พอกายหลับสนิทฉันจึงออกจากห้องมาอย่างเงียบๆ และกลับห้องของตัวเองเพื่อไปอาบน้ำ
"แม่มานานหรือยัง"
"สักพัก แล้วเราไปไหนมา"
"ไปหากายมา"
"เอ้อ~ แล้วรายนั้นเป็ไงบ้าง เห็นสภาพเมื่อเช้าทำเอาใหมด"
"ก็เป็หนักจริงๆ แหละ"
"เป็อะไรล่ะ"
"ลูคีเมีย"
"ว่าไงนะ ทั้งๆ ที่ร่างกายแข็งแรงขนาดนั้นเนี่ยนะ" ก็จริงของแม่ กายเป็คนที่เล่นกีฬาและมีร่างกายที่แข็งแรงมาโดยตลอด ใครจะคิดว่าจะมาป่วยด้วยโรคนี้แบบเฉียบพลัน
"เฉียบพลันน่ะแม่ อันตรายสุดเลยไม่รู้ว่าการรักษาจะราบรื่นดีไหม"
"ไม่ได้ละเดี๋ยวแม่ต้องไปเยี่ยมสักหน่อย"
"อย่าพึ่งดีกว่า เ้าตัวเขาดูไม่ค่อยอยากให้ใครรู้มากนัก เขาไม่อยากให้ใครมาเห็นแล้วก็ปฏิบัติต่อเขาแบบคนป่วย"
"เด็กคนนี้ ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ดื้อด้าน นี่ถ้าเป็ลูกแม่จะจับมาอบรมใหม่ให้หมดเลย" ถ้ากับกายแม่ก็จะเป็แบบนี้เสมอ "เอาเถอะยังไงแม่ก็เป็ผู้ใหญ่ต้องไปเยี่ยม อีกอย่างพ่อของกายเขาก็ช่วยเื่ค่าห้องค่ายาแกด้วย"
"แม่เราต้องคืนพวกค่าห้องค่ายาพวกนั้นนะ" ฉันย้ำเตือนอีกรอบ
"แม่รู้แล้ว เราก็พอมีเงินไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น เพียงแต่เห็นไหมว่าผู้ใหญ่เขามีน้ำใจเราก็ต้องแสดงน้ำใจตอบแทนไว้ เดี๋ยวทางนั้นสะดวกใจแม่ค่อยเข้าไปเยี่ยม เราอยู่ใกล้ชิดกายถ้ากายรู้สึกดีขึ้นก็อย่าลืมบอกแม่ก็แล้วกัน ว่าแต่ตอนนี้เราดีขึ้นแล้วใช่ไหม"
"แทบวิ่งได้เลย"
"ทำมาพูด อย่าให้เครียดมากเกินไปล่ะ หมอเขาเตือนมา"
"รู้แล้วค่ะแม่"
"ดูท่าวันนี้ลูกสาวฉันคงไปนอนเฝ้าผู้ชายใช่ไหม" พูดซะดูแย่เลย
"รู้ดีสมเป็แม่ของหนู"
"ย่ะ! ฉันจะได้กลับไปนอนบ้าน มีเพื่อนอยู่งั้นแม่ไม่อยู่ด้วยแล้วนะ อยู่ได้ใช่ไหม"
"สบายมากค่ะ" ยังไม่บอกแม่เื่ตกลงคบกับกายเป็แฟนก็แล้วกัน
"ขาดเหลืออะไรบอก ตอนนี้เหลือแค่ไปตามเก็บสอบแล้วก็ปิดเทอมแล้วนี่ ถ้าอยากจะมาดูแลกายแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เอาตามความเหมาะสมก็แล้วกัน" ทำไมทางมันโล่งสะดวกเหมือนทุกคนเป็ใจแบบนี้นะ “แม่เข้าใจหนุ่มสาวที่พึ่งจะคบกันน่ะ”
“เดี๋ยว รู้ได้ไง”
“ฉันเก่ง”
“ไม่เอาน่าแม่ รู้ได้ไง หนูเริ่มกลัวแม่แล้วนะ”
“ฉันไม่บอก เอาเป็ว่าถ้าคิดจะรักใครสักคนก็เดินหน้าให้เต็มที่เลยลูกสาว”
แม่ของฉันผู้เปิดทางให้กับลูกสาวได้เดินเข้าหาผู้ชายได้เต็มที่ เอ๊ย~เดินทางไหนก็ได้ แหม่เล่นปูมาซะขนาดนี้ ฉันก็คงได้เฝ้ากายแบบจริงจังแล้วแหละ
"แม่ จะรบกวนเกินไปไหมถ้าจะบอกว่าหนูอยากได้อุปกรณ์เครื่องเขียนที่หนูใช้ทำงานเป็ประจำ แล้วก็โน้ตบุ๊กมาใช้่นี้ พอดีทำงานค้างไว้"
"ไม่รบกวนจ๊ะ เพราะฉันรู้ว่าแกจะใช้มัน แม่เลยเอาข้าวของแกมาด้วย" บราโว~ สมแล้วที่เป็แม่ของเรารอบคอบที่สุด
แบบนี้ก็ดีเลยคืนนี้จะได้ขึ้นไปนั่งทำงานที่ห้องกาย ยังเหลือสรุปเอกสารเตรียมสอบขายให้อีกสองสามโรงเรียน
"แล้วเจมส์ล่ะ" กับคนนี้ดูติดอกติดใจกันจริงนะ สงสัยจะหลงเจมส์เข้าให้แล้วมั้งแม่เรา
"แหม่...ให้เขาไปพักบ้าง เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็มา"
"โอเค อย่าดูแลคนป่วยจนลืมใส่ใจคนปกตินะลูก บางทีคนปกติเขาอาจจะป่วยทางใจอยู่ก็ได้" แม่หมายถึงเจมส์สินะ
"หมายถึงเจมส์เหรอ"
"เขาก็ห่วงแกไม่ต่างอะไรจากกายเลย"
"รับทราบค่ะ"
"เจมส์เขาคิดแค่เพื่อนกับเราไหม เท่าที่แม่ดูไม่น่าจะใช่ หัดหลับตาใช้ใจััซะบ้างอย่าเอาแต่คิดทุกอย่างแบบคณิตศาสตร์ ชีวิตคนไม่ได้มีเหตุมีผลแบบวิชาคณิตศาสตร์นะลูก" นั่นสินะ จริงๆ ก็พอมองออกว่าเจมส์พยายามจะจีบฉัน ก่อนจะเกิดเื่ที่กายหายหน้าไปฉันเองก็เคยตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้เจอกับเจมส์ แต่พอเจอกันทีไรก็พาลไม่เป็ตัวของตัวเองเอาซะเลย ยิ่งพอมาเกิดเื่กายหายไปจนถึงตอนนี้ที่รู้ว่ากายป่วยก็กลายเป็ว่าฉันเองคิดถึงแต่เื่ของกาย จนลืมเจมส์ไปสนิทเลย
"ที่บ้านกายก็เหลือเกินนะ แม่ล่ะไม่อยากจะพูด" ตามธรรมชาติของประโยคนี้หมายความว่าคนพูดต้องพูดอะไรสักอย่างแน่ "มีลูกชายก็แค่คนเดียว แค่นี้ดูแลเอาใจใส่ไม่ได้" นั่นไงพูดยังไม่ทันขาดคำมาเป็ชุดจริงๆ จากที่ฉันได้คุยกับพ่อของกาย พวกเขาเหมือนคนที่สื่อสารกันไม่เป็ มากกว่าจะบอกว่าไม่ใส่ใจนะ แต่เบื้องลึกเื้ัเื่นี้ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียด ที่ผ่านมาถึงฉันจะไปบ้านกายบ่อย แต่ส่วนใหญ่กายจะอยู่บ้านคนเดียวตลอด ถ้าเื่เจอพ่อกับแม่ของกายแทบนับครั้งได้แถมไม่เคยเจอแบบพร้อมหน้ากันด้วยซ้ำ ฉันก็เข้าใจไปเองว่าท่านทั้งสองงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูแลลูกชาย เท่าที่ได้ััมาท่านทั้งสองก็ใจดีกับฉันมาก แต่เหมือนกายจะไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่เลยสักครั้ง ถึงได้แสดงพฤติกรรมเหมือนเด็กเกเรออกมา
"อย่างไรก็อย่าตัดใจคบใครเพราะความสงสารเด็ดขาดนะลูก" แม่แพรวพูดเตือนด้วยความหวังดี
"ค่ะแม่" แม่เดินมาลูบหัวแล้วจุ๊บหน้าผากฉันหนึ่งที
ฉันหอบของพะรุงพะรังขึ้นชั้นสามเพื่อไปอยู่เป็เพื่อนกาย แล้วก็ต้องเห็นพ่อของกายกับผู้หญิงที่ดูดีมากคนหนึ่ง ที่ดูแล้วน่าจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันกับพ่อของกายยืนเถียงอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าห้องผู้ป่วย ใครนะเห็นไม่ชัดเลย นั่นคือแม่ของกายหรือเปล่า ฉันแอบอยู่เงียบๆ ตรงกำแพงทางเดิน
"มีแต่เื่ มีแต่ภาระไม่เว้นแต่ละวัน" ฉันพยายามเพ่งดูว่าใช่แม่ของกายหรือเปล่า ถ้าเทียบระหว่างคุณลุงกับคุณน้าแล้ว ฉันเจอคุณน้าแทบนับครั้งได้ ครั้งนี้การแต่งตัวดูเปลี่ยนไปมากดูสดใสและสาวกว่าเดิมมากนัก หรือว่าจะไม่ใช่ ถ้าเป็คุณน้าทำไมมีคำพูดแบบนี้ออกมาได้นะ
"คุณไม่ต้องยุ่งเื่นี้ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
"เอาปัญญาอะไรมาจัดการลำพังตอนนี้จัดการตัวคุณเองให้ได้ก่อนดีไหม ตัวของคุณ ลูกของคุณ ภาระฉันทั้งนั้น" ทำไมพูดแบบนั้นนะ ถ้าไม่เห็นว่าเป็ผู้ใหญ่ฉันจะเดินเข้าไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย
"เสียงเบาหน่อยได้ไหมคุณ เดี๋ยวลูกก็มาได้ยินพอดี" พวกเขาออกมาคุยข้างนอกไม่ได้หรือไง
"ลูกของคุณคนเดียวค่ะ ฉันยอมเลี้ยงลูกที่ไม่เอาไหนแถมเกิดจากเมียน้อยของคุณมาตั้ง 17 ปี มันก็มากพอแล้วค่ะ"
"คุณ!!" ฉันแทบล้มทั้งยืนกายไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณน้าหรอกเหรอ ตอนนี้กายรู้เื่นี้ไหมเนี่ย แล้วเถียงกันขนาดนี้กลัวคนในห้องไม่ได้ยินหรือไง
"ผมขอให้คุณช่วยลูกผมสักครั้งจะได้ไหม ผมทำตามคุณทุกอย่างคุณช่วยลูกผมเถอะนะ"
"ไม่ค่ะ ค่าปลูกถ่ายไขกระดูก ตั้ง 1 ล้าน คุณก็รู้ว่าธุรกิจเรากำลังแย่ ฉันไม่เอาเงินมาทุ่มกับคนไร้ประโยชน์แบบมันหรอก" ทำไมฉันต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้ด้วยนะ ฉันได้แต่ภาวนาขอให้กายนอนหลับไม่รู้เื่ด้วยเถอะ อย่าให้ต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้เลยขนาดฉันคนนอกยังยากที่จะรับได้เลย
"ผมคุกเข่าก็ได้" ฉันที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป มันเกินรับได้แล้ว ฉันวางของที่หอบพะรุงพะรังมาไว้ตรงมุมกำแพงแล้วเดินออกไปหาคุณลุงเพื่อพยุงให้ลุกขึ้น
"พอเถอะค่ะ เสียงดังมากแล้ว ช่วยเห็นกับคนที่นอนป่วยอยู่ในห้องด้วยเถอะนะคะ" ยังไม่ทันสิ้นเสียงของฉันดี
โครม... เพล้ง... "ออกไป ออกไปจากหน้าประตูให้หมด ออกไป!!!!!!" เสียงดังมาจากข้างหลังประตูบานนั้น ทุกคนหันกลับไปที่ต้นเสียง พ่อของกายมีสีหน้าที่ใมาก มีแต่คนที่กายเรียกว่าแม่มาตลอด 17 ปีเดินหันหลังกลับไปอย่างไม่ไยดี