ตอนที่สิบแปด
“เฮ้ออออ” ผมถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เมื่อเวลาผ่านไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนแต่ความรู้สึกหลายอย่างยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด โดยเฉพาะความรู้ที่มีต่อเหนือ ขนาดไม่ได้เจอ ไม่ได้ติดต่อเกือบจะสี่ปีแล้ว ผมก็ยังรู้สึกโหยหามันอยู่ตลอด
“แทนคุณ แน่ใจนะว่าจะไม่ไปฝึกบริษัทนี้ด้วยกัน เห็นอาจารย์บอกว่าที่นี่สนใจแทนเป็พิเศษเลยนะ” นนท์เป็เพื่อนสนิทคนเดียวของผมั้แ่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยวันแรกจนถึงวันนี้ มีเพียงแค่นนท์เท่านั้นที่คอยให้ความช่วยเหลือ คอยอยู่ข้างๆ ไปมาหาสู่บ้านผมตลอด จนแทบจะกลายเป็คนในครอบครัวไปแล้ว
“ไม่อะ เราฝึกที่ม.นี่แหละใกล้บ้านดี ่นี้ต้องช่วยงานที่ไร่ คงไปที่อื่นไม่ได้หรอก” เมื่อนนท์ได้ยินคำตอบก็ทำหน้าหงอยเล็กน้อย นนท์คงหวังว่าผมจะไปฝึกที่เดียวกันสินะ
“แทนไปด้วยกันเถอะ ต่อให้แทนไปที่ไร่เขาก็ทำต่อกันได้ อีกอย่างพ่อแทนคงไม่ว่าอะไรหรอก แค่สามเดือนเองนะ” นนท์ไม่พูดเปล่ายังทำตาปริบๆ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผมใจอ่อนและเปลี่ยนใจไปด้วยกัน
“ไม่ก็คือไม่ไง ่นี้งานที่ไร่ยุ่งจริงๆ ไปไม่ได้หรอกนนท์” นนท์ส่ายหน้าไปมาอย่างรู้ทัน ผมมักจะอ้างงานที่ไร่เสมอ ถ้าไม่อยากทำหรือไม่อยากไปไหนตามคำชวน
“เฮ้อออ เมื่อไหร่แทนจะยอมใจอ่อนให้เรา แทนรู้ใช่มั้ยว่าเรารู้สึกยังไง” นนท์ยื่นหน้าเข้าใกล้แล้วเอ่ยถามขึ้นเหมือนคาดหวังคำตอบที่จะได้รับมาก
ผมรับรู้ความรู้สึกที่นนท์มีให้ผมมาตลอด แต่ผมก็บ่ายเบี่ยงทุกครั้งเพราะกลัวนนท์เสียใจ อีกอย่างใจของผมยังติดอยู่ที่เหนือและคงจะเป็เหนือตลอดไป
“โทษนะนนท์ เราต้องรีบกลับแล้ว วันนี้พ่อบอกจะมีแขกคนสำคัญมาที่ไร่” นนท์พยักหน้ารับพลางหัวเราะขึ้นอย่างเก้อๆ แทนก็คือแทนวันยังค่ำ ไม่ตอบคำถามไม่พอยังเปลี่ยนเื่หนีไปดื้อๆ
“ให้ไปส่งมั้ย” นนท์เลิกหน้าถามขึ้นด้วยความหวัง เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าเขาไปส่งจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกหน่อย ดีไม่ดีอาจได้กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือแทนอีกก็ได้
“ไม่เป็ไร นนท์ต้องไปทำเอกสารการฝึกงานกับอาจารย์ให้เสร็จไม่ใช่เหรอ” มีอะไรบ้างที่เขาทำหรือชวนแล้วจะไม่แทนโดนปฏิเสธกันละ คิดเหรอว่าเขาจะสนคำปฏิเสธเ่าั้ของแทน แค่แทนยอมเปิดใจให้เข้ามาอยู่รอบๆ ตัวได้ แค่นี้ก็ถือว่าดีสุดแล้ว สี่ปีที่รู้จักกันมาถือว่าคุ้มค่า
“ไปส่งก่อนค่อยกลับมาทำก็ได้ มีเวลาเหลือเฟือ” นนท์ยกมือขึ้นดูเวลาแล้วรีบค้านขึ้น ยังไงเื่ทำเอกสารส่งตัวไปฝึกงาน เหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน และเหลือเพียงไม่กี่ขั้นตอนแล้ว ไม่งั้นเขาจะมาตามตื้อให้แทนเปลี่ยนใจไปด้วยกันเหรอหรือไง
“อย่าเสียเวลาเลยนนท์ พ่อคงส่งพี่ที่ไร่มารับเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ ไม่ลำบากนนท์หรอก” นนท์พยักหน้ารับเหมือนกับว่ายอมแพ้ที่จะตื้อผมต่อแล้ว
“ก็ได้ๆ งั้นเจอกัน”
“บาย” ผมโบกมือลา ก่อนจะลุกขึ้นเก็บของที่อยู่บนโต๊ะแล้วเดินตรงไปที่หน้ามอ แต่ก็ยังได้ยินคำพูดแว่วๆ ของนนท์ตามหลังมา
“ให้กูเดินไปส่งหน้ามอก็ได้นะ”
“ไม่ต้อง ไปทำธุระของนนท์ให้เสร็จเถอะ” ผมหันไปตอบกลับก่อนจะเร่งเดินไปให้พ้นๆ ไม่อย่างนั้นนนท์คงสรรหาวิธีตามตื้อผมอยู่อย่างนั้นแน่
ผมเดินมาถึงหน้ามอก็ต้องเลิกหน้าขึ้นอย่างแปลกใจเพราะไม่เห็นมีใครมารอรับ ไหนพ่อบอกว่ามีแขกคนสำคัญให้ผมรีบกลับหรือผมต้องกลับเองนะ
“เฮ้ออออ” ผมถอนหายใจยาว เมื่อคิดว่าต้องหาทางกลับด้วยตัวเองแล้ว แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาแต่ไกล
“พี่แทนนนน”
“พ่อให้หนูมารับพี่ค่ะ พอดีวันนี้ออเดอร์เข้ามาเยอะ ไม่มีใครว่าง” น้องใจมาหยุดตรงหน้าแล้วรีบอธิบาย
“แล้วใจไม่มีเรียน”
“อ้อ วันนี้อาจารย์ยกคลาสทั้งวันเลยค่ะ ต่อให้มีเรียนหนูก็โดดอยู่ดี ไม่ยอมให้พี่กลับเองคนเดียวหรอก” ได้ยินแบบนั้นผมก็ได้แต่ฉีกยิ้มกว้างให้น้องจนตาปิด
ทำไมผมถึงรู้สึกว่ายิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ ทั้งพ่อ ทั้งน้องยิ่งห่วงผมมากขึ้นเป็พิเศษ แทบจะไม่ให้ผมได้ทำอะไรด้วยตัวเองเลย
“อื้ม”
“งั้นรีบไปกันเถอะ ใจอยากรู้แล้วว่าแขกพิเศษที่พ่อพูดถึงเป็ใคร ถึงขั้นให้พวกพี่ๆ จัดห้องรับรองให้ค้างที่นี่ด้วยนะ” ผมพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินตามน้องไปที่รถ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าแขกพิเศษเป็ใคร
ทำไมทั้งพ่อและน้องต้องให้ความสนอกสนใจกันขนาดนั้น
“กลับมาแล้วค่า” ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในบ้าน น้องใจมักจะเอ่ยทักทายขึ้นเป็ประจำ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครอยู่ในบ้านก็ตาม
“กลับมากันแล้วเหรอลูก” คุณย่าเดินออกมาจากในครัวแล้วยิ้มกว้างให้
“ค่ะคุณย่า แล้วพ่อละคะ” น้องใจเลิกหน้าถามขึ้น พร้อมผมที่ปลีกตัวขึ้นไปเก็บของบนห้อง แล้วเดินกลับลงมาหาทั้งสอง
“พี่แทนไปกันเถอะ” ผมก้าวขาลงถึงบันไดขั้นสุดท้าย น้องใจก็ปรี่เข้ามาลากแขนผมออกจากบ้านทันที
“เดี๋ยวก่อนใจ ช้าๆ ก็ได้” ผมรีบห้ามขึ้นเสียงหลง เมื่อน้องทั้งดึงทั้งลากผมวิ่งเข้าไปในไร่
“คุณย่าบอกว่า พ่อพาแขกไปเดินดูในไร่ก่อนแล้ว ให้พวกเรารีบตามไปถ้ากลับมาถึง ฉนั้นรีบๆ ไปกันเถอะค่ะ ใจอยากรู้แล้วว่าแขกของพ่อเป็ใคร” ผมส่ายหน้าให้น้องใจเบาๆ เมื่อเห็นว่าน้องจะตื่นเต้นกับแขกที่มาในครั้งนี้มากพร้อมส่งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู
“พ่ออออ” เดินมาถึงกลางไร่เห็นพ่อกำลังยืนพูดคุยกับแขกอยู่ไกลๆ น้องใจก็ะโเรียกขึ้นเสียงดัง ผมเห็นอย่างนั้นก็รีบยกปิดปากน้องไว้ เสียงของน้องทำให้คนที่อยู่แถวๆ นั้นหันมามองพวกเขาเป็ตาเดียว
ถ้าเป็คนงานในไร่ไม่เท่าไหร่ คงจะชินกับสิ่งที่น้องใจทำกันอยู่แล้ว แต่แขกคนอื่นๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมไร่นี่สิ ผมหันไปรอบๆ แล้วก้มหัวให้เชิงขอโทษแขกที่อยู่แถวนั้น ก่อนจะพากันน้องเดินตรงไปหาพ่อ
“น้องใจลูกเบาเสียงลงหน่อย หัดเกรงใจแขกบ้าง เดี๋ยวแขกก็หนีกันหมดหรอก”
“โถ่พ่อ ไร่เราสวยขนาดนี้ ใครๆ ก็อยากมากันทั้งนั้นแหละ แล้วแขกคนสำคัญที่พ่อบอกล่ะ” พ่อหันมองตรงไปที่แขกแทนคำตอบและแขกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็พ่อแม่ของเหนือ ผมยังจำได้ดี ขนาดไม่ได้เจอมาเกือบสี่ปีแต่หน้าตาพวกท่านกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
“หนูแทน โตขึ้นจนจำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย น้องใจก็เหมือนกันสวยขึ้นจนป้าจำแทบไม่ได้” คุณป้าเดินตรงมาแล้วดึงผมเข้าไปกอดไว้แน่น
“สวัสดีค่ะ คุณป้า คุณลุง ไม่คิดว่าทั้งสองจะมาที่ไร่นะเนี่ย คิดว่าจะเป็พี่....เอ่อ คิดว่าพี่คนนั้นจะมาตามหาที่แทนที่นี่สะอีก แหะๆ” คำพูดของน้องใจทำให้ผมต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย พี่คนนั้นที่น้องใจพูดถึงคงไม่ใช่เหนือหรอกใช่หรือเปล่า...
“เด็กคนนี้นิ พูดจาให้มันดีๆ หน่อย” น้องหน้ามุ่ยขึ้นทันทีเมื่อโดนพ่อเอ็ดเข้า
“พ่ออะ”
“อย่าว่าน้องใจเลยค่ะ มานี้มา” คุณป้าละอ้อมกอดจากผมแล้วดึงตัวน้องใจไปกอดแทน ผมเลยได้โอกาสก้มหัวทักทาย
“คุณลุง คุณป้าสบายดีนะครับ” คุณป้าผละตัวออกจากน้องใจ แล้วยิ้มกว้างให้พร้อมกับคุณลุงที่พยักหน้าตอบรับ
“สบายดีจ้า กว่าจะหาเวลาว่างมาที่นี่ได้ ก็เล่นสะผ่านมาเกือบสี่ปีเลย ดีนะที่ยังไม่ลืมกันไปก่อน” คุณป้าวางมือลงบนบ่าของคุณลุงแล้วอธิบาย แต่ดูท่าทางแล้วพ่อกับทั้งสองคงติดต่อกันอยู่ตลอดเลยสินะ ไม่งั้นคงไม่ดูสนิทใจกันมากขนาดนี้
“คุณปัดก็พูดเกินไปแล้วครับ ดีสะอีกที่ได้มากัน่นี้ งานในไร่เป็รูปเป็ร่างแบบนี้ ถ้ามาก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอะไรแบบนี้ให้ดูกัน”
ก็จริงอย่างที่พ่อว่าถ้ามาที่นี่เร็วกว่านี้อีกหน่อยก็คงไม่เห็นภาพแบบนี้กันหรอก กว่าจะเข้าที่เข้าทางได้ขนาดนี้ เปิดให้คนนอกมาเยี่ยมชมได้ก็เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง
“คุณเด่น เก่งนะคะ ที่ทำออกมาได้สวยขนาดนี้ เป็สถานที่ท่องเที่ยวไปในตัวด้วย” พ่อยิ้มกว้างเมื่อได้รับคำชมแบบนั้น ก่อนจะพาดมือมาที่คอผมกับน้อง
“ต้องชมเด็กสองคนนี้เลยครับ ถ้าไม่ได้พวกเขาก็คงไม่ได้ถึงขนาดนี้”
จริงๆ แล้วผมแทบไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย เพราะเดิมทีไร่นี้ก็ดีอยู่แล้ว แค่ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ต้นหญ้าเพิ่มนิดหน่อยก็ดูสวยขี้นมาก ดีกว่าปลูกแค่ผลไม้เพื่อขายแล้วปล่อยพื้นที่ว่าง
“คุณป้าค่ะ ไปดูฝั่งนู้นกันมั้ยคะ แถบนู้นดอกไม้สวยๆ เต็มเลย” เมื่อโดนชมเข้าน้องใจก็เอาใหญ่ ชวนคุณป้าไปดูแถบที่ตัวเองเป็คนปลูก เป็คนดูแล
จุดนั้นเป็แหล่งที่คนส่วนน้อยจะเข้าไปดูได้ เพราะเป็เรือนเพราะชำและน้องยังสั่งห้ามไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ขนาดผมเองยังต้องขอน้องก่อนเลยถ้าอยากเข้า
“งั้นเหรอจ้ะ นำไปเลยสิ ป้าอยากเห็น” ผู้หญิงนี่ดีจังเน้อะ พอพูดถึงของสวยงามตาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที
“เห็นว่าผลไม้ที่นี่ขายแค่ในประเทศ ไม่คิดจะส่งออกบ้างเหรอ ของดีขึ้นชื่อแบบนี้ น่าจะไปได้สวย” หลังจากที่น้องใจพาคุณป้าเดินไปแล้ว คุณลุงก็เอ่ยถามขึ้น
“ผมก็กำลังคิดเื่นั้นอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง” ความจริงเื่ส่งออกพ่อก็มีแผลนไว้บ้างแหละ แต่ขายแค่ในประเทศก็ยังพอไปได้อยู่ ก็เลยยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น
อีกอย่างผลไม้ที่ไร่ก็มีแค่องุ่น ลำใย มะม่วง ที่ปลูกแบ่งโซนกันไว้ มันไม่ได้เยอะมากถึงขั้นจะส่งออกได้ แต่ก็มีปลูกเมล่อนบ้าง ที่พอจะเป็ผลไม้ส่งออก แต่แค่คนมาเที่ยวดูซื้อติดไม้ติดมือกลับไปก็แทบจะไม่พอกันแล้ว
“งั้นเราไปคุยกันหน่อยมั้ย เผื่อผมจะให้คำปรึกษาคุณเด่นได้บ้าง”
“ดีเลยครับคุณศิลป์” พ่อกับคุณลุงพากันเดินไปทางโซนที่ปลูกผลไม้ พูดคุยกันอย่างถูกคอผิดกับผมที่ยังยืนงงๆ อยู่ที่เดิม
ถ้าแขกคนสำคัญคือคุณลุงกับคุณป้า แล้วแบบนี้พ่อจะเรียกผมให้รีบกลับมาทำไม ในเมื่อพ่อกับน้องก็น่าจะรับมือกับทั้งสองได้สบายหรือจะให้ผมกลับมาช่วยงานอื่นๆ แต่ก็ไม่เห็นว่าพ่อจะพูดอะไร
“มองหาใครอยู่เหรอครับ” ผมค่อยๆ หันกลับไปมองตามเสียงที่ดังขึ้นด้านหลังด้วยความประหม่า เสียงแบบนี้ อย่าบอกนะว่า...
“มองหาไอ้เหนือเหรอ มันไม่ได้มาหรอก” ผมฉีกยิ้มให้อย่างเก้อๆ เมื่อคนที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าไม่ใช่เหนืออย่างที่คิด
“มิน เดป” ผมฉีกยิ้มกว้างให้ทั้งสองที่ดูดีขึ้นกันมาก จนแทบจำไม่ได้
“ทำไมพวกนาย...” ผมเลิกหน้าถามขึ้นต่อ เมื่อคิดว่าทั้งสองมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง ทั้งที่ผมไม่เคยบอกเลย
“บังเอิญเจอพ่อกับแม่ไอ้เหนือเข้า บอกว่าจะมาเยี่ยม มินเลยขอตามมาด้วย” เดปตอบกลับทั้งที่สายตาจับจ้องอยู่ที่มิน
“อ้อ” ผมขานรับแล้วยิ้มกว้างให้อีกครั้ง
“คิดถึง” มินโผเข้ากอดผมไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะรีบผละตัวออกไปเพราะเดปดึงคอเสื้อไว้
ผมฉีกยิ้มให้เดปอย่างเก้อๆ บางทีเดปก็ไม่จำเป็ต้องห่วงมิน ขนาดนั้นหรอกมั้ง คนโสดแบบผมอิจฉาตาร้อนจะแย่แล้ว
“ที่นี่สวยมากเลยแทน คิดถูกจริงๆ ที่ยอมโดดเรียนแล้วตามมา” มินเงยหน้ามองเดปแล้วพูดขึ้น ก่อนจะมองไปรอบๆ พร้อมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ดูมินจะชอบที่นี่มาก
“งั้นก็ตามสบายเลยนะ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอกกันได้” เห็นสายตาที่เดปมองมินแล้วเล่นเอาผมไปต่อแทบไม่ถูก
เดปคงเอ็นดูมินมากเลยสินะ คบกันมาหลายปีแต่สายตาที่เดปมองมินไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
“พูดแบบนี้จะให้พวกเราเดินดูกันเองเหรอ” ผมพยักหน้ารับรัวๆ แล้วรีบอธิบายให้ฟังว่าทำไม
“ใช่ไง ที่นี่ไม่มีไกด์หรอก อยากดู อยากทำอะไรก็ทำเลย ผลไม้เก็บกินกันได้ตามสบาย ไม่ได้ห้ามแค่อย่าเด็ดพวกดอกไม้ก็พอ”
“โถ่อะไรกันนะแทน ก็อยากให้แทนพาเดินอะ” มินเข้ามาใกล้แล้วเขย่าแขนผมรัวๆ ได้เจอเพื่อนๆ ทั้งทีผมก็อยากไปด้วยกันแหละ แต่สีหน้าเดปไม่มีตรงไหนเลยที่้าให้ผมไปด้วย
“ไม่ดีมั้ง เดปคงอยากเดินดูกับมินแค่สองคนมากกว่านะ” มินหันไปมองเดปตาขวาง ก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้างให้ผมแล้วตอบกลับ
“ก็ได้ งั้นแทนจะไปไหนต่อล่ะ”
“เราก็คงอยู่แถวนี้ๆ แหละ ไปกันเถอะ เย็นกว่านี้แสงไม่สวยนะ” มินพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะวิ่งตามเดปที่เดินนำลิ่วไป
“งื้อออ เดป รอมินด้วย...”
ผมมองตามทั้งสองไปแล้วลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เกือบไปแล้วสายตาเดปที่มองผมเหมือนจะกินหัวกันอยู่แล้ว
เห็นพวกมันสองคน เดินพูดคุยกันกะหนุงกะหนิงแบบนั้นแล้วก็แอบนึกถึงเหนือขึ้นมาแฮะ เหนือกับเธอคนนั้นถึงตอนนี้ถ้ายังคบกันอยู่ก็คงไม่ต่างกันสินะ
“เฮ้ออออ” ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วส่ายหน้ารัวๆ เพื่อสลัดความคิดบั่นทอนจิตใจทิ้งไป