หลังจากถูกไอปราณสายธารร้อนโจมตีนับครั้งไม่ถ้วนในที่สุดปลายนิ้วของหลันเฟิงก็มีเสียง “พรึ่บ” ดังขึ้นอย่างแ่เบา
เปลวเพลิงพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขาแม้ว่าจะมอดดับไปในพริบตา แต่มันกลับทำให้ใบหน้าเล็กๆ ของหลันเฟิงดีใจ
สำเร็จแล้ว!
หลันเฟิงยกยิ้มพลางหัวเราะออกมาความอดทนและความทุ่มเทของตนไม่ทำให้เสียเปล่าจริงๆ
ชายชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงข้ามหลันเฟิงแย้มยิ้มความดื้อรั้นของชายหนุ่มไม่ทำให้เขาผิดหวังดังคาด
ทว่าเขาไม่ได้ชื่นชมชายหนุ่มกลับปั้นหน้าบึ้งตึงและเข้มงวด “ยังไม่รีบใช้โอกาสนี้ทำให้เส้นลมปราณมั่นคงอีก”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลันเฟิงก็หยุดหัวเราะแล้วเก็บความรู้สึกทันทีและรีบจัดการสภาวะของตนเอง
หลังจากผ่านไปประมาณสองสามชั่วลมหายใจไอปราณก็ทะลักออกมาจากจุดตันเถียนพิษเป็สายๆ ไล่ไปตามเส้นลมปราณที่คาถาเพลิงคลั่งบุกเบิกไว้ไปรวมตัวกันที่เส้นลมปราณบริเวณแขนขวาอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็โจมตีไปที่เส้นลมปราณเส้นเล็กๆตรงปลายนิ้ว
ยามที่ไอปราณสายธารร้อนสองกลุ่มโจมตีกันปลายนิ้วของเขาก็มีเสียง “พรึ่บ” ดังขึ้นอีกครั้ง
เปลวเพลิงร้อนระบุพุ่งออกมาจากนิ้วชี้ข้างขวาของชายหนุ่มและยังคงสภาพไว้ได้ใต้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของไอปราณแต่มันส่ายไหวไปมาราวกับดวงดารายามราตรี
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปไอปราณสายธารร้อนก็ไหลผ่านเส้นลมปราณตรงปลายนิ้วมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เปลวไฟมั่นคงและขยายใหญ่ขึ้น
ตอนนี้เปลวไฟบนปลายนิ้วชี้ของชายหนุ่มราวกับดอกไม้สีแดงเพลิง
ดอกไม้นี้เป็ดอกไม้ที่สวยงามมากแต่ทว่าความร้อนที่แผ่ออกมากลับแฝงไว้ด้วยพลังคุกคามอันน่ากลัวระดับความน่ากลัวของมันไม่ด้อยไปกว่าอาวุธยุทธภัณฑ์ใดๆ เลย
“ไม่เลวๆเ้านับว่าสำเร็จคาถาเพลิงคลั่งไปก้าวหนึ่งแล้ว” รอจนถึงยามนี้ชายชราถึงได้เอ่ยชื่นชม
เมื่อััได้ถึงไอปราณที่ไหลออกอย่างรวดเร็วหลันเฟิงก็ยิ้มขื่นอย่างอดไม่ได้ “สมแล้วที่เป็คาถาเพลิงคลั่งแม้ว่าเปลวเพลิงจะรุนแรงมาก แต่ระดับความเร็วของไอปราณที่สูญเสียไปก็น่าตกตะลึงยิ่งเช่นกัน”
ภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆเขาก็สูญเสียไอปราณในร่างไปแล้วหนึ่งในสามส่วน
ต้องเข้าใจว่าขนาดของจุดตันเถียนพิษในร่างของเขาแม้ว่าจะไม่ถึงขั้นเป็หนึ่งในใต้หล้า แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าใดนักและยิ่งไปกว่านั้นจุดตันเถียนพิษยังหมุนโคจรอย่างรวดเร็วตลอดเวลา จึงคอยดูดไอปราณที่โคจรอยู่รอบๆไม่หยุด
แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไอปราณของหลันเฟิงกลับยังคงสูญเสียไปถึงหนึ่งในสามส่วนใน่สั้นๆเห็นได้ชัดว่าระดับการเผาผลาญไอปราณของคาถาเพลิงคลั่งอยู่ในระดับที่น่าตกตะลึง
ต่อให้เทียบกับทักษะปราณสีเขียวขั้นสูงก็ยังอยู่ในระดับหาตัวจับยาก!
หากไม่ใช่เพราะผู้ฝึกฝนคือหลันเฟิงเกรงว่าตระกูลหยางที่ยิ่งใหญ่คงหาคนที่จะฝึกฝนมันไม่ได้อีกแล้ว
“ดีใจล่ะสิแม้ว่าคาถาเพลิงคลั่งจะไม่ใช่ทักษะปราณสีเขียวระดับสูง แต่อานุภาพกลับไม่ด้อยไปกว่ากันรอให้ถึงการล่าประสบการณ์ เ้าจะต้องได้เปรียบในเื่ทักษะปราณมากแน่” ชายชรากลอกตาแล้วสั่งสอนอย่างไม่เกรงใจสักนิด
หลันเฟิงพลันหัวเราะหึๆ“นั่นก็ใช่”
ในสามตระกูลที่ยิ่งใหญ่แห่งตำบลเฟิงมีเพียงผู้ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับตระกูลถึงมีคุณสมบัติได้ฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวระดังสูง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมการล่าประสบการณ์นั้นเกรงว่าจะมีเพียงหลันเฟิงคนเดียวที่ได้เรียนรู้ทักษะที่อานุภาพไม่ด้อยไปกว่าทักษะปราณสีเขียวระดับสูง
ถึงอย่างไรเสียคาถาเพลิงคลั่งก็พิเศษมากแม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวแต่ก็มีทักษะที่พอจะเทียบเทียมได้อยู่น้อยมาก
“ทว่าข้าเพิ่งจะฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งถึงขั้นสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้นยังเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวัน ไม่รู้ว่าจะฝึกฝนถึงขั้นสำเร็จครั้งใหญ่หรือไม่”หลันเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึม
การจุดไฟบนนิ้วได้หนึ่งนิ้วก็คือการเข้าสู่ระดับสำเร็จเล็กน้อย
เมื่อจุดไฟบนนิ้วทั้งสิบได้และทำให้เปลวเพลิงรวมตัวกันอยู่กล่างฝ่ามือโดยที่ไม่สลายไปไหนก็จะเข้าสู่ระดับสำเร็จครั้งใหญ่
และเมื่อจุดไฟตามจุดลมปราณต่างๆในร่างกาย ทำให้ทุกส่วนติดไฟได้ ก็จะเข้าสู่ระดับสมบูรณ์แบบ
ระดับสำเร็จเล็กน้อยระดับสำเร็จครั้งใหญ่ และระดับสมบูรณ์แบบ แต่ละระดับนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ระดับสำเร็จครั้งใหญ่ของคาถาเพลิงคลั่งอานุภาพของมันมากกว่าระดับสำเร็จเล็กน้อยหลายเท่า!
“สำหรับเ้าแล้วระดับสำเร็จครั้งใหญ่ไม่ใช่ปัญหาแต่ระดับสมบูรณ์แบบกลับยุ่งยากเล็กน้อย” ชายชราชะงักไปชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ “แต่เส้นทางการฝึกตนไม่มีทางลัดไม่ว่าจะยุ่งยากหรือไม่ เ้าก็ต้องเดินไปทีละก้าวๆรอให้เ้าฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งจนถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่ก่อนค่อยคิดปัญหาของระดับสมบูรณ์แบบก็แล้วกัน”
พลันเฟิงพยักหน้าแล้วพลันเอ่ยหน้าด้านๆ ว่า “ตอนนี้ข้าฝึกฝนทักษะการควบคุมไฟได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ท่านจะสอนการตีเหล็กขั้นต่อไปให้ข้าแล้วสินะ?”
ชายชรามองท่าทางของชายหนุ่มพลันรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ข้าก็บอกไปแล้วว่าจะสอน เ้ากลัวข้าจะกลืนคำพูดตัวเองหรือไงกัน”
ชายชราโคลงศีรษะพร้อมกับอมยิ้มแล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้ามาอยู่ข้างเตา
ฝ่ามือที่มีลวดลายโปร่งใสเต็มไปหมดลูบไล้ไปที่เตาไฟอย่างแช่มช้าใบหน้าของชายชราเหมือนกำลังนึกถึงและคร่ำครวญอดีต
ไม่นาน ชายชราก็เอ่ยปากอย่างราบเรียบว่า“มานี่”
หลันเฟิงหัวเราะหึๆแล้วไปยืนตรงหน้าชายชรา
“ก่อนที่จะเรียนรู้ขั้นต่อไปเ้าต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างเหล็กหลอม เหล็กบริสุทธิ์และเหล็กกล้าเสียก่อน”สีหน้าชายชราพลันเคร่งขรึม มองหลันเฟิงอย่างจริงจัง “เหล็กหลอมมีปริมาณคาร์บอนแฝงอยู่สูงที่สุดรองลงมาคือเหล็กกล้า ส่วนปริมาณคาร์บอนในเหล็กบริสุทธิ์นั้นต่ำที่สุด แต่แน่นอนว่าเหล็กบริสุทธิ์เองก็นับเป็เหล็กกล้าชนิดหนึ่งเช่นกันคนทั่วไปคิดว่าการตีเหล็กกล้าคือการเพิ่มปริมาณคาร์บอนที่แฝงอยู่ในเหล็กหลอม นี่คือความเข้าใจที่ผิดอย่างไม่ต้องสงสัยสาเหตุที่เกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ก็เพราะว่ายามที่พวกเขาหลอมเหล็ก จะต้องทำให้เหล็กหลอมกลายเป็เหล็กบริสุทธิ์ก่อนจากนั้นค่อยนำเหล็กบริสุทธิ์มาหลอมเป็เหล็กกล้า แม้ว่าขั้นตอนจะยุ่งยากไปหน่อยแต่กลับลดระดับความยากลงมาก คนทั่วไปไม่เข้าใจขั้นตอนของมันถึงได้เกิดความเข้าใจผิดนี้ และการเป็ช่างตีเหล็ก...หรือช่างตีเหล็กฝึกหัดเ้าต้องเข้าใจเื่เหล่านี้”
ใบหน้าดวงเล็กเต็มไปด้วยความจริงจังหลันเฟิงพลันฟังอย่างเงียบๆ
“แน่นอนว่าในเหล็กหลอมไม่ได้เพียงคาร์บอนยังมีสิ่งอื่นด้วย ตัวอย่างเช่นสิ่งที่คนรุ่นหลังเรียกว่า ‘ซิลิคอน’ ‘กำมะถัน’ เป็ต้นทว่าเ้ายังไม่จำเป็ต้องเข้าใจเื่พวกนี้ แค่เข้าใจว่ามีก็พอหากรู้มากไปจะตกอยู่ภายใต้โซ่ตรวนความคิดที่เข้มงวดของทักษะสมัยใหม่ได้ง่ายๆ ซึ่งไม่เป็ประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการตีเหล็กของเ้าต้องเข้าใจว่าในสมัยตาเฒ่าไม่มีผู้ใดรู้จัก ‘ซิลิคอน’ หรือ ‘กำมะถัน’ ทว่ายังคงสร้างกระบี่อันไร้เทียมทานที่คนในยุคสมัยปัจจุบันทำได้เพียงเงยหน้ามองเท่านั้นได้!”
ขณะที่ชายชรากำลังเล่าความลับของการหลอมทองและการหลอมอาวุธก็ค่อยๆ ถูกเปิดเผยออกมาใบหน้าของเขามีความภาคภูมิใจแฝงอยู่เล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราหลันเฟิงก็เข้าใจทุกสิ่งมากมายในโลกนี้เป็สิ่งที่เทคโนโลยีในสมัยใหม่อธิบายไม่ได้
อย่างน้อยในยุคที่เขาทะลุมิติมาเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังพัฒนาจนไขปริศนาเหล่านี้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้หลันเฟิงจึงตั้งใจฟังเป็อย่างยิ่งและไม่สงสัยในคำพูดของชายชราเลยสักนิด!
สำหรับชายหนุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมสมัยใหม่มาั้แ่เด็กจึงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะยอมรับทฤษฎีดังกล่าวจากก้นบึ้งของหัวใจ
ชายชราหัวเราะเล็กน้อยแล้วเลื่อนสายตาจากเรือนร่างของหลันเฟิงไปที่เหล็กหลอมบนทั่งตีเหล็ก“วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กคือสิ่งที่ข้าทุ่มเทหยาดเหงื่อไปมากถึงสร้างขึ้นมาได้ มันไม่ได้ง่ายดายดังที่เ้าคิดเหล็กก้อนที่ถูกตีด้วยวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กจะกลายเป็เหล็กหลอมและหากนำเหล็กหลอมมาตีด้วยวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กอีกครั้งก็จะกลายเป็เหล็กพิสุทธิ์แน่นอนเหล็กพิสุทธิ์เรียกอีกอย่างได้ว่าเหล็กบริสุทธิ์ ซึ่งข้าชินกับคำว่าเหล็กบริสุทธิ์มากกว่า”
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง ท่าทางตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง
ในยุคปัจจุบัน หากอยากจะทำให้เหล็กหลอมกลายเป็เหล็กบริสุทธิ์จะต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อนมากมาย แต่พอมาอยู่ตรงหน้าชายชรากลับกลายเป็ง่ายดายมากราวกับกินข้าวดื่มน้ำอย่างไรอย่างนั้น
“เหล็กบริสุทธิ์ที่ผ่านการตีด้วยวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กแทบจะเป็เหล็กที่สมบูรณ์แบบเป็เหล็กบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากเหล็กที่ช่างตีเหล็กคนอื่นหลอมโดยสิ้นเชิง ซ้ำยังประหยัดขั้นตอนยุ่งยากไปได้มากแค่นำมันใส่ไว้ในเตา เสริมด้วยถ่านไม้ แล้วใช้ไอปราณกระตุ้นเพลิงคลั่งเผาเพียงหนึ่งก้านธูป ปล่อยให้มันดูดซับแร่ธาตุต่างๆ อย่างอิสระสุดท้ายก็จะหลอมเหล็กกล้าที่มีความแข็งและเหนียวตามที่หวังได้แล้ว!เหล็กเช่นนี้เป็วัตถุดิบในการหลอมศาสตรายุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาวัตถุดิบธรรมดา!” ในเื่การหลอมศาสตรายุทธ์ชายชรามีความภาคภูมิใจและความมั่นใจที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้
วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กคือวิชาตีเหล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!
“พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์เ้าลองลงมือดู หากมีคำถามใดๆ ข้าจะตอบให้อีกครั้ง” อ่านหนังสือพันเล่มไม่สู้เดินทางไกลหมื่นลี้เห็นได้ชัดว่าเทียบกับการถ่ายทอดทฤษฎีแล้ว ชายชราชอบสอนในเชิงปฏิบัติมากกว่า
หลันเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยสายตาของเขาจับจ้องไปที่หินแร่เหล็กที่วางอยู่บนกองก้อนหิน
เรียนมาตั้งนานในที่สุดถึงก็เวลาทดลองจริงแล้ว
ชายหนุ่มสงบจิตใจเกิดระลอกคลื่นในหัวใจเล็กน้อย ความตื่นเต้นที่ไม่อาจควบคุมพลันทะลักเข้ามาในหัวใจ
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง เขาหลับตาลงพยายามควบคุมสภาวะของตนเอง
เมื่อชายชราเห็นฉากนี้ในแววตาราบเรียบก็เปล่งประกายชื่นชมออกมา
ไม่นานหลันเฟิงก็ลืมตาขึ้นมาแววตาสงบราวกับบ่อน้ำไร้ระลอกคลื่น อารมณ์สงบนิ่งดังสายธาร
“เริ่มได้แล้ว”
เงาร่างของหลันเฟิงขยับไหวหินแร่เหล็กที่วางอยู่บนกองก้อนหินก็ถูกเขายัดใส่เตาหลอม
ไอปราณสายธารร้อนในร่างเดือดพล่านแค่สองสามชั่วลมหายใจก็ปะทะเข้ากับเส้นลมปราณที่ปลายนิ้วชี้
มันปะทะและเสียดสีกันอย่างรุนแรงชั่วพริบตาก็จุดเป็เปลวเพลิงร้อนแรง ทำให้อุณหภูมิบรรยากาศรอบๆ เพิ่มสูงขึ้นระลอกคลื่นร้อนระอุเป็ชั้นๆแผ่กระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านโดยมีปลายนิ้วมือของหลันเฟิงเป็ศูนย์กลาง
หมุนนิ้วเล็กน้อยทิศทางของเปลวเพลิงพลันหันเข้าปากเตาทันที
จากนั้นไอปราณในจุดตันเถียนก็ส่งมาที่ปลายนิ้วอย่างต่อเนื่องอุณหภูมิของเปลวเพลิงที่ปลายนิ้วเพิ่มสูงขึ้นและขยายใหญ่ขึ้น!
“ฝึบๆๆ !”
เปลวเพลิงร้อนแรงส่งเสียงฝึบดังออกมา
หินแร่เหล็กในเตาหลอมเหมือนดั่งหิมะท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้ามันหลอมละลายเป็เหล็กเหลวราวกับของเหลว แล้วไหลออกมาจากปากเตาตามร่องเว้าด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
ความร้อนแรงของเพลิงคลั่งได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาในยามนี้