“คุณหายไปไหนมา ผมคิดถึงคุณมากเลยรู้บ้างไหม” ทีปกรสวมกอดชายร่างใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าจนแน่น ความรู้สึกโหยหาความอบอุ่นได้ส่งผ่านไปยังร่างนั้นทันที
“ข้ามิได้หายไปนานเสียหน่อยเด็กดี ข้าแค่หายไปจัดการบางเรื่องเท่านั้น…” เมื่อพูดถึงตรงนี้ทำให้เขมทัตหยุดชะงักไปชั่วขณะ ทั้งยังนึกถึงรัตติกาลผู้ที่จ้องจะทำร้ายทีปกรมาโดยตลอดเมื่อมีโอกาส
ความรู้สึกสบายใจบังเกิดขึ้นเล็กน้อยเมื่อบัดนี้รัตติกาลถูกรับโทษอย่างสาสมจากจ้าวผู้ครองนรกผู้เป็นบิดาของนาง คงอีกนานนักกว่านางจะพ้นโทษออกมา และหวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกคับแค้นภายในใจของนางลงได้บ้าง
ลมหายใจอุ่น ๆ กระทบลงบนอก ทำให้ชายร่างใหญ่กลับคืนสู่ปัจจุบันอีกครั้ง เขมทัตก้มลงมองหนุ่มร่างบางด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักพร้อมทั้งลูบไปยังศีรษะของทีปกรช้า ๆ
“คุณอาจจะคิดว่าไม่นานแต่คนที่รอมันนานนะ ผมต้องทำอย่างอื่นฆ่าเวลาเพื่อไม่ให้คิดถึงคุณ คุณรู้ไหมว่าความคิดถึงสามารถฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นได้เลยนะ”
"สงบใจเสียเถิดเด็กดีของข้า ถึงแม้ว่าเจ้าจะมองข้ามิเห็น แต่ข้าก็ยังอยู่กับเจ้าตลอด”
"ไม่ยุติธรรมสำหรับผมเอาซะเลย มีแต่คุณที่เห็นผมคอยเฝ้ามองว่าผมทำอะไรอยู่ที่ไหน แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณทำอะไรอยู่ไหนบ้าง นอกซะจากว่าคุณจะโผล่มาให้ผมเห็นเอง ทำไมผมต้องรู้สึกดีกับคุณแบบนี้ด้วยนะ ทำไมผมต้องชอบคุณอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าผมชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอด้วยซ้ำ จะเรียกว่ารักแรกพบเลยก็ได้…” ทีปกรระบายสิ่งที่อัดอั้นภายในใจออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังกอดฝ่ายตรงข้ามให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เขมทัตยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจในคำพูดเหล่านั้น
“เมื่อกาลก่อนเจ้ามิเคยเปิดเผยความรู้สึกให้ข้าได้รับรู้เลยสักครั้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเจ็บปวดใจมากเพียงใด แต่บัดนี้เจ้ากลับเผยความรู้สึกให้ข้าได้รับรู้ตลอด เจ้าทำให้ข้ามีความสุขยิ่งนัก” เขมทัตจับไหล่ทั้งสองข้างของทีปกรและดันออกมาเพื่อดูใบหน้านั้นให้ชัด ความรักของทั้งสองที่มีให้กันบ่งบอกโดยการสบตา
เขมทัตก้มลงประทับริมฝีปากหยักของตนลงบนริมฝีปากบางอีกครั้ง เกลียวลิ้นทั้งสองเข้าสัมผัสรสชาติความหอมหวานของกันและกันจนไม่อยากแยกกายให้ออกห่าง แต่เสียงเรียกดังมาจากที่ไกล ๆ ทำให้เขมทัตต้องผละตัวออกจากทีปกรอย่างหักห้ามใจ
“เอาล่ะ เพื่อนรักกับพี่สาวของเจ้าเรียกแล้ว จงกลับไปเสียเถิดเด็กน้อยของข้า”
“แต่เจ้าจงรอหน่อยเถิด วันหนึ่งเจ้าจะสมความปรารถนา เมื่อเวลานั้นมาถึงอย่าหนีข้าไปอีกก็แล้วกัน” ทีปกรเงยหน้ามองเขมทัตด้วยความสงสัย…หนีไปตอนไหนหว่า มีแต่ตอนที่อยากให้มาหา ตานี่พูดจาพิลึก… ยังไม่ทันจะปริปากถาม ก็ถึงเวลากลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
“ไอ้ทีเป็นอะไร ทำไมยืนนิ่ง…” เสียงเรียกจากเกียกกายถามเพื่อนรักที่จู่ ๆ มีอาการแปลกไป เมื่อเห็นท่าไม่ดีพี่สาวจึงเดินเข้าใกล้โบกมือผ่านหน้าทีกปรไปมา สายตาของผู้เป็นน้องยังคงเลื่อนลอยไม่ตอบสนองสิ่งเร้าภายนอก
“ที เป็นอะไร” ฝ่ามือของธาริณีตีไปยังแขนของทีปกร ทำให้เจ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยงหลุดออกจากภวังค์ทันที พร้อมแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ตีทำไมเนี่ย เจ็บนะพี่” ทีปกรลูบแขนของตัวเอง พร้อมถกแขนเสื้อเพื่อดูความแดงบนผิวหนัง แต่ภายในใจก็ยังนึกถึงรสสัมผัสทางกายเมื่อครู่ระหว่างตนกับเขมทัตที่มีให้กัน เมื่อนึกถึงตรงนี้ใบหน้าจรดใบหูก็เริ่มแดงก่ำทันทีด้วยความรู้สึกดี
เกียกกายหลี่ตาลงมองท่าทางแปลก ๆ ของทีปกร ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรัก แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำเพื่อเป็นการปิดปังความลับของเพื่อนเอาไว้
“ก็เรียกแล้วไม่ตอบอะ เป็นอะไร” ธาริณีถามน้องชายด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรสักหน่อย”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พากายกลับบ้านด้วย เดี๋ยวพี่ต้องไปทำงานก่อน” เมื่อพูดจบ ธาริณีทำท่าจะเดินออกจากห้อง แต่เกียกกายรีบคว้าข้อแขนของหญิงสาวได้ทัน และดึงร่างบางนั้นเข้ามากอด
“พี่กลับบ้านเร็ว ๆ นะ ผมจะรอ” เสียงออดอ้อนออกมาจากปากอีกครั้ง พร้อมเงยมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าส่งสายตาแววหวานดั่งลูกหมาเชื่อง ๆ ตัวหนึ่ง
“อือ” ธาริณีตอบกลับด้วยอาการหน้าแดงและเดินจากไป