บทที่ 5 ศิษย์แห่งยอดเขาไผ่รำพัน
เ้าสำนักยิ้มพลางพยักหน้ากล่าวว่า "แม้พร์จะด้อยไปบ้าง แต่เ้าก็เป็คนฉลาดหลักแหลม"
"เมื่อเป็เช่นนั้น เ้าก็จะเป็คนของศิษย์น้องหญิงเหยียนแห่งยอดเขาไผ่รำพัน"
"เมื่อนางเดินทางกลับมา ข้าจะบอกเื่นี้ให้นางรู้ด้วยตนเอง"
"เวินฉิง อาจารย์ของเ้าไม่อยู่ เ้าจงทำหน้าที่แทนอาจารย์ถ่ายทอดวิชา"
หญิงสาวในชุดสีฟ้าที่ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ว่างก้าวออกมาทันที คำนับเ้าสำนักอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า "เ้าค่ะ เวินฉิงน้อมรับคำสั่ง"
ถึงแม้เวินฉิงจะเป็ศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาของยอดเขาไผ่รำพัน มีฐานะสูงส่ง และเป็ที่โปรดปรานของอาจารย์
แต่นางก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของเ้าสำนัก
เมื่อเ้าสำนักส่งเซียวอวิ๋นไปอยู่กับยอดเขาไผ่รำพัน นางย่อมไม่อาจปฏิเสธได้
เ้าสำนักพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าวว่า "เอาล่ะ วันนี้ก็พอแค่นี้ พวกเ้าจงแยกย้ายกันกลับไปเถิด"
ทุกคนโค้งคำนับ แล้วแยกย้ายกันจากไป
ตอนที่เดินจากไป สีหน้าของเ้าสำนักแต่ละยอดเขามองเซียวอวิ๋นด้วยแววเยาะเย้ย
เซียวอวิ๋นไม่เข้าใจเลย
ทำไมกัน? ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?
พวกเขาก็เป็ถึงประมุขยอดเขา มาเยาะเย้ยศิษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งมีความหมายอะไร?
ในขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังสงสัยงุนงง จู่ ๆ ก็มีเสียงนุ่มนวลไพเราะดังขึ้นข้างกาย "ศิษย์น้อง ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเ้าก็เป็ศิษย์ของยอดเขาไผ่รำพันแล้ว เ้ามีนามว่าอย่างไร?"
เซียวอวิ๋นรีบหันไปมอง คนที่พูดก็คือหญิงงามในชุดสีฟ้าที่ชื่อเวินฉิงนั่นเอง
"คารวะศิษย์พี่หญิง ข้าชื่อเซียวอวิ๋น"
เวินฉิงยิ้มพลางกล่าว "ข้าชื่อเวินฉิง เป็ศิษย์คนโตของท่านอาจารย์ เ้าควรเรียกข้าว่าศิษย์พี่ก็ถูกแล้ว ข้าจะพาเ้ากลับยอดเขาไผ่รำพัน"
ตอนนี้เวินฉิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เมื่อเ้าสำนักมอบศิษย์น้องคนนี้ให้ยอดเขาไผ่รำพันของนาง เขาก็เป็คนของยอดเขาไผ่รำพันแล้ว
นางไม่ได้ดูถูกเขาเพราะเขามีรากฐานิญญาผสม
กลับรู้สึกว่าเซียวอวิ๋นมีพร์ต่ำเกินไป นางควรจะดูแลเอาใจใส่เขาให้มากกว่านี้จึงจะถูก
เซียวอวิ๋นเดินตามเวินฉิงออกจากโถงใหญ่
เวินฉิงโบกมือเบา ๆ กระบี่ไม้ไผ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสองในชั่วพริบตา
เวินฉิงก้าวขึ้นไปบนกระบี่ไม้ไผ่ก่อน แล้วโบกมือเรียกเซียวอวิ๋นพลางกล่าวว่า "ศิษย์น้องขึ้นมาสิ"
ดวงตาของเซียวอวิ๋นเป็ประกาย นี่คือการเหาะเหินบนกระบี่ใช่หรือไม่?
ในทันใดนั้น เขาก็เลียนแบบท่าทางของเวินฉิงก้าวขึ้นไปบนกระบี่ไม้ไผ่
กระบี่ไม้ไผ่เพียงกดลงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนลอยนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคง
"ศิษย์น้อง จับข้าให้แน่น อย่าตกลงไปเชียวนะ"
เวินฉิงหันมายิ้มให้เซียวอวิ๋น ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกราวกับได้รับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ
ความหงุดหงิดก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา
ศิษย์พี่เวินฉิงผู้นี้ช่างสมชื่อจริง ๆ นางอ่อนโยนดั่งสายน้ำ
นี่เป็โชคดีในโชคร้ายของเขา
เซียวอวิ๋นเอื้อมมือทั้งสองข้างโอบเอวบางของเวินฉิงเบา ๆ แล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ข้าพร้อมแล้ว"
"อืม"
เวินฉิงตอบรับสั้น ๆ กระบี่ไม้ไผ่ลอยขึ้นจากพื้นทันที จากนั้นก็พุ่งไปทางูเาลูกหนึ่งทางทิศตะวันออก
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาที่เต็มไปด้วยไผ่สูงใหญ่
ที่เชิงเขามีผู้คนมากมาย มองเห็นศิษย์หลายสิบคนกำลังโค่นไม้ไผ่อยู่ลาง ๆ
เซียวอวิ๋นอดถามไม่ได้ "ศิษย์พี่ คนเ่าั้ด้านล่างเป็ศิษย์ของยอดเขาไผ่รำพันทั้งหมดหรือ?"
เวินฉิงตอบเสียงนุ่มนวล "คนเ่าั้ล้วนเป็ศิษย์รับใช้จากอีกหกยอดเขา ยอดเขาไผ่รำพันของพวกเราอุดมไปด้วยไผ่หยกมรกต มีประโยชน์มากมาย ศิษย์รับใช้จากทุกยอดเขาต้องมาตัดไผ่กลับไปทุกวัน"
"เป็เช่นนั้นเองหรือ แล้วยอดเขาไผ่รำพันของพวกเรามีศิษย์เอกและศิษย์สายนอกเท่าไรหรือ? ศิษย์รับใช้ต้องทำงานหนักมากหรือไม่?"
ถึงแม้ศิษย์พี่เวินฉิงจะเป็คนเข้าถึงง่าย แต่เซียวอวิ๋นรู้ดีว่าสถานะของตนเองกับนางนั้นแตกต่างกันมาก
นางเป็บุคคลที่สามารถเข้าร่วมประชุมแทนอาจารย์และเกือบจะยืนเทียบเท่าประมุขอีกหกยอดเขาได้ แม้ว่าเขาจะเข้าร่วมยอดเขาไผ่รำพันแล้ว ก็ใช่ว่าตนจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในจุดนั้น
ดังนั้นตัวเขาจึงควรสนใจเื่งานที่ต้องทำในแต่ละวันก่อนดีกว่า
สีหน้าของเวินฉิงพลันหม่นลง จากนั้นก็ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านอาจารย์รับข้าเป็ศิษย์เพียงคนเดียว บัดนี้มีศิษย์น้องเข้าร่วม ข้าก็มีเพื่อนเสียที"
เซียวอวิ๋นดีใจเป็อย่างยิ่ง ช่างวิเศษเหลือเกิน
เช่นนี้แล้ว แม้ว่าเขาจะเป็เพียงศิษย์รับใช้ แต่ละวันก็คงต้องปรนนิบัติเพียงท่านอาจารย์และศิษย์พี่สองคนเท่านั้น
ทั้งศิษย์พี่ยังเป็สาวงามที่อ่อนโยนเช่นนี้ ไม่ขาดทุนเลย!
เมื่อนึกถึงว่าต่อไปจะได้อยู่ใกล้ชิดกับศิษย์พี่ผู้อ่อนโยนและงดงามเช่นนี้ เซียวอวิ๋นก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
การตัดสินใจเข้าร่วมยอดเขาไผ่รำพันของเขานั้นช่างชาญฉลาดเหลือเกิน!
ตอนนี้แม้แต่มีคนเอาตำแหน่งศิษย์เอกของเ้าสำนักมาแลกกับเขา เขาก็ไม่ยอมแลก!
ไม่นานเวินฉิงก็พาเซียวอวิ๋นมาถึงหอหลักของยอดเขาไผ่รำพัน
มองเห็นป้ายสีทองที่เขียนว่า ‘ตำหนักพิสุทธิ์’ อยู่ไกล ๆ
เวินฉิงควบคุมกระบี่ไม้ไผ่ให้หยุดที่หน้าประตูตำหนักพิสุทธิ์แล้วแนะนำว่า
“ที่นี่คือตำหนักใหญ่ของยอดเขาไผ่รำพันของเรา ด้านหลังูเาเป็ที่ที่ข้าและอาจารย์อาศัยอยู่ มีห้องว่างอยู่เป็ร้อยห้อง เ้าสามารถเลือกห้องใดก็ได้”
มองตำหนักใหญ่ที่โอ่อ่าตรงหน้า ประกอบกับคำพูดของเวินฉิง เซียวอวิ๋นอดคิดในใจไม่ได้…
ดูเหมือนว่ายอดเขาไผ่รำพันเคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่ตอนนี้ตกต่ำลง เหลือแค่ศิษย์และอาจารย์สองคน
“ไปกันเถิด เข้าไปในตำหนักใหญ่ก่อน ตอนนี้อาจารย์ไม่อยู่บนเขา พวกเราไม่ต้องเกรงใจ”
เซียวอวิ๋นตามเวินฉิงเข้าไปในโถงใหญ่ คำนับที่นั่งของท่านอาจารย์อย่างง่าย ๆ จากนั้นเวินฉิงก็พาเซียวอวิ๋นเที่ยวชมยอดเขาไผ่รำพัน
เที่ยวชมกันเกือบทั้งวัน ในที่สุดก็เที่ยวชมยอดเขาไผ่รำพันเสร็จสิ้น
เซียวอวิ๋นเลือกห้องที่อยู่ติดกับห้องของเวินฉิงเป็ที่พักอาศัย
เวินฉิงไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม อย่างไรเสียศิษย์ของยอดเขาไผ่รำพันก็มีเพียงนางคนเดียว หากทั้งสองอยู่ใกล้กัน การพูดคุยและทำธุระก็จะสะดวกขึ้น
ดังนั้นนางจึงไม่ได้คัดค้าน
หลังจากนั้น เวินฉิงพาเซียวไปยังห้องบำเพ็ญที่เงียบสงบ เพื่อถ่ายทอดวิชาขั้นพื้นฐานให้แก่เขา
ก่อนจะถ่ายทอดวิชา เวินฉิงกล่าวว่า "ศิษย์น้องเซียว เ้ามีรากฐานิญญาผสม สามารถเรียนรู้วิชาใดก็ได้ ข้าจะถ่ายทอดวิชาคลื่นสมุทรมรกตที่ท่านอาจารย์สอนข้าให้เ้า เ้าว่าอย่างไร?"
เขาไม่เลือกแน่นอน มีให้เรียนก็ดีแล้ว "ขอบคุณศิษย์พี่มาก"
นางเวินฉิงยิ้มพลางกล่าว "จริง ๆ แล้วเ้าก็เรียนได้แค่วิชานี้ เพราะข้าก็ไม่รู้วิชาอื่น"
เมื่อเวินฉิงยิ้ม ดวงตาทั้งสองข้างโค้งงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ช่างน่ารักยิ่งนัก
อีกทั้งเวินฉิงยังมีนิสัยอ่อนโยนและสุภาพ
ยิ่งเซียวอวิ๋นได้อยู่ใกล้ชิดนาง เขาก็ยิ่งชื่นชอบนางมากขึ้น
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เขาเริ่มรู้สึกว่ายอดเขาไผ่รำพันแห่งนี้เป็เสมือนบ้านของเขาเข้าไปทุกที
"วิชาคลื่นสมุทรมรกตนี้ เพียงแค่ได้ยินชื่อก็รู้ว่าเป็วิชาที่ร้ายกาจ การได้เรียนวิชาอันล้ำเลิศนี้นับเป็เกียรติของข้ายิ่งนัก" เซียวอวิ๋นกล่าวพลางยิ้ม
"เ้านี่ช่างพูดเสียจริง ข้าจะอธิบายการแบ่งระดับการบำเพ็ญเพียรให้เ้าฟังก่อน"
"ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วย"
"ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของพวกเรา แบ่งออกเป็ห้าขอบเขตได้แก่ ขอบเขตฝึกลมปราณ ขอบเขตสร้างรากฐาน ขอบเขตจินตาน ขอบเขตปฐมิญญา และขอบเขตแปรเทวะ แต่ละขอบเขตยังแบ่งย่อยออกเป็เก้าขั้น"
"ขอบเขตฝึกลมปราณ สามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดิน เสริมสร้างิญญา เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูก ขัดเกลาร่างกาย เมื่อฝึกจนสมบูรณ์ ก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้"
"เมื่อถึงขอบเขตสร้างรากฐานก็จะสามารถใช้อาวุธและคาถาได้"
"หาก้าก้าวไปอีกขั้น ก็ต้องรวบรวมพลังปราณในตัวเองเข้าสู่ทะเลลมปราณในตำแหน่งตันเถียน บีบอัดพลังปราณ เสริมสร้างพลังปราณแท้จริง เมื่อพลังปราณแท้จริงแข็งแกร่งก็จะสามารถสร้างจินตานได้ และก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน"
"เมื่อถึงขอบเขตจินตาน ก็ถือว่าหลุดพ้นจากความเป็มนุษย์ธรรมดาแล้ว อายุขัยจะเพิ่มขึ้นถึง 500 ปี บางคนอาจมีชีวิตยืนยาวถึงพันปี"
"ส่วนระดับที่สูงกว่านี้ เ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้ ตัวข้าเองตอนนี้มีพลังบำเพ็ญอยู่ที่ขอบเขตจินตานขั้นห้า นับว่าเป็ยอดฝีมือคนหนึ่งในหมู่ศิษย์สำนักกระบี่ิญญาแล้ว"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเวินฉิงก็แสดงความภาคภูมิใจเล็กน้อย
"ศิษย์พี่เก่งมาก ไม่ทราบว่าศิษย์พี่มีรากฐานิญญาอะไร และใช้เวลานานเท่าไรถึงบรรลุขอบเขตจินตาน?" เซียวอวิ๋นพูดประจบโดยไม่รู้ตัว
"ข้าแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะเป็ผู้ที่มีรากิญญาธาตุน้ำแข็งชั้นยอด ซึ่งเป็รากิญญาที่แปรเปลี่ยนมาจากธาตุน้ำ ข้าใช้เวลาสิบห้าปีในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน"
"เก่งมากเลยศิษย์พี่ ใช้เวลาเพียงสิบห้าปีก็เข้าสู่ขอบเขตจินตานแล้ว"
เซียวอวิ๋นไม่รู้ว่าขอบเขตจินตานนับว่าเก่งในสำนักกระบี่ิญญาหรือไม่ แต่ยอไว้ก่อนก็แล้วกัน!
"ไม่ทราบว่าอาจารย์ของพวกเรา รวมถึงท่านประมุขแต่ละยอดเขานั้นพลังบำเพ็ญอยู่ในระดับใด?"
"ประมุขแต่ละยอดเขาส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตปฐมิญญา ว่ากันว่าท่านเ้าสำนักของเราได้แตะถึงขอบเขตแปรเทวะแล้ว แต่ระดับพลังบำเพ็ญที่แท้จริงเป็เช่นไรล้วนเป็การคาดเดาของทุกคน ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด"
เซียวอวิ๋นพยักหน้าช้า ๆ แอบรู้สึกทึ่ง "ศิษย์พี่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน ไม่คิดว่าจะมีพลังบำเพ็ญสูงเพียงนี้! ต่ำกว่าประมุขแต่ละยอดเขาเพียงหนึ่งขั้นใหญ่เท่านั้น! สมแล้วที่เป็ผู้ฝีมือ!"
"รากฐานิญญาผสมของข้าจริง ๆ แล้วฝึกได้แค่ขอบเขตฝึกลมปราณสามสี่ขั้นเท่านั้นหรือ? ช่างไม่เล็กน้อยจริง ๆ!"
"ศิษย์พี่ ข้าพอเข้าใจบ้างแล้ว ท่านสามารถสอนวิชาคลื่นสมุทรมรกตให้ข้าได้หรือไม่?"
"ได้ ข้าจะสอนเ้าเดี๋ยวนี้"