ลู่เฮ่อเหนียนสวมอาภรณ์สีนิล เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวในเรือนหลังเก่าโกโรโกโสซึ่งมิได้คู่ควรกับเขาแม้แต่นิด ใบหน้าแห้งตอบเคร่งขรึมไม่สบอารมณ์ทั้งยังบันดาลโทสะ เป็อันแน่นอนว่า เขาคงได้ยินวาจาเมื่อครู่นี้ของอวิ๋นจือเป็แน่
“ท่านโหว คำพูดพล่อยๆ ของเด็กอย่างจือจือ ท่านอย่าได้ถือสาเลยนะเ้าคะ” เจียงซั่นชูแก้ตัวแทนบุตรสาว หลังจากนางสิ้นลมแล้ว คนที่บุตรสาวจะพึ่งพิงได้ในจวนแห่งนี้ก็มีแต่ลู่เฮ่อเหนียนเท่านั้น สามีภรรยาหมดรักกันมิเป็ไร แต่พ่อลูกหมดเยื่อใยมิได้เป็อันขาด
ลู่อวิ๋นจือยืนอยู่บนม้านั่งปลายเตียง ั์ตาดุจดวงดาวเพ่งลู่เฮ่อเหนียนอย่างแข็งกร้าว ยันต์ไล่ภูตผีปีศาจในมือถูกขยำทีละน้อยๆ
ใจลู่เฮ่อเหนียนยังตกตะลึงไม่หาย เขาซ่อนเร้นความหนาวสั่นในก้นบึ้งของหัวใจ เอ่ยวาจาด้วยหน้าตาถมึงทึงว่า “หึ! ดูท่าคงอยากจะรื้อกระเื้ัคาแล้วละสิ[1]! เจียงซั่นชู นี่คือลูกสาวตัวดีที่เ้าเลี้ยงมาอย่างไรเล่า!”
“เ้าค่ะๆๆ เป็ความผิดของข้าเอง ท่านโยนความผิดทั้งหมดไว้ที่ข้าเถิด ขอเพียงไม่ทรมานลูกก็พอ...”
“ท่านแม่ไม่ผิด!” อวิ๋นจือะโลงมาจากม้านั่งปลายเตียง วิ่งไปกอดเจียงซั่นชูที่หน้าเตียงเตาผิง จ้องลู่เฮ่อเหนียนตาขุ่นตาเขียว “ในเมื่อท่านบอกว่าท่านแม่เป็ตัวกาลกิณี แล้วเหตุไฉนยังต้องขังนางไว้ในจวนอีกเล่า ในเมื่อหาว่าท่านแม่จะนำความหายนะมาสู่สกุลลู่ เหตุใดถึงไม่ปล่อยนางออกไป การจองจำนางไม่รู้เดือนรู้ตะวันเยี่ยงนี้ มันแตกต่างอันใดกับการลักพาตัวด้วยเล่า...”
ใบหน้าลู่เฮ่อเหนียนค่อยๆ คล้ำลงๆ จนดำสนิท! เจียงซั่นชูเห็นดังนั้นก็เอามือปิดปากบุตรสาว กล่าวห้ามปรามด้วยเสียงเคร่งขรึมทั้งน้ำตาว่า “จือจือ! ไม่ต้องพูดแล้ว!”
ลู่เฮ่อเหนียนหรี่ตามองเจียงซั่นชู มุมปากและหางตากระตุก ขึ้นเสียงะโว่า “ใครก็ได้! ลากตัวยายหนูจือไปขังไว้ในห้อง ถ้าข้าไม่อนุญาต ห้ามผู้ใดปล่อยนางเป็อันขาด!”
ครั้นเปล่งวาจา บ่าวรับใช้ชราสองคนซึ่งกลัวจนตัวสั่นก็เดินเข้ามาโค้งตัวลากอวิ๋นจือออกไป
อวิ๋นจือตัวน้อยๆ พยายามโน้มตัวไปหามารดาสุดชีวิต ทว่านางก็เป็แค่เด็กน้อยวัยห้าขวบ ไร้ความสามารถจะปกป้องตัวเอง ยิ่งมิต้องพูดถึงการจะปกป้องมารดาเลย
ดังนั้นนางจึงเริ่มงัดสัญชาตญาณที่เข้ากับ่วัยนี้มาต่อสู้แทน นางแหกปากร้องโวยวายดังลั่นอย่างสะท้านฟ้าะเืดิน “ข้า้าท่านแม่! ข้า้าท่านแม่! อย่าขังท่านแม่!”
ลู่เฮ่อเหนียนรู้สึกใจโหวงด้วยความทุกข์ใจเล็กน้อย เขาอดกลั้นความเ็ปพลันสะบัดมือ “ลากออกไป”
ครั้นอวิ๋นจือเดินพ้นประตู ก็ได้ยินลู่เฮ่อเหนียนแผดเสียงโกรธเกรี้ยว “...หากไม่มีผู้ใหญ่คอยเสี้ยมสอน เด็กห้าขวบคงไม่มีทางพูดจาเยี่ยงนั้นได้หรอก! เจียงซั่นชูเ้าอดรนทนไม่ไหว อยากจะรีบจากไปขนาดนั้นเชียวหรือ!!”
“อย่างไรวันที่ข้าจะได้จากไปก็คือวันตายของข้าอยู่ดี ถ้าคนอื่นไม่ข่มเหงข้า ข้าก็ย่อมไม่ข่มเหงใคร หรือต่อให้มีใครข่มเหง ข้าก็ยังมิเอาคืน เพราะคนผู้นั้น...ตราตรึงอยู่ในใจของข้า...”
ครั้นอวิ๋นจือฟังจบ หยาดน้ำตาก็ยิ่งพรั่งพรูจนนองหน้า
ท่านแม่รู้หรือไม่ว่า ผู้ชายบนโลกใบนี้หาได้มีค่าพอสำหรับความรักหยั่งลึกสุดใจของสตรีไม่แม้แต่นิด เมื่อใดที่มอบใจให้ เขาก็พร้อมจะโยนทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แล้วเหยียบย่ำตามอำเภอใจ!
ในจวนอู่อันโหวมีแต่หูตาของโต้วสือสยาและฮูหยินผู้เฒ่าลู่อยู่ทุกหนทุกแห่ง เื่ที่อวิ๋นจือโวยวายอยู่ที่เรือนส่วนใน ประเดี๋ยวเดียวก็ถูกเล่าต่อจนเข้าหูพวกนางอย่างรวดเร็ว ในโถงอันเงียบสงบ ฮูหยินผู้เฒ่าลู่สวมเสื้อแขนกว้างสีเข้มลายไหมปัก เส้นผมดกหนามวยสูงเป็ทรงอูอวิ๋นเรียบแน่นจนไม่มีแม้แต่ปอยผมเส้นเดียวร่วงหล่น ดวงหน้าเกลี้ยงเกลา งามสง่า และเคร่งขรึม ราวกับมิได้จำนรรจาหรือเผยยิ้มมาเนิ่นนานหลายปี
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่สกุลเฝิง นามว่าหลานจือ เฝิงหลานจือเป็น้องสาวของเฝิงเมี่ยวจือ แม่ทัพผู้บุกเบิกแคว้นต้าฉี ลู่จงสวินซึ่งเป็ปู่ของอวิ๋นจือกับเฝิงเมี่ยวจือต่างเป็ขุนศึกบนหลังอาชาผู้ยิ่งใหญ่ มิเคยพ่ายผู้ใดในสนามรบ ยามแผ่นดินสงบสุขทั้งสองสกุลเฝิงและลู่กลายเป็แขนซ้ายขวาให้จ้าวก่วง รัฐบุรุษผู้ช่วยก่อตั้งแคว้น และทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อแคว้นต้าฉี ทว่าครั้นบั้นปลายชีวิตมาเยือนปฐมฮ่องเต้หลี่เปิน พระองค์ช่างระแวงและคิดเล็กคิดน้อย จึงลดทอนอิทธิพลและอำนาจของสกุลเฝิงและลู่อย่างจริงจัง ครั้นถึงยามที่หลี่เจิ้งเสด็จขึ้นครองราชย์ สกุลเฝิงก็ค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ ด้านสกุลลู่เองก็กลายเป็แค่อู่อันโหวซึ่งปราศจากอำนาจใดๆ
ทว่าแม้นที่นี่เป็จวนสกุลลู่ แต่ใดๆ ล้วนให้คนสกุลเฝิงตัดสินใจ
โหยวผอจื่อ[2]น้อมเคารพฮูหยินผู้เฒ่า จัดวางอาหารขึ้นโต๊ะแล้วก้าวเท้าถอยหลังอย่างสงบเสงี่ยม
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับหาได้ขยับตะเกียบลงมือคีบอาหารกินไม่ นางปริปากถามไม่รีบไม่ร้อนว่า “ตอนนี้ปล่อยยายหนูจือหรือยัง”
โหยวผอจื่อตอบกลับอย่างระมัดระวังว่า “ท่านโหวสั่งไว้ว่า หากไม่มีคำสั่งของท่าน ห้ามปล่อยคุณหนูจือเด็ดขาดเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่แค่นเสียงขึ้นจมูก “ถ้าเฮ่อเหนียนปล่อยนางแล้ว เป็ตายร้ายดีเยี่ยงไรก็ห้ามนางเหยียบเข้ามาในเรือนของข้าแม้แต่ก้าวเดียว!” คล้ายว่านางนึกอะไรได้อีก จึงกล่าวกำชับโหยวผอจื่ออีกครา “แล้วก็ห้ามนางไปเรือนกวนจวีด้วย ยากนักกว่าสกุลลู่จะมีบุตรชายมาเสริมบารมี ห้ามให้แม่ลูกคู่นี้นำเสนียดไปติดเป็อันขาด!”
โหยวผอจื่อพยักหน้ารับ “ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจเถิดเ้าค่ะ บ่าวได้กำชับฮูหยินแทนท่านเรียบร้อย”
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่จ้องที่นั่งว่างข้างๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะกินมื้อเย็น นางโยนตะเกียบไม้พลันกล่าวด้วยความโมโหจัด “เพื่อนางตัวซวยนั่น เขายังอยากอดอาหารอยู่อีกงั้นหรือ” หากมิใช่เพราะนางตัวซวยเจียงซั่นชูลุกเดินผ่านประตูจวนมิได้ละก็ นางคงเฉดกะลาหัวเจียงซั่นชูออกจากสกุลลู่ไปตั้งนานแล้ว เช่นนั้นบุตรชายจักมิต้องมานั่งอาลัยอาวรณ์ มิยอมลืมนางเสียที!
ครั้นหลังจากโต้วสือสยาคลอดลูกก็มิได้มารับประทานมื้อเย็นที่โถง แต่ส่วนใหญ่ลูกชายก็มักมานั่งกินข้าวเป็เพื่อนนาง ทว่าวันนี้หลังลูกชายกลับมาจากเรือนส่วนใน กลับเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือ
เจียงซั่นชูคงใช้อุบายเ้าเล่ห์ล่อลวงใจเขาอีกแล้วเป็แน่!
ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าลู่คิดถึงตรงนี้ก็ลุกพรวดกะทันหัน “ไปห้องหนังสือกัน”
ทั้งสาวใช้และบ่าววัยชราต่างพากันไปห้องหนังสือ ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าลู่กลับไม่พบแม้แต่เงาของลู่เฮ่อเหนียน ข้ารับใช้จึงรีบรายงานว่าเขาไปหาอวิ๋นจือ
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แต่กระทำเยี่ยงไรไม่ได้
“ไปเรียกท่านโหวมา บอกว่าข้ามีเื่จะปรึกษา” นางกังวลว่า หากตนเห็นอวิ๋นจือเข้าอายุขัยจะลดน้อยลงอีกหนึ่งวัน ฮูหยินผู้เฒ่าลู่มองอวิ๋นจือเป็ตัวอับโชคเหมือนกับเจียงซั่นชูเสียแล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6
[1] มาจากสุภาษิตที่ว่า หากสามวันไม่โดนตี ต่อไปนี้คงซนจนรื้อกระเื้ัคา หมายถึง หากเด็กนิสัยซุกซนมิได้รับการสั่งสอน หลังจากนี้อาจจะก่อปัญหามากมายตามมา
[2] ผอจื่อ คำเรียกสตรีวัยชรา หรือบ่าวรับใช้วัยชรา