ตอนที่ 15 แขกไม่ได้รับเชิญ
นับั้แ่วินาทีที่ผมก้าวพ้นจากหน้าประตูห้องทำงานกระจกใสของคุณรสรินในเย็นวันจันทร์พร้อมกับคำสั่ง ‘บทลงโทษ’ ที่กระซิบผ่านริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีนู้ดเย้ายวน โลกทั้งใบของผมก็เหมือนถูกเหวี่ยงเข้าสู่พายุหมุนแห่งความคาดหวังอันแสนทรมาน
วันอังคารและวันพุธผ่านไปอย่างเชื่องช้าทรหดราวกับเข็มนาฬิกาจงใจเดินถอยหลัง ทุกวินาทีที่ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในแผนกการตลาด สายตาของผมมักจะเผลอทอดมองทะลุกระจกใสเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของผู้จัดการสาวใหญ่จอมดุคนนั้นเสมอ ภาพของเธอยามนั่งก้มหน้าอ่านเอกสารด้วยใบหน้าเรียบเฉยเ็า ช่างขัดแย้งกับภาพความทรงจำอันเร่าร้อนในคืนพายุฝนที่หัวหิน ร่องรอยความเปียกชื้น ััของกลีบเนื้อนุ่มนวล และเสียงครางกระเส่าที่เคยดังก้องอยู่ในหัวผมยังคงชัดเจนจนทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกระดากอายและตื่นตัวอยู่บ่อยครั้ง
ผมกลายเป็เด็กหนุ่มที่ตกอยู่ในภวังค์ของความปรารถนาและตื่นตระหนก ทุกครั้งที่คุณรสรินเดินผ่านโต๊ะทำงานของผม กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูที่ผสมผสานกับกลิ่นอายความเย้ายวนเฉพาะตัวของเธอจะลอยมากระทบจมูก ทำเอาหัวใจผมเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทว่าเธอกลับทำเพียงปรายตามองผมด้วยความว่างเปล่า ปฏิบัติต่อผมเหมือนพนักงานฝึกหัดธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม หรือสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ลับๆ ของเรา เธอกลับมาสวมบทบาทเ้านายสาวผู้ทรงอำนาจและเ็าได้อย่างสมบูรณ์แบบจนผมรู้สึกหน่วงในใจ
แต่ถึงอย่างนั้น คำสั่งเสียงพร่าที่นัดหมายเวลา ‘สองทุ่มตรง วันศุกร์’ ณ คอนโดส่วนตัวของเธอก็ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็ความรู้สึกที่ทั้งกลัวการเผชิญหน้าและกระหายที่จะถูกเธอควบคุมอย่างประหลาด ความขัดแย้งในใจนี้ทำให้ผมหงุดหงิดตัวเอง ผมเป็แค่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เพิ่งเรียนจบ ไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับผู้หญิงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตรายและอำนาจล้นเหลือแบบเธอมาก่อนเลย
เช้าวันพฤหัสบดี บรรยากาศในออฟฟิศยังคงวุ่นวายตามปกติ เสียงแป้นพิมพ์และเสียงคุยโทรศัพท์ประสานกันเป็จังหวะชีวิตคนเมืองหลวง ผมกำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการตรวจทานตัวสะกดในเล่มรายงานสัมมนาหัวหินอย่างเอาเป็เอาตาย ผมแทบจะเอาแว่นขยายมาส่องดูทุกตัวอักษรเพราะไม่อยากพลาดท่าให้เธอมีข้ออ้างในการเพิ่มบทลงโทษที่หนักหนาไปกว่าเดิม (แม้ในใจลึกๆ ผมจะแอบจินตนาการไปไกลแล้วว่าบทลงโทษของเธอจะทำให้ผมเสียวซ่านได้แค่ไหนก็ตาม)
แต่แล้ว... ความสงบสุข(อันน้อยนิด)ในจิตใจของผมก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
“สวัสดีครับสาวๆ แผนกมาร์เก็ตติ้ง วันนี้ทำงานขยันขันแข็งกันจังเลยนะครับ”
เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูทางเข้าแผนก เรียกความสนใจจากพนักงานทุกคนให้หันไปมอง ผมเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์และพบกับผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างสมส่วนในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้มเนื้อผ้าอิตาลีราคาแพง เขาก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแบบชายไทยแท้ๆ ประดับด้วยรอยยิ้มโปรยเสน่ห์ที่ทำให้พนักงานหญิงในแผนกหลายคนถึงกับหน้าแดงและซุบซิบกันด้วยความตื่นเต้น
“อุ๊ย! พี่ท๊อป... สวัสดีค่ะ วันนี้ลมอะไรหอบรองประธานฝ่ายขายมาถึงแผนกเราได้คะเนี่ย” พี่ฝ้ายรีบยืนขึ้นทักทายด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ผิดกับตอนที่ดุผมเื่งานลิบลับ
‘พี่ท๊อป’ หรือ คุณทศพล รองประธานฝ่ายขายหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งย้ายมาจากสาขาต่างประเทศ เขาขึ้นชื่อเื่ความสามารถ ความหล่อเหลา และความเ้าชู้ประตูดินที่ไม่มีใครในบริษัทนี้ไม่รู้จัก ผมเคยเห็นเขาแค่ตอนประชุมใหญ่บริษัท แต่ไม่เคยเห็นเขาเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนในแผนกการตลาดแบบนี้มาก่อน
“ลมคิดถึงน่ะสิครับน้องฝ้าย...” พี่ท๊อปหยอดคำหวานพร้อมกับส่งสายตาแพรวพราว ก่อนจะชูถุงกระดาษแบรนด์ขนมหวานชื่อดังจากฝรั่งเศสในมือขึ้น “พี่ซื้อมาการองเ้าอร่อยมาฝาก แบ่งกันทานนะครับ... แต่เอ๊ะ คุณรสรินอยู่ในห้องหรือเปล่าครับ?”
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง ผมจ้องมองร่างสูงของพี่ท๊อปที่เดินตรงดิ่งไปยังห้องทำงานกระจกใสของคุณรสรินด้วยความรู้สึกที่ไม่ชอบมาพากล
คุณรสรินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อพี่ท๊อปเคาะประตูเบาๆ แล้วถือวิสาสะเปิดเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต ผมเห็นริมฝีปากของคุณรสรินขยับพูดอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน แต่สีหน้าของเธอยังคงความเรียบเฉยและเป็ทางการ
ผมพยายามก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์ แต่สายตากลับทรยศ เฝ้าลอบมองสถานการณ์ในห้องกระจกนั้นอย่างไม่วางตา พี่ท๊อปเดินเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของคุณรสริน เขาวางกล่องของขวัญขนาดเล็กที่ดูหรูหราลงบนโต๊ะของเธอ ก่อนจะเท้าแขนทั้งสองข้างลงบนขอบโต๊ะ โน้มตัวเข้าไปใกล้เ้านายสาวของผมในระยะประชิดเกินความจำเป็
เขาชวนเธอคุยด้วยรอยยิ้มกริ่ม ท่าทางหัวเราะต่อกระซิกของเขาช่างดูสนิทสนมและเหนือกว่าราวกับกำลังจีบผู้หญิงในผับ ไม่ใช่ในที่ทำงาน คุณรสรินไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ เธอเพียงแค่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอก และตอบสนองด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก... รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้หยอกล้อผม
ฟันของผมขบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว มือที่จับเมาส์เกร็งจนเส้นเืปูดโปน ความรู้สึกร้อนผ่าวปะทุขึ้นในอกอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่ความไม่พอใจ แต่มันคือ ‘ความหึงหวง’ ที่แผดเผาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้ชายคนนั้นกล้าดีอย่างไรถึงไปยืนโน้มตัวเข้าใกล้เธอขนาดนั้น? เขากล้าดีอย่างไรถึงส่งสายตาโลมเลียไปตามเรือนร่างระหงที่สวมชุดสูทเข้ารูปนั้น? ทั้งๆ ที่ผิวเนื้อนุ่มเนียนภายใต้เสื้อผ้าพวกนั้น... ผมเป็คนที่ได้ััและฝากฝังรอยจูบไว้ในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ ทั้งๆ ที่เสียงครางหวานหูที่ไม่มีใครเคยได้ยิน... มันเป็ของผมคนเดียวไม่ใช่หรือไง?!
ความหวงแหนพุ่งทะยานจนผมหน้ามืดมัว ผมลืมไปเสียสนิทว่าสถานะของผมกับเธอเป็เพียงแค่ลูกน้องฝึกหัดกับเ้านาย และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราอาจจะเป็แค่ความผิดพลาดชั่วข้ามคืนสำหรับเธอ แต่สำหรับผม... เธอคือผู้หญิงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวผมให้ตื่นขึ้น
“ตง... ตง! ไอ้น้องตง!” เสียงเรียกของพี่ชัยทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว หลุดจากภวังค์ความโกรธ
“ค... ครับพี่ชัย?” ผมหันไปขานรับด้วยใบหน้าตึงเครียด
“เป็อะไรเนี่ย หน้าเครียดเชียว เอาแฟ้มสรุปยอดขายของไตรมาสนี้ไปให้คุณรสเซ็นรับทราบหน่อยสิ ด่วนเลยนะ พี่ต้องรีบส่งเข้าที่ประชุมบ่ายนี้” พี่ชัยยื่นแฟ้มเอกสารสีดำมาตรงหน้าผม
ผมมองแฟ้มในมือสลับกับภาพในห้องกระจกที่พี่ท๊อปกำลังหัวเราะและเอื้อมมือไปแตะหลังมือของคุณรสรินเบาๆ ราวกับหยอกล้อ เส้นความอดทนของผมขาดผึงลงในวินาทีนั้น
“ได้ครับ... ผมจะเอาไปให้ ‘เดี๋ยวนี้’ เลย” ผมตอบเสียงแข็ง คว้าแฟ้มเอกสารมาถือไว้แน่นและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานกระจกใสด้วยอารมณ์พุ่งพล่าน
ผมไม่ได้เคาะประตูสามครั้งตามมารยาทเหมือนทุกที แต่กลับเคาะเพียงครั้งเดียวแล้วเปิดพรวดเข้าไปทันที
*ก๊อก! แกร๊ก...*
เสียงเปิดประตูที่ค่อนข้างแรงทำให้ทั้งพี่ท๊อปและคุณรสรินหันมามองผมเป็ตาเดียว พี่ท๊อปขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่ถูกขัดจังหวะ ส่วนคุณรสรินมองผมด้วยสายตาเรียบสนิท แต่ผมสังเกตเห็นประกายประหลาดใจวูบหนึ่งในดวงตาคมคู่นั้น
“มีอะไรหรือเปล่า ตง?” คุณรสรินถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงอำนาจ
ผมเดินเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงาน ยืนเผชิญหน้ากับพี่ท๊อปที่ตัวสูงพอๆ กับผม ผมปรายตามองกล่องของขวัญกำมะหยี่บนโต๊ะสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของเขา ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารในมือลงบนโต๊ะทำงานของคุณรสริน...
*ปัง!*
เสียงแฟ้มกระทบโต๊ะไม้ดังลั่นกว่าที่ควรจะเป็ ทำเอาพี่ท๊อปสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว
“เอกสารสรุปยอดขายไตรมาสนี้ครับ... พี่ชัยฝากมาให้ ‘คุณรสริน’ เซ็นด่วนครับ เพราะต้องใช้ประชุมบ่ายนี้” ผมจงใจเน้นเสียงชื่อของเธอให้ดังและแข็งกระด้างกว่าปกติ ไม่มีความนอบน้อมหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียงของผมเลยแม้แต่น้อย สายตาของผมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของคุณรสรินอย่างท้าทาย ปลดปล่อยความพยศและดื้อรั้นที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที พี่ท๊อปมองผมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลนระคนแปลกใจ
“พนักงานใหม่ของแผนกคุณรสเหรอครับเนี่ย? ท่าทางจะทำงานเก่งนะ... แต่กิริยามารยาทอาจจะต้องอบรมกันอีกเยอะ” พี่ท๊อปพูดแขวะผมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้คุณรสริน “เอาเถอะครับ งั้นผมไม่รบกวนเวลาทำงานของคุณรสแล้วดีกว่า... อย่าลืมนะครับมื้อค่ำวันเสาร์นี้ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสบนรูฟท็อป ผมจองโต๊ะ VIP ไว้ให้เราสองคนโดยเฉพาะเลย”
คำว่า ‘เราสองคน’ เหมือนมีดแหลมที่กรีดลงบนความรู้สึกของผม ผมเผลอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ยืนตัวแข็งทื่อสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์อยากจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อหมอนั่น
“ขอบคุณสำหรับคำชวนค่ะคุณทศพล ไว้ฉันจะลองดูคิวงานอีกทีนะคะ” คุณรสรินตอบกลับด้วยน้ำเสียงรักษามารยาท ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
พี่ท๊อปยิ้มกริ่มอย่างพอใจ เขาปรายตามองผมด้วยหางตาเป็การเยาะเย้ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินผิวปากล้วงกระเป๋ากางเกงออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้ผมยืนเผชิญหน้ากับผู้คุมกฎจอมดุเพียงลำพัง
เมื่อประตูห้องกระจกปิดลง ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม ผมยืนก้มหน้านิ่ง หอบหายใจแรงด้วยความโกรธที่ยังไม่จางหาย ความพยศเมื่อครู่นี้ระเหยหายไปกลายเป็ความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งทำเื่โง่เขลาอะไรลงไป
คุณรสรินค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เธอไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียว แต่ความเงียบของเธอกลับทรงพลังยิ่งกว่าการด่าทอ สายตาคมกริบเยือกเย็นของเธอตวัดขึ้นมาจ้องมองหน้าผมอย่างช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวฉูดฉาด แต่มันเป็ความเ็าที่แฝงไปด้วยอำนาจล้นเหลือ เป็การจ้องมองที่แทงทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งความรู้สึกของผม เธอใช้สายตากดดันและประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวของผมอย่างเงียบๆ ราวกับราชินีที่กำลังทอดพระเนตรดูทาสรับใช้ที่บังอาจแข็งข้อ
ผมพยายามจะสู้สายตาเธอ แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาที ความเยือกเย็นและแรงกดดันอันมหาศาลจากดวงตาคู่นั้นก็บังคับให้ผมต้องหลบตาลงต่ำมองปลายรองเท้าตัวเองอย่างพ่ายแพ้ มือที่เคยกอดอกด้วยความดื้อดึงค่อยๆ คลายออกแล้วประสานไว้ข้างหน้าอย่างเจียมตัว ความรู้สึกผิดและหวั่นเกรงแล่นริ้วขึ้นมาตามไขสันหลัง
"เมื่อกี้... เธอทำกิริยาแบบไหนใส่ผู้บริหารระดับสูง ตง?" เสียงหวานเฉียบขาดเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอไม่ดัง แต่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ
"ผม... ขอโทษครับ" ผมตอบเสียงแ่ สันกรามขบแน่นด้วยความน้อยใจที่ตีย้อนขึ้นมา เธอปกป้องผู้ชายคนนั้น... เธอตำหนิผมต่อหน้าแฟ้มเอกสารที่ผมจงใจวางกระแทก
คุณรสรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม กลิ่นน้ำหอมยั่วยวนที่ผมหลงใหลลอยมาแตะจมูกพร้อมกับไอความร้อนจากเรือนร่างระหง ปลายรองเท้าส้นสูงของเธอหยุดห่างจากปลายเท้าผมเพียงไม่กี่นิ้ว
"เงยหน้าขึ้น" เธอสั่งเสียงเข้ม
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาคู่สวยของเธอยังคงดุดัน ทว่าในความลึกของแววตานั้น ผมกลับเห็นประกายไฟเร้นลับบางอย่างซ่อนอยู่
"เธอหึงฉันเหรอ ตง?" เธอถามตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนคล้ายเสียงกระซิบ แต่กลับทำให้หัวใจผมกระตุกวาบ เืในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง
ผมอ้าปากจะปฏิเสธ แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ใบหน้าร้อนผ่าวแดงซ่าน ความจริงที่ถูกเปิดโปงทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม ผมได้แต่ยืนนิ่งเม้มริมฝีปากแน่น ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
คุณรสรินยกยิ้มมุมปากเพียงนิดเดียว เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่าและอันตรายอย่างเหลือร้าย เธอโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเธอเกือบจะัักับใบหูของผม ลมหายใจอุ่นๆ รินรดต้นคอจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"เด็กดื้อ... กล้าดีนักนะที่มาแสดงความพยศและอาการหึงหวงไร้สาระแบบนี้ในที่ทำงาน" เสียงกระซิบแหบพร่าและเย้ายวนของเธอสั่นะเืไปถึงเส้นประสาทความรู้สึก "เธอคงคิดว่าฉันลืมเื่บทลงโทษสำหรับข้อผิดพลาดในรายงานของเธอไปแล้วสินะ..."
เธอเว้นจังหวะ ปลายนิ้วชี้เรียวสวยที่มีเล็บเคลือบสีนู้ดยกขึ้นมาแตะเบาๆ ที่แผงอกของผม ลากผ่านรอยแยกของเสื้อเชิ้ตลงมาอย่างเชื่องช้า ััแ่เบานั้นเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ช็อตให้ผมสะดุ้งตัวแข็งทื่อ ความกระสันวาบหวามก่อตัวขึ้นที่ช่องท้องเบื้องล่างอย่างไม่อาจควบคุม
"บวกกับพฤติกรรมก้าวร้าวของเธอในวันนี้... ดูเหมือนว่าเย็นวันศุกร์นี้ บทลงโทษที่ฉันเตรียมไว้ให้ คงจะต้อง 'หนักหนา' และ 'ลึกซึ้ง' ขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ"
เธอกระซิบทิ้งท้ายก่อนจะผละตัวออกห่าง กลับไปสวมหน้ากากผู้จัดการสาวจอมดุผู้เยือกเย็นตามเดิม เธอเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ ดึงแฟ้มเอกสารที่ผมเพิ่งวางกระแทกไปเปิดอ่านและเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นคืนมาให้ผมโดยไม่มองหน้า
"เอาไปให้คุณชัย แล้วกลับไปทำงานของเธอซะ" เธอสั่งเสียงเรียบ
ผมรับแฟ้มเอกสารมาด้วยมือที่สั่นเทา เดินก้าวออกจากห้องทำงานกระจกใสด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะะเิ ความรู้สึกในตอนนี้มันผสมปนเปกันไปหมด ทั้งน้อยใจที่เธอมีผู้ชายเพียบพร้อมมาตามจีบ โกรธตัวเองที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และ... หวาดหวั่นผสมความตื่นเต้นเร้าใจกับสิ่งที่รอคอยอยู่ในเย็นวันศุกร์
ความหึงหวงและความดื้อดึงของผมในวันนี้ ทำให้ผู้คุมกฎสาวตื่นตัวขึ้นมาแล้ว ผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า บทลงโทษของคนขี้เขินและพยศอย่างผม จะต้องพบเจอกับความเสียวซ่านและเร่าร้อนระดับไหนในห้องส่วนตัวของเธอ
ผมรู้เพียงแค่ว่า... เกมนี้ผมไม่มีทางชนะเธอได้เลย ไม่มีวัน
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*