“เฮว้ออออ!”
“ตื่นแล้ว? !!!”
อาทรหายใจเข้าเฮือก ในที่สุดอาทรก็ฟื้นขึ้น แต่ไม่ทันได้ดีใจก็ต้องชะงักไปเสียก่อน ใบหน้าซีด ๆ ดูเคร่งเครียดเพราะภาพที่เห็นไม่ใช่สองมือกำพวงมาลัยรถแทรกเตอร์ แต่เป็มือเดียวสอดอยู่ในปลายแขนเสื้อโค้ทที่พื้นข้างเอวซ้ายโดยบังเอิญ ตัวเขายังคงนอนคว่ำริมเนินดินอินทรีย์ หน้าซีกซ้ายยังคงแนบพื้นดินเน่าชื้นแฉะ รับมือกับรวมความทรมานที่ทุเลาลงเพียงเล็กน้อย
“อัก”
“บัดซบ! ฉันยังไม่ตื่นจากฝัน!”
“แม้จะแค่แป๊บเดียว แต่ฉันได้ตายไปแล้วจริง ๆ มีอะไรผิดพลาดหรือยังไง? หรือว่าฝันนี้มันจะเป็ความจริง! ถ้างั้นก็แปลว่าฉันเกือบจะได้ตายถาวรแล้ว ยังโชคดีที่นิ้วมันบังเอิญสอดเข้าปลายแขนเสื้อโค้ทพอดี …ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังต้องลองตายอีกครั้ง”
“ฮึบ”
ตุบ
คิดเสร็จอาทรพลันยกแขนขึ้น เมื่อปลายนิ้วหลุดออกจากเสื้อโค้ทก็สิ้นลมทันที แต่เพื่อหาความจริงโดยที่ยังเหลือหนทางกลับมาจากความตาย ครั้งนี้เขาจงใจยกมือออกไปไม่ไกลจากเสื้อโค้ท กะให้ปลายนิ้วสอดเข้าแขนเสื้อโค้ทพอดีในตอนที่เขาตายแล้วแขนตกพื้น
ตุบ “เฮว้ออออ!!”
ตุบ “เฮว้ออออ!!”
ตุบ “เฮว้ออออ!!”
เขาทำแบบเดิมอยู่หลายครั้งเพราะยังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้
“บัดซบ! ครั้งสุดท้าย!”
ตุบ
“เฮว้ออออ!!”
“แม่งเอ้ย! ยังอยู่ในฝัน แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าโลกนี้มันเป็ความจริง หลักฐานคาตาขนาดนี้ ฉันจะหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธได้อีก ซ้ำยังมีแต่เหตุผลรองรับ”
ภาพที่ตัดกลับมานั้นยังคงเป็เช่นเดิม อาทรยังคงนอนทนทุกข์ตรมอยู่ที่เดิม นิ้วกลับมาสอดอยู่ในปลายแขนเสื้อโค้ท สุดท้ายเขาจึงสวมเสื้อโค้ทกลับดังเดิมพร้อมกับกร่นด่าในใจ แต่ก็เริ่มครุ่นคิดทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อหาเหตุผลมาพิสูจน์สมมติฐาน
“เหตุผลแรก ความรู้สึกเหมือนจริงเกินไปั้แ่เจอควายแล้ว จนล่าสุดก็ตอนที่โดนตัดแขน แม้จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่มันละเอียดมาก”
อาทรครุ่นคิดพลางใช้มือซ้ายปิดไปที่ไหล่ขวา เขายังจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นได้ดี มันเหมือนถูกกงจักรตัดจากภายใน แผ่ออกสู่ภายนอก เศษเืเนื้อและกระดูกกลายเป็เหมือนสะเก็ดะเิที่ฉีกแขนเสื้อโค้ทออกจากไหล่
"ฮึบ"
ตึก ตึก
อาทรใช้พลังของชุดโค้ทดำช่วยดีดตัวเองขึ้นจากพื้น ก่อนจะยืนกระทืบพื้นทีสองที มองดูรอยเท้าที่ลึกเป็นิ้วพลางครุ่นคิด
“เหตุผลที่สอง… ถ้าเป็ในฝัน แม้ร่างกายจะยังดีอยู่ แต่ตอนออกแรงจะััได้ว่าไม่ค่อยมีแรง เหมือนมวลวัตถุทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยนแปลงตอนเราออกแรงกระทำ และบางทีก็รู้สึกทะลุไปเลยเหมือนชกลม …กลับกัน ตอนนี้ร่างกายย่ำแย่ ทว่ารู้สึกได้ถึงมวลตึง ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกว่ามาก ดูได้จากรอยเท้าพวกนี้”
ครืด ตึก ครืด ตึก
“อึก”
“เหตุผลที่สามและสี่ คือมันเป็ฝันที่นานเกินไป จนถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว แต่มันนานมาก ๆ และพอเปลี่ยนฉากก็ยังคงวนอยู่ในเื่เดิม”
อาทรเริ่มออกเดิน แต่ละก้าวยังคงเชื่องช้า เขาค่อย ๆ เดินไปคิดไป และต่อสู้กับความทรมานไปด้วย โดยเฉพาะความเ็ปที่ไหล่ขวา เืชื้นแฉะที่เต็มฝ่ามือ กลิ่นคาวเหล็กลอยมาเตะจมูก กลิ่นสาบเศษดินที่ติดอยู่ทั่วตัว อีกทั้งเสียงเืหยดแหมะลงพื้น และััดินร่วนที่ยุบยวบทุกครั้งที่เท้าย่ำลงไป ทุก ๆ อย่างกระตุ้นให้ความวิตกกังวลเติบโตขึ้น มันกัดกินจิตใจของชายคนนี้ในทุก ๆ ฝีก้าว
ครืด ตึก ครืด ตึก
ทุกย่างก้าวล้วนตอกย้ำความคิดที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งให้เอนเอียง
“เหตุผลที่ห้า มีฉากฝันร้าย จั้มสแกร์ให้ใแรง ๆ อยู่หลาย่ แต่ก็ยังไม่ตื่น กระทั่งความตายก็ไม่ได้ผล”
“อึก!”
“เหตุผลที่หก… รู้สึกว่ามีอยู่นะแต่กลับคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร เหมือนพลาดอะไรไปสักอย่าง…”
ลุงอาทรรู้สึกว่าเหตุผลข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก มันติดอยูในหัวเขามาั้แ่ต้นเื่แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เหตุเพราะมักมีอะไรมาขัดในจังหวะที่กำลังจะคิดออกอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นความทรมานที่เล่นงานเขาอยู่ตอนนี้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงเก็บเอาไว้คิดภายหลังเรื่อยมา
“เอาเถอะ… ห้าเหตุผลก็เพียงพอจะยืนยันแล้วว่านี่คือของจริง มันไม่ใช่ฝันอย่างแน่นอน! อาจจะทะลุมิติแบบในหนัง การ์ตูน หรือนิยาย แต่ที่แน่ ๆ ถ้าฉันตายแบบไม่เหลือซากก็คือจบ!…”
“…จากนี้ต้องทำพลาดให้น้อยที่สุด ห้ามละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ ของโลกนี้”
“อัก”
ครืด ตึก ครืด ตึก
“ก่อนอื่นต้องหาปลอกแขน”
อาทรตัดสินใจอย่างแน่วแน่ สภาพย่ำแย่ทว่าทุกก้าวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความคิดว่า “ต้องรอด” แทบจะฉายออกทางแววตา เขารู้สึกไม่อยากตายขึ้นมาแล้ว
ครู่ต่อมา ห้าสิบเมตรก่อนถึงพื้นที่เป้าหมาย
“ต้องรีบแล้ว มัวช้าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น… !!!”
อาทรเดินมาได้สักพักแล้ว ใบหน้าของเขายังดูเข้มขรึม แม้สีหน้าจะซีดเซียว ทว่าแววตายังคงมุ่งมั่น ออกแรงจ้ำอ้าวเข้าใกล้จุดหมายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ภาพข้างหน้ากลับทำให้ใจหายวาบ
ท่ามกลางหมอกหนาปรากฏลำแสงสีแดงรำไรส่องขึ้นฟ้า ลำแสงนี้กว้างเท้าหน้าคนฟุ้งกระเจิงและถูกลดทอนตามความหนาที่เปลี่ยนไปของชั้นหมอก กระพริบริบหรี่และเจิดจ้าไร้จังหวะเหมือนชีพจรคนใกล้ตาย มองต่ำลงมาจะพบว่ามีแหล่งกำเนิดอยู่หลังเนินดินสูงสี่เมตรที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
“…อยู่ให้ห่างจากแสงสีแดง”
อาทรพลันนึกถึงคำพูดของสิบเอกประดิษฐ์ เ้าเด็กผมจุกที่ไม่อยากให้เขาตายสบาย แสงนั่นจึงหมายถึงสัญญาณอันตราย
ครืด ตึก ครืด ตึก
อาทรตัดสินใจเดินเบี่ยงขวาอย่างระแวดระวัง สายตาจับจ้องไปที่เนินนั้นอยู่เป็ครั้งคราว ไม่นานจึงเห็นว่าหลังยอดเนินสี่เมตรมีหมวกทรงแบนวางอยู่ หมวกทั้งใบเรืองแสงสีแดงแสบตา โดยเฉพาะส่วนบนที่เข้มสุด เป็ส่วนนี้เองที่ยิงลำแสงขึ้นฟ้า
“!!”
เขาหยุดชะงักในวินาทีต่อมา เพราะเห็นภาพบาดตาหลังเนินนั้น
“ระบบ ตรวจสอบ"
ถัดลงมาจากหมวกเรืองแสงไม่กี่ก้าว มีชายหนุ่มผอมสูงคนหนึ่งกำลังยืนพูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงกลางต่ำผสมแหบแหลม
เขาเป็ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปี ตัวสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนฯ แต่รูปร่างเพรียวลม ไม่มีทั้งกล้ามเนื้อและไขมัน สวมชุดเครื่องแบบโค้ทดำเหมือนพลทหารทั่วไป ใต้หมวกดำมีผมสีทองทรงปัดเป๋ขวา หน้าม้าเรียบแป้ลปิดหน้าปิดตา มือขวาถือแขนคุณลุง มือซ้ายชี้นิ้วจิ้มขึ้นจิ้มลงกลางอากาศ
“เอ๋ ! ปลอกแขนพยัคฆ์ซุ่ม ของดีนี่”
หนุ่มผมทองเอ่ยขึ้นพลางพลิกท่อนแขนไปมา ก่อนจะค่อย ๆ ถอดปลอกแขนออกจากมัน
“นั่นของข้า!!”
อาทระโขึ้น เขายืนอยู่ห่างจากหนุ่มผมทองราวสิบเมตร เห็นภาพนี้เข้าพอดี จึงมีสีหน้าท่าทางใ
ชายผมทองเอียงคอมองไปทางต้นเสียง จ้องหน้าลุงหัวเกรียนพร้อมส่งรอยยิ้มเยาะ
“ผมเก็บได้… มันอยู่ในมือผม ก็ต้องเป็ของผม!”
ฟึบ
ชายหนุ่มผมทองพูดจบก็โยนแขนลุงข้ามไปอีกฝั่งของเนิน ก่อนจะสวมปลอกแขนแล้วยิ้มให้
“ไอ้เวรเอ้ย!”
ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก
อาทรก่นด่าพลางย่ำเท้าวิ่งเข้าใส่ ไม่รู้ว่าเขาเอาแรงมาจากไหน สลัดทิ้งภาพศพเดินได้ กลายเป็ปีศาจบ้าคลั่งที่ขับเคลื่นด้วยสัญชาตญาณดิบ
ลุงอาทรไม่สนใจจะผูกมิตรกับคนผู้นี้ ตรรกะและการกระทำเ้าผมทองนั้น ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนดีในสายตาเขา ชัดเจนว่าหมอนี่้าเห็นเขาเ็ปจากการสูญเสีย สนุกกับการทำร้ายจิตใจคน รู้สึกมีคุณค่าเมื่อได้่ชิงของของคนอื่น หรือเขาอาจจะมองผิดทั้งหมด แต่ที่แน่ ๆ คือ มันจงใจให้เขาเลือกระหว่างปลอกแขนหรือแขนตัวเอง
ทว่าลุงอาทรไม่ต้องเลือก ยังไงเขาก็ต้องชิงปลอกแขนกลับมาก่อน เพราะความเป็ความตายของเขาขึ้นอยู่กับมัน
“หือ!?”
ชายหัวทองรู้สึกแปลกใจและใในเวลาเดียวกัน เห็นตาลุงหัวเกรียนตรงหน้าพุ่งปรี่เข้ามาโดยไร้ความลังเล เขาจึงหันหลังแล้วเริ่มออกวิ่งพลางบริกรรมคาถาไปด้วย
“พุทธังบังตา ธัมมังบังตา สังคังบังตา”
“เห้ย! เอาของกูคืนมา!”
ลุงอาทรวิ่งไล่พร้ะโกนอย่างเกรี้ยวกราด ปราดเดียวถึงริมเนิน เข้าประชิดรวดเร็วจนน่าใ เจียนจะคว้าคอชายผมทองได้แล้ว
“จะ…จงมองไม่เห็นกู จง…จงมองไม่เห็นกู จงมองไม่เห็นกู !!”
หนุ่มผมทองท่องคาถาด้วยเสียงสั่นเครือ เขาหันหลังไปมองลุงคนนั้นแวบหนึ่ง เห็นสีหน้าท่าทางดูเอาเื่
“ไอ้สัตว์! แน่จริงมึงอย่าหนี”
ปลายนิ้วลุงอาทรแตะหลังคอเสื้อโค้ทของชายหนุ่มแล้ว แต่ทันทีที่กล่าวจบ ร่างชายหนุ่มผมทองก็กลายเป็ล่องหน หายวับไปต่อหน้าต่อตา เขาจึงคว้าได้แต่อากาศธาตุ
วืด
“บัดซบ! แน่จริงมึงออกมา!”
อาทระโพลางหันไปรอบ ๆ
“กูไม่ออก! กูไม่โง่เหมือนใครบางคนหรอก แม่งมีของดีแต่ไม่ใช้ ฮ่าฮ่าฮ่า ๆ ”
ชายหนุ่มพูดตอกกลับ เขาไม่ลืมที่จะหัวเราะเยาะปิดท้าย เสียงโอหังของเขาดังกังวานรอบสถานที่ และหาแหล่งกำเนิดเสียงไม่ได้
ปึก!
"!? มันเป็ความสามารถของปลอกแขนนั่น!"
อยู่ ๆ ร่างอาทรพลันเซไปด้านหน้า จวนจะเสียหลักล้มลง เขามั่นใจว่าโดนคนถีบหลัง และตระหนักได้ว่าพลาดไปแล้วจริง ๆ
“โง่ชิบหาย ฮ่าฮ่าฮ่า ๆ”
รอบ ๆ เนินสี่เมตร เสียงกระแทกแดกดันของชายหนุ่มยังคงดังก้องรอบตัวลุงอาทร
“หัวเราะได้หัวเราะไป แต่อย่าให้กูคว้าตัวมึงได้ละกัน!”
ลุงอาทรตอบกลับพลางวิ่งคว้าอากาศอย่างวุ่นวาย เขาดูน่ากลัวเหมือนคนคลั่ง ลืมไปแล้วว่าตนเองาเ็อยู่ ร่างกายตกอยู่ในวิกฤติ หน้าซีด เหนื่อยล้า หอบหายใจถี่กระชั้น สติเริ่มเลือนราง ในหูแทบจะได้ยินแต่เสียงวิ๊งและเสียงชีพจร
“เดี๋ยวกูจะทำให้มึงเห็นเอง ว่าเวรกรรมมีจริงมันเป็ยังไง!”
ทั้งนี้ทั้งนั้น ลุงแกยังพูดข่มขู่ได้อยู่
“เพ้ออะไรของมึงไอ้ลุง เวรกรรมเหี้ยอะไร เลอะเทอะชิบหาย ถ้ามีจริงกูตายไปหลายรอบแล้ว ฮ่าฮ่า ๆ ”
ชายหนุ่มตอกกลับอย่างแสบสรรค์ ก่อนจะเปิดท้ายด้วยเสียงอุทานสั้น ๆ
“เอ๊อะ!”
“ตรงนั้น !!!”
ลุงอาทรในสภาพย่ำแย่ยืนอยู่ริมเนิน เขาค่อย ๆ หันหน้าไปทางซ้าย แหงนมองไปยังยอดเนิน เขาพอจะจับตำแหน่งของชายหนุ่มผมทองได้แล้ว ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้เขาใจหายวาบ
ตุบ
บนยอดเนินสี่เมตรนี้ พลันมีหัวคนผมทองค่อย ๆ เคลื่อนก่อนจะตกลงมาจากความว่างเปล่า มันกระแทกยอดเนินแล้วกลิ้งหลุน ๆ มาหยุดตรงปลายเท้าลุงอาทรพอดี
สภาพหัวดูเปรอะเปื้อนทั้งเืทั้งดิน ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้ายังคงแสดงอาการปากอ้าตาค้าง มันหันมาสบตาคุณลุงอย่างพอดิบพอดี
“!!!”
ลุงอาทรผงะก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อทุกมัดหดเกร็ง ตาเขาแข็งค้าง ขนลุกซู่ และใจเต้นแรง เขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองก่อนหน้านี้
ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ
พริบตาต่อมา ทั้งร่างของของชายผมทองก็ปรากฏขึ้นบนเนิน ทว่ามันเหมือกำลังถูกสัตว์ร้ายรุมทึ้ง เืฟุ้งกระจายไปทั่ว แขนขาและอวัยวะภายในกระเด็นเซ็นซ่าน บ้างลอยขึ้นฟ้าบ้างร่วงลงดิน ทุกชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปคนละทาง
ฉวะ ฉวาก ฉวากกก
แผละ แผลพ แผละ แผละ
“!!!”
ลุงอาทรได้แต่ทำหน้าเหวอ เขายังไม่ทันได้ส่งเสียง ก็ต้องใจนพูดไม่ออกเสียก่อน แม้แต่ความคิดก็ยังหยุดนึ่ง อาการเหมือนคนจะช็อก
"ฮึก.. พลวด"
เขาอวกพุ่งออกมาทั้งยืน
ฟ้าว… ฉึก! ฉึก!
ตึงงงง
สองเส้นแสงสีทองยาวเกือบสองเมตรพุ่งเฉียงลงมาจากฟากฟ้าด้านหลังลุง มันปักลงกลางเนินซากศพชายผมทอง ก่อนเงานักรบปริศนาจะพุ่งตามลงมาเหมือนะุตก
ควับ
ที่แท้เงานั้นเป็จ่าสิบโทสาวหุ่นลีน หน้าตาสวยคม ผมดำสั้นทรงบ๊อบเท สวมเครื่องแบบทหารโทนเหลืองดำ มีขนสัตว์ที่ปกคอ นางสะบัดแขนคว้าเส้นแสงสีทองไปพาดไขว้ไว้ด้านหลัง พวกมันคือสองง้าวสั้นประจำกายนาง เพียงแต่อัดแน่นไปด้วยรัศมีพลัง
“ข้ามาช้าไปหน่อย แต่เ้าอยู่ใกล้ใยไม่ช่วยเขา?”
นางมองมาที่ลุงอาทรแล้วเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงสตรีองอาจแต่เรียบนิ่ง
“ข้าผิดด้วยเหรอ?”
ลุงอาทรในสภาพย่ำแย่ พูดด้วยเสียงแหบพร่าพลางปาดคราบอาเจียนที่คาง
“เข้าใจแล้ว”
หญิงสาวพูดขึ้น นางกวาดตาไปเจอปลอกแขนในอีกฝั่งของเนินพอดี เห็นท่อนแขนเละ ๆ ที่สวมมันอยู่นั้นมีรอยตะเข็บเสื้อไม่ตรงกับของอาทร ตกอยู่คู่กับอีกท่อนที่น่าจะเป็แขนลุงเขา
“สมควร… ไม่ช่วยแล้วยังเป็ภาระอีก”
“ยกเลิกรหัสแดง”
อยู่ ๆ หญิงสาวหันไปทางหมวกใกล้ ๆ กองซากศพแล้วเอ่ยขึ้นเสียงห้าวหาญ หมวกใบนั้นหยุดยิงลำแสงทันที มันกลายเป็หมวกแบนสีดำขลิบขอบทองธรรมดา ๆ ก่อนจะถูกนางหยิมขึ้นมาสะบัดแล้วสวมไว้บนหัว
พรึบ พรับ
“จ่าสิบโทสมร เรียกกองร้อย ๕๒๑ ค้นหาเป้าหมายถัดไปให้ข้า”
นางยกแขนขวาขึ้นแล้วพูดใส่ข้อมือต่อในทันที ทุกการกระทำดูขึงขังจริงจัง คล่องแคล่วว่องไว ไม่มี่จังหวะที่ติดขัดหรือเว้นว่าง
“เ้าไม่มีหมวกรึ?”
อยู่ ๆ จ่าสมรก็มองลงมาถามลุงอาทรอีกครั้ง
"ฮึ หายไปแล้ว"
อาทรตอบพลางส่ายหน้า
ฟุบ
“เปิดใช้รหัสม่วง”
อยู่ ๆ หญิงสาวบนยอดเนินก็ปาหมวกตัวเองลงที่เดิมก่อนจะพูดเสียงดัง
เวิ้ง
หมวกใบนั้นก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว มันเรืองแสงสีม่วงแล้วยิงลำแสงขึ้นฟ้าทันที
“เ้ารอหมออยู่นี่”
นางกล่าวสั้น ๆ พลางกลับไปยืนหันหลังให้ลุงอาทรที่ยืนงงอยู่ริมเนิน
“หมวกใช้ระบุตำแหน่ง? ตรายศที่ปลายแขนใช้สื่อสาร?”
อาทรถาม
“…”
หญิงสาวตอบแบบไม่พูด นางหันมาพยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วหันกลับ ปล่อยให้ความเงียบคั่นกลางระหว่างสองคน
เวิ้งงง
ฟุบ!
อยู่ ๆ พลันมีลำแสงสีแดงสูงเสียดฟ้าปรากฏขึ้นไกล ๆ เป็ทิศที่่จ่าสมรมองไป นางจึงดีดตัวพุ่งหายไปทางนั้นทันที ะโสูงและไกลเป็สิบเมตร ว่องไวไร้เงาเหมือนนินจา
“ยังไม่ทันได้พูดขอบคุณเลย ไปซะแล้ว”
อาทรแหนงมองตามพลางพึมพำ ก่อนจะละสายตาแล้วเดินไปหาของในอีกฝั่งของเนิน
“เห้อ”
ไม่นานลุงอาทรก็ได้สิ่งที่ตามหา แต่กลับถอนหายใจด้วยใบหน้ายู่ยี่
เขาควรจะรู้สึกอย่างไร? ดีใจ สมน้ำหน้า หรือหวาดกลัวความโหดร้ายของสมรภูมินี้ดี สำหรับเขาแล้วที่ไหนก็ล้วนไม่ปลอดภัย และที่สำคัญคือ นี่เพียงแค่เริ่มต้น
“อึก”
อยู่ ๆ มีสายลมผัดผ่าน อาการเจ็บที่ไหล่ก็กลับมาหลังจากหายไปพักใหญ่ มันเริ่มรุนแรงจนเขาคราญครางออกมาเบา ๆ