"แม่ขา กินน้ำก่อนนะ"
วันนี้เป็นวันขึ้นบ้านใหม่ของบ้านสกุลฉินฉินไห่เยว่สวมชุดกระโปรงสีแดงสดใส ใบหน้าเล็กๆ น่ารักเหมือนกับหยกแกะสลักมองดูแล้วยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู
หลายเดือนมานี้ ฉินไห่เยว่กินอิ่มนอนหลับของใช้ทุกอย่างก็เป็นของที่ดีที่สุดที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวจะหามาให้ได้เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่มีความเป็นอยู่ดีที่สุดในหมู่บ้านชิงซานเลยก็ว่าได้
ใบหน้าเล็กๆ ของเธอจึงขาวผ่อง อวบอิ่มแก้มแดงปลั่งราวกับลูกท้อ ตัวก็สูงขึ้นมาก ดูรวมๆแล้วทั้งน่ารักทั้งนุ่มนิ่มน่ากอด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรับแก้วน้ำมาดื่มจนหมดเกลี้ยงก่อนจะยิ้มและหยิกแก้มเล็กๆ ของฉินไห่เยว่อย่างเอ็นดู
"เยว่เยว่ของแม่เก่งที่สุดเลย!"
พอถูกแม่ชมเข้าหน่อยฉินไห่เยว่ก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
แม่ชมเธอด้วยล่ะ!
หลังจากนั่งพักไปสักพักหนึ่งต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ทำความสะอาดบ้านหลังใหม่เอี่ยมอ่องตั้งแต่ข้างในยันข้างนอกแม้ว่าถึงส่วนใหญ่ฉินซู่จะเป็นคนช่วยจัดการ แต่เธอก็ยังเหนื่อยจนแทบจะยืนไม่ไหว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้ามุ่ยบ่นอุบอิบพลางทุบหลังที่ปวดเมื่อยอย่างหนักด้วยความเหนื่อยล้า
การทำความสะอาดบ้านนี่มันเหนื่อยกว่าผ่าตัดซะอีก!
กว่าจะได้พักหายใจหายคอบ้างก็ปาเข้าไปดึกดื่นแล้ว
ฉินซู่รู้ดีว่าวันนี้ภรรยาของเหนื่อยมากเขาจึงกล่อมลูกๆ ทั้งสามคนเข้านอน แล้วชงนมอุ่นๆ ให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถือแก้วนมอุ่นๆเธอหันไปมองหน้าฉินซู่ด้วยความสงสัย
"นมนี่นายไปเอามาจากไหน?"
ในยุคแปดศูนย์ที่ข้าวของยังขาดแคลนการสร้างบ้านแบบตะวันตกได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
นมกลิ่นหอมๆ แบบนี้ไม่มีขายในเมืองเล็กๆแน่นอน แม้แต่นมสดที่เพิ่งรีดออกมาก็ยังมีกลิ่นคาว แต่นมในมือเธอหอมหวานรสชาติก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉินซู่กะพริบตาเล็กน้อยเขาปิดประตูให้สนิทแล้วค่อยๆ นวดเอวและบ่าให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวอย่างเบามือก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ฉันฝากเพื่อนซื้อมาจากปักกิ่งได้ยินมาว่าพวกผู้หญิงในปักกิ่งชอบดื่มนมร้อนก่อนนอน เพราะมันดีต่อผิวฉันเลยคิดว่าน่าจะหามาให้เธอลองกินดูบ้าง"
เขาอาจจะไม่รู้วิธีดูแลผู้หญิงแต่เขาก็อยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภรรยาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ก่อนหน้านี้เพราะขาของเขายังเจ็บอยู่แถมยังเข้าใจภรรยาผิดอีก ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ห่างเหินกัน
แต่ตอนนี้ภรรยาหันมาดูแลเอาใจใส่เขาช่วยเขาสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาได้ แถมยังมีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมอีก
พอลองคิดดูแล้วตอนแรกที่ภรรยาแสดงท่าทีไม่ดีกับเยว่เยว่และหยางหยางก็พอจะเข้าใจได้
ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้เดิมทีควรจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ แต่กลับต้องมาแต่งงานกับคนพิการอย่างเขา
ถ้าไม่ได้ภรรยาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ป่านนี้เขาก็คงยังเป็นคนพิการอยู่
ฉินซู่คิดอะไรเพลินไปหน่อยจึงออกแรงมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ต่งเสี่ยวเสี่ยวเจ็บจนต้องขมวดคิ้วและสะดุ้งเบาๆ
พอรู้ตัวว่าเผลอออกแรงมากเกินไปฉินซู่ก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เมื่อกี้ฉันไม่ได้คุมแรงให้ดีขอโทษด้วยนะ"
"ไม่เป็นไร"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้า เธอดื่มนมอุ่นๆในแก้วจนหมดเกลี้ยง ทำให้เธอรู้สึกสบายตัวมาก
เพื่อให้ฉินซู่นวดได้สะดวกยิ่งขึ้นต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงหาท่าที่สบายที่สุดแล้วนอนคว่ำหน้าลงบนเตียงปล่อยให้ฉินซู่นวดให้เธอไปเรื่อยๆ
ฉินซู่นวดอย่างเบามือ จากบ่าลงมาเรื่อยๆพอสัมผัสถึงเอวคอดกิ่วของต่งเสี่ยวเสี่ยว ทั้งคู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
ฉินซู่มองเอวบางนั้นแล้วรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันทีเขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองมาก็ร้อนแรงมากขึ้นก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแห้งผาก
"ที่รัก...ฉันเองก็อยากมีลูกกับเธอนะ"
จู่ๆ น้ำเสียงของเขาก็แหบพร่าลง
ร่างกายของต่งเสี่ยวเสี่ยวแข็งทื่อทันทีเธอรู้ว่าผู้ชายที่อยู่ข้างหลังเธอกำลังมีความต้องการ
เธอรอมาหลายเดือนในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดซิงสักที!
ต่งเสี่ยวเสี่ยวทำท่าทางเขินอายแต่ในใจกลับเบิกบานเหมือนกับดอกไม้บานสะพรั่ง จากนั้นเธอก็เปลี่ยนท่าทีพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างฉินซู่ เธอมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาเร่าร้อนก่อนจะโน้มตัวลงไปประทับจูบที่ริมฝีปากของฉินซู่
ดวงตาของฉินซู่เบิกกว้างเขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ดูอ่อนโยนมาตลอดจะกลายเป็นฝ่ายรุก แถมยังรุกหนักขนาดนี้
ในฐานะที่เป็นผู้ชายเขาจะยอมเสียเปรียบได้ยังไงกัน?
แววตาของฉินซู่เต็มไปด้วยความปรารถนามือหนาของเขาล็อกท้ายทอยของต่งเสี่ยวเสี่ยวเอาไว้ อีกมือหนึ่งโอบเอวของเธอไว้แน่นแล้วออกแรงพลิกตัวเล็กน้อย เปลี่ยนให้ทั้งคู่สลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็ว
แค่ชั่วพริบตาบรรยากาศในห้องก็เต็มไปด้วยความหวานชื่น อากาศอบอวลไปด้วยฟองอากาศสีชมพู
ริมฝีปากเล็กๆของต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าน่ารัก เหมือนกับเยลลีนุ่มเด้งทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะลิ้มลองให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น
ในวินาทีต่อมาฉินซู่ก็โอบท้ายทอยของต่งเสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง แล้วจูบอย่างดูดดื่มยิ่งกว่าเดิมรุกคืบเข้าไปยึดครองพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆบรรยากาศยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังไม่ทันรู้ตัวไฟในห้องก็ดับลงพร้อมกับเสียงบางอย่างที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
โชคดีที่บ้านหลังนี้เก็บเสียงได้ดี
กลางดึกที่ผู้คนต่างนอนหลับฝันดีกันอยู่
ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายังอายม้วนหลบเข้าไปในหมู่เมฆ
หนึ่งคืนผ่านไป
วันรุ่งขึ้น กว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะตื่นพระอาทิตย์ก็ลอยสูงโด่งแล้ว แต่ในห้องกลับมืดสนิท ไม่มีแสงรบกวนเพราะตรงหน้าต่างมีม่านทึบกันแสงไว้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเธอมองร่องรอยต่างๆ ตามร่างกาย ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ช่วงล่างทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว ร่างกายของเธอเหมือนกับถูกรถบรรทุกขนาดใหญ่ทับซ้ำไปซ้ำมากระดูกแทบจะแหลกละเอียด
เธอลุกขึ้นจากเตียง สวมเสื้อผ้าก่อนจะเดินไปเปิดม่าน แล้วนั่งลงหน้ากระจก มองดวงตาที่บวมแดงก่ำ
ต่งเสี่ยวเสี่ยว “…”
ผู้ชายที่ดูซื่อๆ มาตลอดแต่เรื่องอย่างว่ากลับดุดันเหมือนกับเสือหรือหมาป่าเขาตักตวงความสุขจากเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเธออ้อนวอนขอความเมตตาแต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุดความดิบเถื่อนนั้น
พอนึกถึงตรงนี้ ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หน้าแดงก่ำ
บ้าจริง!
ผู้ชายคนนั้นยึดครองทั้งร่างกายและหัวใจเธอไปหมดแล้ว
‘แกร๊ก’ เสียงประตูถูกเปิดจากด้านนอก
"ตื่นแล้วเหรอ?"
เสียงนุ่มทุ้มของผู้ชายก็ดังขึ้นมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองฉินซู่แล้วก็หันกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะตอบเบาๆ
"อืม"
ฉินซู่หลุดยิ้มอย่างอ่อนใจเขาวางไข่ต้มร้อนๆ สองฟองลงบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เขาตั้งใจทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ตอนเช้าฉันเห็นว่าตาเธอยังบวมอยู่เลยต้มไข่ไว้สองฟอง เอามาประคบหน่อยคงจะดีขึ้น"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบวางหวีในมือลงบนโต๊ะไม้มองผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์ที่ได้ผลประโยชน์ไปแล้วยังมาทำท่าทีใสซื่อใส่เธออีกด้วยความขุ่นเคือง
"ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะใครกันล่ะ?"
ฉินซู่ยิ้มตาหยี เขาโอบร่างเธอไว้ในอ้อมแขนส่วนตัวเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ มืออีกข้างจับไข่ต้มอุ่นๆ ค่อยๆเอามาประคบบนเปลือกตาของต่งเสี่ยวเสี่ยวอย่างเบามือ
เธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรปล่อยให้ฉินซู่ทำตามใจชอบ
"เมื่อคืนฉันแรงไปหน่อยแต่ที่รัก...เธอจะโทษฉันไม่ได้นะ แค่เห็นหน้าเธอ ฉันก็อดใจไม่ไหวอยากจะแกล้งเธอแรงๆ…"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหงุดหงิดจนทนไม่ไหวหยิกเนื้อนุ่มๆ ที่เอวของฉินซู่ไปทีหนึ่ง "เงียบไปเลยนะ!"
ผู้หญิงในอ้อมแขนดูน่ารักน่าเอ็นดูฉินซู่จึงรีบยอมจำนน "ครับๆ ฉันหุบปากก็ได้ที่รักอย่าโกรธเลยนะ โกรธมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองค้อนฉินซู่เล็กน้อยก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ ปล่อยให้เขาเอาไข่ต้มอุ่นๆ ประคบบนเปลือกตาที่บวมช้ำ