เมอร์ลินพุ่งตัวผ่านลำแสงสีทองจนพ้นออกมาเขานั้นได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งต่างจากเดิม
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าโดยรอบบริเวณนั้นปรากฏเป็ผืนเกาะแห่งหนึ่งที่มีทะเลสีเหลืองทองล้อมรอบทะเลนี้ไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับว่าเกาะนี้เป็เกาะเดียวที่อยู่ในทะเลแห่งนี้ไม่มีใครรู้ว่าที่แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก
ผู้ใช้เวทมนต์หลายคนถูกส่งมายังชายหาดของเกาะจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งเมอร์ลินก็เป็หนึ่งในนั้น
เมื่อมองพื้นชายหาดออกไปก็จะพบกับสิ่งก่อสร้างโบราณมันคือหอคอยเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งแม้ว่าที่ตั้งของหอคอยนั้นจะอยู่ไกลจากที่นี่มากแต่ด้วยความใหญ่โตของมันก็ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ความสูงของมันนั้นตั้งตระง่านตรงขึ้นไปถึงชั้นฟ้าทะลุกลุ่มเมฆกลิ่นอายโบราณถูกแผ่ออกมาจากหอคอย กระแสเวทย์ในพื้นที่ของเกาะล้วนเกิดความปั่นป่วนอยู่ตลอดเวลาแน่นอนมันเกิดจากอำนาจของหอคอยมหาเวทย์
ผู้ที่จะเข้ามาถึงสถานที่แห่งนี้ได้จะต้องเป็ผู้ที่แสวงหาผ้าคลุมเวทย์เป็ของตนเองและหาก้าที่จะออกจากเกาะนี้ ผู้ทดสอบจะต้องขึ้นไปบนหอคอยมหาเวทย์แล้วนำหินตราเวทย์ออกมาจากหอคอย
หินตราเวทย์นี้คือวัตถุดิบชิ้นหนึ่งซึ่งใช้ในการสร้างผ้าคลุมเวทย์เมื่อผู้หินตราเวทย์ทำการรวมจิตกับหินตราเวทย์แล้ว หินตราเวทย์นั้นก็จะกลายมาเป็ผ้าคุมเวทย์ของแต่ละคน
เมื่อได้รับผ้าคลุมเวทย์แล้วคนผู้นั้นจะถูกส่งออกไปจากเกาะแห่งนี้ทันทีในบางกรณีหากมีผู้เสียชีวิตระหว่างการทดสอบ พวกเขาเ่าั้จะถูกส่งกลับไปเช่นกันโดยที่การตายนั้นจะไม่ใช่การตายที่แท้จริง
แต่ทว่าหากผู้ใดที่ตายในเกาะแห่งนี้คนผู้นั้นก็จะต้องสูญเสียระดับของพลังเวทย์ลงครึ่งหนึ่งนี่จึงเป็การลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับผู้ใช้เวทมนต์ และหากหินตราเวทย์ไว้ขณะที่ตายหินตราเวทย์นั้นก็จะสลายหายไปทันที นั่นถือเป็การสูญเสียที่ร้ายแรงเพราะหมายความว่าผู้เข้าทดสอบจะต้องจากไปโดยที่ไม่ได้รับอะไรเลย
ผู้ทดสอบของหอคอยในแต่ละชั้นนั้นจึงต้องคิดและไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงเื่การประเมินความสามารถของตนเองหากไม่มีความเจียมตัวฝืนขึ้นไปยังชั้นที่สูงเกินขีดจำกัดของตนเองคนผู้นั้นต้องยอมรับในหายนะที่จะตามมา
แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะออกจากเกาะแห่งนี้ได้นั่นก็คือการอยู่บนเกาะจนครบ 7 วัน เมื่อถึงกำหนดเวลาพวกเขาจะถูกส่งกลับออกไปทันที
เห็นหลายคนเริ่มออกเดินทางเมอร์ลินเองก็ไม่รอช้า เขานั้นเริ่มมุ่งหน้าไปยังหอคอยมหาเวทย์
เมอร์ลินค่อยๆเดินอย่างใจเย็น เขาไม่ได้มีความรีบเร่งใดๆ
เมื่อเดินทางไปได้ระยะหนึ่งพ้นพื้นที่ของชายหาดเขาก็พบกับผืนป่าที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มีพวกผู้ใช้เวทมนต์จำนวนไม่น้อยที่เกาะกลุ่มกันในการเดินทาง
พวกเขาเ่าั้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อที่จะใช้ความสามารถของแต่ละคนทะลวงให้ขึ้นไปในชั้นที่สูง
การจัดกลุ่มส่วนใหญ่จะจัดตามบุคคลที่คุ้นเคยหรือจัดตามเพื่อนนักเรียนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันเสียส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สังกัดโรงเรียนใดอย่างเช่นเมอร์ลินก็แยกตัวออกไปลำพัง
เมอร์ลินกวาดสายตามองดูการกระทำเ่าั้อย่างสนใจแม้เขาจะเคยเป็ชายชราผู้หนึ่งในอดีต แต่ทว่าอดีตของเขานั้นมีแต่ความโดดเดี่ยวการคงอยู่ของเขานั้นมีเพียงลำพัง ในหลายร้อยปีก่อนหน้านั้นเขาไม่มีสหาย ไม่มีสังคมกระทั่งความสัมพันธ์ใดๆ กับคนรอบข้าง
การบ่มเพาะของเขานั้นไม่มีการต่อสู้ไม่มีการแย่งชิง มีเพียงความโดดเดี่ยวและจิตใจที่มุ่งมั่นเท่านั้น
ชายคนหนึ่งสวมใส่ชุดนักสู้สีดำทั้งตัวั์ตาคล้ายเหยี่ยว ทรงผมชี้ตรง ริมฝีปากบาง และมีไฝที่ใต้ตาสองเม็ดเป็ที่สังเกต เขาเดินตรงมายังที่ที่เมอร์ลินยืนอยู่
"เฮ้! เ้า ...เ้าสนใจจะจับคู่กับข้าไหม" ชายคนนั้นเอ่ยถามเมอร์ลิน
แต่ทว่าเมอร์ลินนั้นกลับมีท่าทีที่เฉยชาและไม่สนใจเขานั้นเหลือบตามองเพียงแค่แว๊บเดียวและหันกลับดังเดิม แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนั้นจะไม่ยอมเลิกลานั้น
เมอร์ลินสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและเ็า
"เ้านั้นยังไม่มีคุณสมบัติที่จะคู่กับข้า"ท่าทางของเมอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยความยโส เขากล่าวโดยไม่แม้แต่เหลือบมองชายคนนั้น
"เคี๊ยก เคี๊ยกเคี๊ยก ข้ากะแล้วเชียว สายตาของข้านี้ไม่ผิดพลาดเ้านั้นต้องมีความสามารถกระทั่งข้ายังไม่อยู่ในสายตาเ้า" ชายตาเหยี่ยวเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี ด้วยการตอบโต้อันเฉยชาและท่าทางยโสของเมอร์ลินนั้นกลับเป็ที่ถูกใจของเขาและเขาก็หัวเราะออกมา
ชายคนนี้พิเศษกว่าคนอื่น
"ไปตามทางของเ้าซะข้าไม่อยากเสียเวลา” เด็กน้อยเอ่ยด้วยความหยิ่งยโส ใบหน้าของเขานั้นไร้ซึ่งอารมณ์ กลิ่นอายที่เ็าแผ่ออกมาจากเขา
สิ่งนี้สร้างความสนใจกับผู้ชมโดยรอบเป็อย่างมากหลายคนเริ่มมุงดู
ชายตาเหยี่ยวนั้นไม่สนใจในท่าทีของเมอร์ลินเขาเพียงยิ้มและเอ่ย
"ความหยิ่งยโสของเ้านั้นน่าสนใจเมื่อดูจากไอพลังเวทย์ของเ้าแล้ว เ้าคงอยู่ในระดับผู้ใช้เวทย์ตอนปลาย” ชายตาเหยี่ยวหยุดและหัวเราะออกมา“เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก ข้านั้นชื่อมิลาส แต่ดูเหมือนว่าคนรอบข้างข้าจะชอบเรียกข้าว่าจอมวิปลาสเสียมากกว่า”
ชายตาเหยี่ยวแนะนำตัวพร้อมทั้งแสดงท่าทางที่ดูไม่ปกติออกมาเขานั้นไม่เหมือนคนปกติ ั์ตาของเขากรอกซ้ายขวาไปมาชวนให้ผิดวิสัย
“เคี๊ยก เคี๊ยกเคี๊ยก หากเ้ายังไม่มั่นใจในตัวข้า ข้าสามารถบอกได้ว่าข้าคือผู้ขีดจำกัดสายเืและเป็ผู้ใช้เวทมนต์ที่อยู่ในขอบเขตของนักเวทย์"
ขีดจำกัดสายเื!
“ขีดจำกัดสายเือย่างนั้นหรือ?” เมอร์ลินเอ่ยออกมาช้าๆ คิ้วของเขานั้นถูกขมวดเข้าหากัน เขานั้นไม่คุ้นเคยกับคำๆนี้ แต่ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะมีความภาคภูมิใจกับคำๆ นี้เป็อย่างมาก
เมอร์ลินหลับตาและใช้ความคิด
ครู่หนึ่งเมอร์ลินก็ทราบที่มาของคำว่าขีดจำกัดทางสายเืเขานั้นเคยอ่านเจอในห้องสมุดโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนและยังพบมันในสารานุกรมของเลเมเกทัน
พลังขีดจำกัดทางสายเืนั้นคือพร์อย่างหนึ่งพร์นี้จะสืบทอดทางสายเืเท่านั้น
ผู้ที่ถือครองพลังขีดจำกัดทางสายเืนั้นจะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่จากบรรพบุรุษพลังที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป เช่นว่าหากเป็ผู้มีพลังขีดจำกัดทางสายเืของไฟ คนผู้นั้นจะใช้เวทย์ไฟได้อย่างรุนแรงเป็พิเศษกระนั้นพลังของขีดจำกัดทางสายหลายนั้นยังมีอีกมากมายในโลกนี้
ในดินแดนแห่งนี้การใช้เวทมนต์นั้นประกอบด้วย3 สายหลักๆ ด้วยกัน นั่นคือ เวทย์สนับสนุนเวทย์โจมตี เวทย์แปรสภาพ
เวทย์สนับสนุนคือเวทย์ที่ใช้สนับสนุนการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็เวทย์ที่เพิ่มพลังการต่อสู้ชนิดต่างๆ เวทย์รักษา หรือแม้กระทั่งเวทย์มิติ
เวทย์โจมตีคือเวทย์ที่ใช้ในการต่อสู้เป็หลักทั้งนี้ในดินแดนแห่งนี้การใช้เวทย์โจมตีนั้นยังมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็การโจมตีระยะไกล,ระยะใกล้, โจมตีหมู่ หรือโจมตีโดยมีเงื่อนไข
เวทย์แปรสภาพคือเวทย์ที่ใช้ในการต่อสู้แปรสภาพร่างกายให้เป็สสารพวกเขาสามารถทำได้กระทั่งเป็ร่างตนเองให้เป็ของเหลววัตถุต่างๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์อสูรก็ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ในการใช้เวทย์ต่างๆผู้ใช้เวทมนต์จะต้องให้ความสนใจในการใช้พลังเวทย์ให้ถูกกับธาตุในร่างกายของตนเองในดินแดนแห่งนี้โดยปกติคนผู้หนึ่งที่เกิดมาจะมีธาตุประจำตัวด้วยกันทั้งสิ้น
คนส่วนใหญ่จะมีอย่างน้อย1 ธาตุภายในร่าง ส่วนบุคคลพิเศษนั้นบางคนสามารถถือครอง 2 ธาตุไว้ในร่างกายของพวกเขา
หากเป็ผู้มีพร์2 ธาตุ พวกเขานั้นสามารถใช้ 2 ธาตุนั้นสร้างธาตุพิเศษที่ไม่ใช่ธาตุหลักออกมาได้อย่างเช่นผู้ถือครองธาตุน้ำและธาตุลมนั้นสามารถสร้างธาตุน้ำแข็งขึ้นมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพร์ของคนผู้นั้น
การที่ผู้ถือครองในแต่ละธาตุนั้นจำเป็ต้องใช้เวทย์ที่มีชนิดธาตุเดียวกันนั่นเป็เพราะเวทย์ที่สอดคลองกับธาตุของผู้ใช้นั้นจะทำให้ผู้ใช้นั้นสามารถใช้พลังเวทย์ได้รุนแรงมากขึ้น และหากใช้เวทย์ที่ธาตุต่างกันความสามารถในการใช้พลังเวทย์ของผู้ใช้ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน
ผู้ใช้เวทมนต์ทุกคนจึงจำเป็ต้องฝึกการใช้พลังเวทย์ให้เข้ากับธาตุที่อยู่ในร่างกายของตน
"ข้านั้นเป็คนที่ใจกว้างคนหนึ่งมันไม่ยากที่จะจับคู่กับข้า เพียงเ้าต้องแสดงฝีมือให้ข้าดูเสียก่อน" เมอร์ลินส่งสายตาที่ท้าทายไปยังมิลาส
“เ้านั่นเป็บ้าไปแล้วรึยังไงเขาไม่รู้จักจอมวิปลาส? มิลาสที่ว่าบ้าแล้วดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะบ้ากว่าเสียอีก”ชายคนหนึ่งที่กำลังมุงดูพูด
“เด็กนั่นกล้าท้าทายจอมวิปลาสเขา้าตายงั้นหรือ” หญิงสาวที่อยู่ใกล้นั้นพูดเสริม
“คนที่กล้าท้าทายจอมวิปลาสต้องมีความเก่งกาจไม่น้อยแต่ดูเด็กนั่นสิเขาเป็เพียงผู้ใช้เวท์ผู้หนึ่งเขาไม่กระทั่งก้าวสู่ขั้นนักเวทย์ด้วยซ้ำ เขานั้นรนหาที่ตาย” คนดูอีกเสียงหนึ่งพูดขึ้น
เสียงวิจารณ์ของคนดูดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเื่ของเมอร์ลินและมิลาสนั้นสร้างความสนใจแก่ผู้คนรอบข้าง
"เคี๊ยก เคี๊ยกเคี๊ยก นานเท่าไหร่แล้วนะที่มีคนกล้าท้าทายข้า ไม่ต้องกลัวเด็กน้อยวันนี้ข้าจะแสดงฝีมือของจอมวิปลาสให้เ้าเห็นเอง"พูดจบมิลาสก็เริ่มร่ายเวทย์ในทันที
"เพียงท้าทายเ้ามันไม่จำเป็ต้องอาศัยความกล้า เพียงแสดงฝีมือของเ้าออกมา แล้วข้าจะพิจารณาเองว่าเ้าสมควรจะจับคู่กับข้าได้หรือไม่"เมอร์ลินนั้นยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย เขานั้นดีดตัวเล็กน้อยไปยังกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง
เมอร์ลินเด็ดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งออกมาอย่างใจเย็นและเดินถือมันด้วยท่าทางที่สบาย
มิลาสนั้นไม่ได้ใช้อาวุธใดๆเขาเพียงร่ายเวทย์บางอย่างออกมา
เมื่อการร่ายเวทย์ของมิลาสเสร็จสิ้นความสามารถขีดจำกัดทางสายเืก็ได้ประจักษ์ต่อสายตา เขาคือผู้ใช้เวทย์สายแปรสภาพ ร่างกายของเขาถูกย้อมไปด้วยไฟสีฟ้าเผาไหม้ในทุกส่วนของร่างกาย เปลวไฟสีฟ้านั้นลุกโชนไปทั่วร่างหลงเหลือเพียงดวงตาที่คล้ายกับดวงตาของเหยี่ยว
“จอมวิปลาสเริ่มแผลงฤทธิ์แล้วหาก้าดูการต่อสู้นี้ควรอยู่ห่างออกไป ไม่เช่นนั้นอาจโดนลูกหลงได้” ผู้ชมคนหนึ่งพูดขึ้น
“เด็กนั่นไม่รอดแน่ฉายาจอมวิลาสนั้นไม่ได้ตั้งขึ้นเล่นๆ” ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นเอ่ยออกมา
ทันใดนั้นเองร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟสีฟ้าของมิลาสก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาเคลื่อนตัวเข้าประชิดเมอร์ลินอย่างรวดเร็ว
ไฟสีฟ้านั้นถูกเร่งเร้าจากต้นแขนของมิลาสทะลุไปยังส่วนปลายของกำปั้น ลูกไฟขนาดทั่วกะโหลกของมนุษย์ถูกปล่อยออกไป ความเร็วของมันก็ไม่ต่างจากลูกธนูดอกหนึ่ง
พลังหมัดที่ย้อมไปด้วยเพลิงสีฟ้าถูกซัดออกไปด้วยพลังที่น่าสะพรึง
ซูม!
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเด็กน้อยใช้กิ่งไม้ธรรมดานั้นฟาดไปยังบอลเพลิงสีฟ้านั้นอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ
ตูม!
บอลเพลิงนั้นกลายเป็เปลวเพลิงสีฟ้าลุกท่วมอากาศ ฝุ่นควันกระจายออกไปทั่วบริเวณ ไม่นานนักฝุ่นควันก็จางลง สายตาทุกคู่ของผู้ชมมองเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง
ร่างของเด็กน้อยไร้ชื่อไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อยกระทั่งกิ่งไม้ธรรมดาที่ถืออยู่ในมือก็ไม่เป็อะไร
“เ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่เด็กคนนั้นไม่เป็อะไรเลย” หนึ่งในกลุ่มคนดูพูดขึ้น
“ไม่เพียงเท่านั้นเด็กคนนั้นถึงกับใช้กิ่งไม้ทำลายบอลเพลิงของจอมวิปลาส” อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น
“เป็ไปได้ยังไงไม่ใช่ว่าเด็กคนนั้นอยู่ในขั้นผู้ใช้เวทย์ไม่ใช่หรอ เขาสามารถทำลายบอลเพลิงของจอมวิปลาสที่อยู่ในขั้นนักเวทย์ได้อย่างไรความต่างของขั้นพลังนั้นไม่ธรรมดา เขาสามารถทำมันได้ยังไงกัน”สายตาของผู้ชมเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ
"ไม่เลว" เมอร์ลินพูดพร้อมเผยร้อยยิ้มออกมา
เป็ไปได้อย่างไรที่เด็กคนนี้มีรอยยิ้มนี่เป็ครั้งแรกที่เขายิ้ม ราวกับว่าเขานั้นกำลังสนุกกับเหตุการณ์นี้
“การใช้คนผู้นี้เป็คู่มือในการทดสอบความสามารถของเราก็ไม่เลวเช่นกัน”เมอร์ลินคิดในใจ
"นึกอยู่แล้วเชียวว่าเ้าต้องไม่ธรรมดาต่อไปนี้คือของจริงเตรียมรับมือ"
กล่าวจบมิลาสก็พุ่งเข้าหาเมอร์ลินทันที คราวนี้เขากระหน่ำซัดลูกบอลเพลิงออกมาอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเขานั้นเคลือบไปด้วยรอยยิ้มราวกับคนวิปลาส สิ่งนี้สินะที่ผู้คนถึงเรียกเขาว่าจอมวิปลาสผู้ที่ชื่นชอบการต่อสู้ราวกับคนวิปลาส
ตูม ตูม ตูม
ฝุ่นควันลอยกระจายทั่วบริเวณบดบังทัศนีภาพจนไม่เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดนั้น
แม้บางคนจะมีความสามารถมองทะลุกลุ่มฝุ่นควันได้แต่เขาก็ไม่สามารถมองการต่อสู้ได้ชัดเจนอยู่ดีเพราะการต่อสู้นี้รวดเร็วเป็อย่างมาก
ซูม!!!
พลังประหลาดวาดผ่านร่างของมิลาสไปอย่างฉิวเฉียดเขาเกือบเสียงท่าให้พลังประหลาดที่ฟาดฟันนี้
มันคือการโต้กลับของเด็กน้อย
มิลาสมองคู่ต่อสู้อย่างตื่นเต้นนี่เป็ครั้งแรกที่เขาเกือบเสียท่า
“สนุก ... สนุกจริงๆ เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก” มิลาสหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง