพรุ่งนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!..”


    ตัวโจวอี้หานมันคิดว่ายังไม่สามารถทำอะไรได้ในสถานการณ์นี้ นอกจากต้องทำตามที่เฉินอี้มันบอกไปก่อน...

    .


    .


    . 

    เฉินอี้และโจวอี้หาน เริ่มต้นทำการร่างสัญญาการประลองเป็นตายขึ้น จากนั้นจึงค่อยกดประทับรอยนิ้วมือเลือดลงไปในกระดาษแผ่นบางสีขาว..


    ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังยืนยันความตั้งใจที่จะต่อสู้แลกชีวิตกันอยู่นั้น... เจิ้งหู่ที่กำลังนั่งก้มหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง ภายในใจยังนึกถึงภาพการประลองปรุงยาเมื่อสักครู่ โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องของพวกเขาแต่อย่างใด..


    “ช่างเป็นการปรุงยาที่มหัศจรรย์นัก.. ตั้งแต่ข้ามีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ก็เพิ่งจะเคยพบเห็นวิธีการปรุงยาอันน่าประหลาดใจเช่นนี้เป็นครั้งแรก!..”


    เจิ้งหู่กล่าวในใจ ขณะเงยสีหน้าแววตาลึกล้ำจ้องมองเฉินซูย่วน ที่ถูกรายล้อมไปด้วยคนตระกูลเฉินและเหล่าประมุขตระกูลใหญ่ในเมืองเซียงหนาน..ที่กำลังร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเป็นมิตร


    “ไม่ว่าอย่างไร.. ข้าจะต้องชวนนางมาเป็นผู้อาวุโสปรุงยาในสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ของข้าให้ได้!..”


    เจิ้งหู่คิดด้วยสายตาที่มุ่งมั่นว่าจะต้องดึงตัวเฉินซูย่วนมาเพื่อพัฒนาสำนักตนเองให้จงได้!


    จินอิ้งผู้อาวุโสแห่งสำนักสุสานทมิฬ หรี่สายตาตรงดิ่งทอดมองไปที่เฉินซูย่วน ด้วยท่าทีคล้ายคลึงกับผู้อาวุโสเจิ้งหู่เช่นเดียวกัน..


    “ ข้ายินดีกับท่านด้วย ท่านพี่เฉินซูย่วน.. ฝีมือของท่านนี่ช่างไม่ธรรมดาเลย! ”


    เซี่ยซูเหยาเดินมือไพล่หลังมากล่าวแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์ให้กับเฉินซูย่วน 


    ต่อให้นางจะได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเฉินซูย่วนแล้ว และรู้สึกเหนือความคาดหมายไปหน่อย... นางก็ไม่ได้มีความคิดจะเชิญชวนเฉินซูย่วนมาเข้าร่วมกับสำนักบุปผาเหมันต์ เหมือนอย่างพวกสองสำนักใหญ่เหล่านั้นแต่อย่างใด...


    ถ้าเซี่ยซูเหยาอยากจะเชิญชวนใครให้เข้าสำนักของตนเองจริงๆ ก็คงจะเป็นตัวเฉินอี้ซะมากกว่า.. และการได้มาเป็นมิตรสหายกับเฉินอี้ในยามนี้ อาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าด้วยซ้ำ.. เพราะเซี่ยซูเหยาพอจะสังเกตได้ว่า เฉินอี้นั้นไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับสำนักใดเลยสักนิด ทั้งที่มีความสามารถสูงถึงขนาดนี้.. นางจึงไม่ต้องการที่จะทำแบบนั้น และได้เลือกที่จะช่วยเหลือเขาแทน เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีนี้เอาไว้ 


    “ขอบคุณน้องหญิงซูเหยา..” เฉินซูย่วนผงกศีรษะยิ้มกล่าวตอบรับคำแสดงความยินดีของเซี่ยซูเหยาตามมารยาท.. แล้วหันใบหน้าเรียบเฉยมองไปทางเฉินอี้..


    ซึ่งในเวลานี้ทั้งเฉินอี้และโจวอี้หาน พวกเขาสองคนต่างได้ทำสัญญาเลือดกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว


    “วันพรุ่งนี้เวลาเดิม แล้วมาพบกันที่ลานประลองของเมืองเซียงหนาน.. ข้าจะให้พี่หญิงซูเหยาเก็บสัญญาสำคัญนี้ไว้ และให้ทุกคนต่างเป็นสักขีพยานรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย..”เฉินอี้กล่าวพลางถือกระดาษที่มีลายเซ็น พร้อมประทับรอยนิ้วมือเลือดของพวกมันสองคนเอาไว้ด้านหน้าของทุกคนเพื่อให้เห็นทั่วถึงกัน..


    “ตกลง!.. ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะไม่เล่นตุกติก หรือมีผู้ใดมาช่วยเจ้าเมื่อยามนั้นมาถึงก็พอ!..” โจวอี้หานกล่าวทำหน้าตาวางท่าอย่างหยิ่งยะโสออกไป เพราะกลัวว่าเซี่ยซูเหยาที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตระกูลเฉินจะโกงโดยการเข้ามาขัดขวางการประลองเริ่มขึ้น.. แต่มันไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรงๆ จึงได้แต่กล่าวอ้อมๆกับเฉินอี้แทน..


    “ข้าที่เป็นถึงผู้อาวุโสสำนักบุปผาเหมันต์นั้นย่อมรักษาสัจจะเสมอ.. ข้าจะไม่มีทางเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการประลองเป็นตายระหว่างพวกเจ้าโดยเด็ดขาด.. แล้วจงระวังคำพูดเอาไว้ด้วย..ไม่เช่นนั้นข้าจะแช่แข็งปากพล่อยๆของเจ้าทิ้งซะเดี๋ยวนี้เลย!”


    มีหรือที่เซี่ยซูเหยาจะไม่เข้าใจความหมายที่มันพูด นางกล่าวอย่างมีโทสะ แล้วค่อยๆยกฝ่ามือที่แผ่รัศมีพลังปราณสีฟ้าเย็นยะเยือกขึ้น แววตาปลดปล่อยจิตสังหารไปยังโจวอี้หานอย่างเต็มเปี่ยม


    “อึก!!..หามิได้ท่านผู้อาวุโส!..ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะหมายความเช่นนั้น..ได้โปรดให้อภัยด้วย!” โจวอี้หานพลันรีบก้มหน้าก้มตา คุกเข่ากราบขอขมาอย่างขนหัวลุกทันที.. จนเสียวสันหลังวาบคิดในใจว่าเซี่ยซูเหยาจะลงมือกับมันจริงๆ!


    “พี่หญิงซูเหยาปล่อยให้ข้าเป็นคนจัดการมันเองเถอะ..ข้าขอฝากหนังสือสัญญาเลือดที่สำคัญนี้ไว้กับท่านด้วย”เฉินอี้กล่าวใบหน้ายิ้มมุมปาก พลางยื่นส่งกระดาษให้กับนางด้วยความมั่นใจ..


    “อืม.. ข้าจะรับมันไว้เอง” เซี่ยซูเหยาเห็นดังนั้นก็ผงกศีรษะกล่าวอย่างใจเย็น พลางลดฝ่ามือหยุดการโคจรพลังลมปราณลง รับกระดาษแผ่นนี้ใส่เข้าไปในแหวนมิติ


    “เฮ้อ..” โจวอี้หานที่เห็นว่าตนเองรอดแล้วจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางดันตัวลุกขึ้นยืน..


    “ตัวข้าได้หมดธุระทุกอย่างที่นี่แล้ว ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน..วันนี้ข้าน้อยหวังชุนเทียนต้องขอตัวลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน..”


    หวังชุนเทียนค้อมตัวคารวะกล่าวลา ด้วยความที่อยากจะออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็ว ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ต่อหลังจากได้พ่ายแพ้ให้กับเฉินซูย่วนอย่างหมดรูป


    “อืม..ไว้เจ้าค่อยมาพบข้าอีกทีวันหลังแล้วกัน..” เจิ้งหู่กล่าวพยักหน้าตอบกลับ.. และหวังจะได้ทำความรู้จักกับหวังชุนเทียนในอนาคตต่อไป..


    หวังชุนเทียนกับหวังมู่ประสานมือขึ้นคารวะก่อนจากลาอีกครั้ง แล้วเดินออกจากที่นี่ไปทันที..


    ส่วนโจวอี้หานเองก็ได้โค้งตัวกล่าวคำนับจากลาตามไปทีหลังด้วยเช่นกัน มันชำเลืองสายตามองไปทางเฉินอี้ ขณะหมุนตัวเดินหันหลังใบหน้าแสยะยิ้มชั่วร้ายในใจว่า


    “วันนี้ข้าจะฝากเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนเฉินอี้!.. แล้วข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้าทั้งหมดวันหลัง!.. และเมื่อเวลานั้นมาถึง.. ข้าจะทรมานเจ้าให้ตายลงอย่างช้าๆก่อนจะปลิดชีวิตเจ้าไปให้พ้นๆหน้าของข้าซะ! หึๆ...”


    เขาก้าวเดินจากไปภายใต้เจตนามุ่งร้ายกับคนตระกูลเฉิน และคิดหาวิธีการรับมือกับเซี่ยซูเหยาก่อนที่วันตัดสินครั้งสำคัญจะมาถึง..


    เฉินอี้หรี่แววตาวาวโรจน์มองท่าทีของมันอย่างเย็นชาในใจว่า “ข้าจะทำให้ตระกูลโจวของเจ้าหายไปซะ!..เพราะเจ้าบังอาจมาคิดร้ายกับข้าเอง!”


    เมื่อเฉินอี้ได้รู้จักตัวตนอันเลวร้ายของโจวอี้หานกับตาตนเองแล้ว เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะไว้ชีวิตมันแม้แต้น้อย... แตกต่างกับเซี่ยซูเหยาที่ภายในจิตใจนั้นยังมีด้านดีอยู่บ้าง และในปัจจุบันนางยังเป็นมิตรสหายกับเฉินอี้ที่คอยช่วยเหลือมันอีกแรง.. เขาจึงไม่ได้คิดติดใจอะไรแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้วางใจเต็มร้อยซะทีเดียว.. เพราะเฉินอี้รู้ดีว่าจิตใจคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และคนที่ยังคิดแค่หวังผลโยชน์จากมันก็ไม่อาจไว้ใจได้..


    ที่เฉินอี้บอกความลับเรื่องเคล็ดวิชากับเซี่ยซูเหยาไปเมื่อตอนนั้น เป็นเพราะรู้ว่านางจะไม่มีทางสังหารเขาจนกว่าจะได้รักษาหลินฉีหนิงที่เป็นลูกศิษย์ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน.. และกว่าจะได้รักษาหลินฉีหนิงเขาก็คงจะแข็งแกร่งเหนือเซี่ยซูเหยาไปแล้ว..


    เฉินอี้จึงค่อนข้างรู้สึกสบายใจ และไว้ใจนับเซี่ยซูเหยาเป็นสหายที่ดีพอสมควรในตอนนี้..


    ที่สำคัญเฉินอี้ยังกุมความลับไพ่ตายบางอย่างเกี่ยวกับกายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์ของหลินฉีหนิงที่ไม่ได้บอกใครไว้อีกด้วย!.. จึงปลอดภัยหายห่วง..



                                              ....................................


     

    “เอาล่ะ! ทีนี้ก็กลับมาเข้าเรื่องของเรากันต่อดีกว่า.. ท่านเฉินซูย่วน.. ท่านได้คิดที่จะเข้าร่วมกับสำนักใดไปแล้วรึยัง?..”


    เมื่อบรรยากาศเริ่มกลับมาเป็นปกติ จินอิ้งก็ได้กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปิดประเด็นการมาของพวกเขาในวันนี้ขึ้นอีกครั้ง.. 


    เฉินซูย่วนยืนอยู่ในสภาพนิ่งเฉยไม่ตอบสิ่งใด นางเพียงเหลือบตามองไปทางเฉินอี้ด้วยสีหน้ารอคอยบางอย่าง..


    เหล่าผู้อาวุโสทั้งสองสำนักใหญ่ สามารถสังเกตถึงปฏิกิริยาท่าทางของเฉินซูย่วนได้ จึงเหลียวหน้ามองตาตามไปยังเฉินอี้ และขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


    เฉินอี้ก้าวเดินเข้ามาหยุดตรงด้านหน้าของพวกเขา แล้วค้อมตัวกล่าวคารวะด้วยท่าทีอ่อนน้อมว่า “เรียนท่านผู้อาวุโสสำนักใหญ่ทั้งสองท่าน ตัวข้ามีนามว่าเฉินอี้.. ต่อจากนี้ไปข้าจะเป็นผู้กล่าวแทนเอง.. สำหรับเรื่องที่ท่านเพิ่งกล่าวถามมานี้ ข้าต้องขอประทานอภัยเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบอกว่า ทางตระกูลเฉินของพวกเรานั้นยังไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมกับสำนักใหญ่ใดๆทั้งสิ้นในตอนนี้.. แต่ข้ามีข้อเสนอทางธุรกิจจะมายื่นกล่าวให้แก่พวกท่านผู้อาวุโสได้รับรู้ก่อนใคร รวมถึงเหล่าห้าสำนักใหญ่ที่เหลือด้วย..” 


    จินอิ้ง และเจิ้งหู่ ต่างมีสีหน้าตกตะลึงไปชั่วครู่ที่ถูกปฏิเสธอย่างทันทีเช่นนี้.. แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างไร้เหตุผลต่อคำกล่าวที่นอบน้อมของเฉินอี้แม้แต่น้อย..

    คล้ายกับเรื่องราชันพิษล้างสวรรค์ ที่คุณอ่าน