บทที่ 31 ตอนพิเศษของโลกที่หนึ่ง(2)
โชคร้ายกลับกลายเป็โชคดี นางได้มาพักที่วิหารเทพเซียนของศิษย์พี่ ก่อนหน้านี้นางต้องหาข้ออ้างต่างๆนานาเพื่อที่จะมาอยู่ที่นี่ มากสุดก็แค่ครึ่งชั่วยาม ส่วนใหญ่ก็ได้แค่มองแผ่นหลังของศิษย์พี่ก็รู้สึกมีความสุขมากแล้ว แต่ตอนนี้กลับได้อยู่สถานที่เดียวกันทั้งวันทั้งคืน กระทั่งยามนอนนางก็ยังหุบยิ้มไม่ลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่นางคิดว่าจะได้อยู่กับเขาตลอดเวลาอย่างมีความสุขกลับไม่เป็จริง ศิษย์พี่เอาแต่ยุ่งทั้งกลางวันและกลางคืน เขาออกไปข้างนอกั้แ่เช้ากลับมาตอนเย็น บางครั้งก็ออกไปข้างนอกหลายวันติดต่อกัน
สุ่ยเซียนรู้ว่าศิษย์พี่กำลังหายาแก้พิษให้นาง แต่พิษนี้จะแก้ได้ง่ายๆได้อย่างไร?
สุ่ยเซียนไม่สนใจว่าพิษในร่างกายจะหายหรือไม่ ขอแค่ได้อยู่ข้างๆศิษย์พี่ใน่เวลาสุดท้ายของชีวิตนางก็พอใจแล้ว
ที่วิหารเทพเซียนมีหิมะตกตลอดทั้งปี ดังนั้นวิหารเทพเซียนจึงเหมือนกับห้องแช่แข็งอันเงียบสงัด
จนกระทั่งวันหนึ่ง ศิษย์พี่หายไปตั้งสิบวันแล้วก็ยังไม่กลับมา นางจึงใช้วิชาเปิดกระจก์เพื่อตามหาศิษย์พี่ และได้รู้ว่าศิษย์พี่ไปยอมรับคำท้าสู้ของจอมมารจี๋ฉง
พวกเขานัดสู้กันทีู่เาร้างแห่งหนึ่งในยมโลก การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งคู่าเ็สาหัส ศิษย์พี่ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า เืของเขากระจายอยู่เต็มพื้น สุ่ยเซียนพอเห็นก็ตื่นตระหนกยิ่ง และดันไปกระตุ้นพิษในร่างกายจนกำเริบ นางถึงขั้นอาเจียนเป็เืแล้วหมดสติไป
ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน พอสุ่ยเซียนตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่นางทำก็คือออกตามหาศิษย์พี่ศิษย์ ศิษย์พี่าเ็สาหัสนางต้องเอายาเซียนไปให้เขา
จู่ๆก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากม่านป้องกันที่อยู่ข้างนอก สุ่ยเซียนขมวดคิ้ว วิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว และพบว่าเป็ศิษย์พี่ที่หายไปครึ่งเดือน ในที่สุดก็กลับมาแล้ว ถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาจะดูซีดเซียวแต่ก็ยังคงสง่างามไม่เสื่อมคลาย
อย่างไรก็ตาม นางสังเกตเห็นว่าข้างๆศิษย์พี่มีปีศาจน้อยตนหนึ่ง และบนร่างกายของนางมีกลิ่นของศิษย์พี่
สุ่ยเซียนรู้ดีว่าเทพเซียนอย่างเป่ยิอินแค่เืหยดเดียวก็สามารถทำให้สรรพสิ่งกลายเป็มนุษย์ได้ ปีศาจน้อยตรงหน้าคงจะกลายเป็มนุษย์ได้เพราะเืของศิษย์พี่
แต่พอคิดได้แบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้รู้สึกอิจฉา พิษในร่างกายของนางกำเริบอีกครั้ง ทำให้ใบหน้าของนางซีดเผือดลง
สิ่งที่ทำให้สุ่ยเซียนอิจฉามากกว่านั้นก็คือสายตาที่ศิษย์พี่มองปีศาจน้อยมันช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
ดังนั้นเพื่อที่จะไล่ปีศาจน้อยไป สุ่ยเซียนจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมาย แต่ปีศาจน้อยก็ยังคงอยู่ที่วิหารเทพเซียน
สิ่งที่ทำให้นางโกรธมากที่สุดก็คือ ไม่ว่าศิษย์พี่จะไปที่ใดก็จะพาปีศาจน้อยไปด้วย ทั้งยังมาเตือนนางว่าอย่ารังแกคนอ่อนแอ ซึ่งเป็ตอนนั้นเองที่นางเข้าสู่ด้านมืด
นางรู้ว่าศิษย์พี่ชอบความใสซื่อของปีศาจน้อย เช่นนั้นหากปีศาจน้อยเข้าสู่ด้านมืดล่ะ? ศิษย์พี่ที่เกลียดปีศาจจะลงมือฆ่านางหรือไม่?
พอคิดถึงภาพนี้ สุ่ยเซียนก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุดนางก็เจอโอกาสถ่ายทอดไอมารทั้งหมดไปยังปีศาจน้อย แต่ในขณะที่กำลังจะถ่ายทอดไอมารสำเร็จ ศิษย์พี่ก็มาถึง ทั้งยังตบนางกระเด็น
ฝ่ามือนี้หนักมาก และสายตาที่เขามองนางก็เ็าอย่างไม่เคยเป็มาก่อน สุ่ยเซียนรู้ดีว่าศิษย์พี่รู้แผนการสกปรกของนางแล้ว หลังจากนี้คงไม่ใยดีนางอีก ต่อไปความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางคงจบลงเพียงเท่านี้
สุดท้ายศิษย์พี่ก็ขจัดไอมารในร่างกายของนางออก แล้วก็พาปีศาจน้อยจากไป วันนั้นฝนตกหนัก นางยืนตากฝนอยู่หน้าวิหารทั้งคืน มองไปยังทิศทางที่ศิษย์พี่จากไป หวังว่าเขาจะหันกลับมาหานางแต่นางก็ผิดหวัง...
สุ่ยเซียนที่หายจากพิษแล้วพลังบ่มเพาะลดลงไปครึ่งหนึ่ง นางจึงหาที่สงบบำเพ็ญเพียร บางครั้งก็ได้ยินนกนางแอ่นมาเล่าเื่ราว ที่เกิดขึ้นข้างนอกให้นางฟัง นางได้ยินมาว่าศิษย์พี่พาปีศาจน้อยออกจากวิหารไปเที่ยวเล่น ความตามใจที่เขามีให้ปีศาจตัวน้อยเป็สิ่งที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน อีกทั้งเขายังยอมลดตัวลงไปย่างเนื้อสัตว์และทำอาหารให้ปีศาจน้อยกินเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาที่กินข้าววันละสามมื้อ
....
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวล่วงเลยมาสิบปี สุ่ยเซียนที่ฟื้นฟูพลังได้บ้างแล้วก็ลองไปเที่ยวเล่นที่โลกมนุษย์บ้าง นางไม่รู้ว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอกับศิษย์พี่อีกหรือไม่ แต่ขอแค่เจอสักครั้งให้นางรู้ว่าเขาสบายดี นางก็พอใจแล้ว
ในที่สุดสุ่ยเซียนก็ได้เจอกับศิษย์พี่ที่นางคิดถึง เขานั่งอยู่ที่ร้านน้ำชาข้างทางกับหนานลี่ ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ แต่พอเห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าของศิษย์พี่ น้ำตาของสุ่ยเซียนก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ขณะนั้นเอง ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าตนไม่อาจแทนที่ปีศาจน้อยในใจของศิษย์พี่ได้
....
สุ่ยเซียนได้ยินมาว่า่นี้มีปีศาจกินคนที่น่ากลัวมาก ทุกที่ที่มันไปล้วนเหลือทิ้งไว้เพียงโครงกระดูกและความเสื่อมสลาย
สุ่ยเซียนอดเป็ห่วงไม่ได้ หรือว่าที่ศิษย์พี่พาปีศาจน้อยไปเที่ยวเล่นก็เพื่อที่จะไปปราบปีศาจกินคนตนนั้น?
อย่างไรก็ตาม ่เวลานี้พลังของศิษย์พี่ลดลงไปมาก แล้วจะเป็คู่ต่อสู้ของมันได้อย่างไร?
สุ่ยเซียนจึงตามหาปีศาจกินคนตนนั้น แต่นางมาสายไปหนึ่งก้าว เมฆหมอกดำปกคลุมท้องฟ้า บังเกิดลมพัดแรง นางได้แต่มองเงาสีขาวถูกหมอกสีดำกลืนกินแล้วก็ลอยขึ้นไปบนฟ้า ฝนสีเืตกลงมาจากท้องฟ้า นางอ้าปากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก ศิษย์พี่สร้างม่านป้องกันเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครเข้าไปแทรกแซงในสนามรบ ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ผู้ที่อยู่ในสนามรบหลุดรอดออกมาเช่นกัน นางจึงได้แต่มองศิษย์พี่สู้กับปีศาจกินคนตนนั้นจนตัวตาย หายไปจากโลกนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ฝนสีเืก็กลายเป็ฝนธรรมดา ชะล้างสนามรบจนสะอาด
สุ่ยเซียนหมดแรงทรุดลงนั่งกับพื้น นางเห็นแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นอยู่ไม่ไกล เป็หยกของศิษย์พี่ที่ตกอยู่ในพงหญ้า สุ่ยเซียนหยิบมันขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน ร่ำไห้อย่างเงียบๆ
จนกระทั่งนางได้ยินเสียงเรียกดังมาจากระยะไกล เป็เสียงของปีศาจน้อยที่อยู่ในวิหารเทพเซียน สุ่ยเซียนจึงรีบรวบรวมพลังเหาะไปยังวิหาร ม่านพลังที่อยู่บนวิหารเทพเซียนยามนี้หายไปแล้ว ทิวทัศน์ที่สวยงามข้างในก็หายไป ปีศาจน้อยยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนด้วยแววตาที่สับสนและหวาดกลัว
สุ่ยเซียนรู้ว่าปีศาจน้อยล่วงรู้เื่ราวแล้ว และนางคงตัดใจได้เสียที จึงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
สุ่ยเซียนแบมือออก มองหยกที่ถูกน้ำฝนชะล้างจนสะอาดในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง "ข้าไปถึงที่นั่นสายเกินไป ศิษย์พี่สู้กับจอมมารพยาบาทจนตัวตาย เขาเป็เทพวารี พอเขาตาย ฟ้าฝนจึงตกหนักเก้าสิบเก้าวัน...."
สุ่ยเซียนเห็นว่าสีหน้าของปีศาจน้อยซีดเผือดลง ก่อนจะวิ่งผ่านหน้านางไป สุ่ยเซียนไม่ได้ห้ามหนานลี่ ในเมื่อศิษย์พี่ไม่อยู่แล้ว นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำร้ายปีศาจน้อยอีกต่อไป
สุ่ยเซียนกอดหยกไว้แน่นด้วยความหวังอันริบหรี่ เดินเข้าไปในห้องเก็บหนังสือของวิหารเทพเซียน ในใจมีแต่ประโยคเดียวซ้ำๆ ‘ต้องมีวิธีชุบชีวิตศิษย์พี่แน่ๆ’
สุ่ยเซียนค้นตำราอย่างบ้าคลั่ง ไม่รู้ว่าค้นหาไปกี่เล่ม ค้นจนตาพร่ามัว สมองอึงอล ในที่สุดก็เห็นประโยคหนึ่งในตำราเล่มหนึ่งเขียนว่า "บูชายัญเทพเ้า ใช้พลังบ่มเพาะและเืเนื้อของตัวเองเป็เครื่องสังเวย วาดยันต์ชุบชีวิต ก็จะสามารถชุบชีวิตคนอื่นได้... "
ดวงตาที่แดงก่ำและไร้แววของสุ่ยเซียนเป็ประกายขึ้นมาทันที ในที่สุดก็หาวิธีได้แล้ว หลังจากนั้นสุ่ยเซียนก็ฝึกวาดยันต์ชุบชีวิตอย่างตั้งใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แปดสิบวันก็ผ่านพ้นไป ภายในห้องของสุ่ยเซียนเต็มไปด้วยยันต์ชุบชีวิต นางนอนลงในค่ายกลที่ทำจากยันต์ รู้สึกได้ว่าเืและพลังบ่มเพาะของนางกำลังหายไปทีละน้อย ยันต์เริ่มออกฤทธิ์แต่ พอคิดว่าศิษย์พี่จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นางก็ค่อยๆหลับตาลง มุมปากของนางยกยิ้มขึ้น
"สุ่ยเซียน... "
เหมือนกับว่านางได้ยินเสียงของศิษย์พี่ดังมาจากระยะไกล สุ่ยเซียนค่อยๆลืมตาขึ้น มองเห็นร่างของเป่ยิอินปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงอรุณ ...