ร่างที่สะบักสะบอมหมดสภาพของชายฉกรรจ์พลางนั่งคุกเข่ายกมือไหว้ขอร้องชายหนุ่มตรงหน้า สถานที่แห่งนี้คือช่องแคบ ๆ ระหว่างตึกสูงด้านหลังถูกปิดกั้นด้วยรั้วกรงเหล็ก พื้นเฉอะแฉะมีตะไคร่น้ำกลิ่นอับชื้น พื้นที่ทางตันที่ไม่มีผู้คนเดินผ่าน ไม่ได้มีการทำความสะอาด ที่ซ่องสุมของเหล่ามด หนู งู แมลงสาบ และอื่น ๆ อีกต่าง ๆ นานา ชายฉกรรจ์รู้ตัวว่าสู้ต่อไปไม่ไหว พลังของเขาหมดจนไม่สามารถหนีไปได้ ยิ่งได้ยินเสียงหนูดังอยู่ใกล้ ๆ ชายร่างใหญ่อย่างเขาก็ขนลุกซู่
“ทีนี้รู้ซึ้งหรือยังว่าผีโรคจิตอย่างแกกับมือปราบหนุ่มหล่ออย่างฉันมันคนละชั้นกันน่ะ...จ่า ใส่กุญแจมือเลย”
“ครับผู้กอง” จ่าจเรได้รับคำสั่งก็นำกุญแจมือไปล็อกไว้ที่ข้อมือของชายฉกรรจ์กับกรงรั้วเหล็กด้านหลัง
“คะ...คุณตำรวจ คุณพี่ พี่ชาย ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมสำนึกผิดแล้ว ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ”
ผิดกับตอนแรกที่เจอกัน ชายฉกรรจ์หน้าโฉดตอนนี้กลับกลายเป็เพียงแค่ลูกไก่ตัวใหญ่ในกำมือ เขาร้องอ้อนวอนชายทั้งสองที่ยืนอยู่เบื้องหน้า หวังให้พวกเขานั้นเห็นใจหัวอกผีด้วยกัน แต่มีหรือที่ผู้กองหนุ่มจะเวทนา
“จะไม่ทำอีกแล้วงั้นเหรอ” เขาหัวเราะออกมา “หน้าไหนหน้าไหนก็พูดแบบนี้เหมือนกันหมด นายคิดว่าฉันได้ยินคำพวกนี้มาเยอะแค่ไหนแล้ว บอกแล้วไงว่าความเลวมันซึมลึกไปถึงจิติญญา ตอนเป็คนทำชั่วก็บอกว่าสำนึกผิดแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว แล้วยังไง ขนาดตายกลายเป็ผีเร่ร่อนก็ยังคงเลือกที่จะใช้สันดานเดิมทำเื่ต่ำช้าเหมือนอย่างเคย ฉันว่าที่นี่เหมาะกับแกที่สุดแล้วล่ะนะ อยู่กับรูหนูสกปรกเน่า ๆ แบบนี้นี่แหละดีที่สุด จะได้ไม่ไปก่อเื่ที่ไหนได้อีก”
“ผมสำนึกผิดแล้วจริง ๆ นะครับคุณตำรวจ ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมกลัวหนู อย่าทิ้งผมไว้ที่นี่เลยครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วจริง ๆ ปล่อยผมไปเถอะนะครับ”
“หนวกหูจริง ไปกันเถอะจ่า”
ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสงสาร ชายฉกรรจ์ได้แต่มองตามหลังของชายทั้งสองที่เดินจากไปแล้วทิ้งเขาไว้ยังที่แห่งนี้ตามลำพัง เขาได้แต่ะโสาปแช่งพร้อมสบถคำด่าทอออกมาสารพัดของคำหยาบต่าง ๆ นานาเท่าที่เขาจะนึกได้ แต่ก็คงไร้ความหมายเพราะคงไม่มีใครมาช่วยเขาได้
°°°°°°°°°°
ย่านการค้าที่เต็มไปด้วยแสงสีตระการตาใน ่ค่ำคืน บรรยากาศครึกครื้นด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่ต่างก็ออกมาเดินเที่ยวเตร่หาความสุขสนุกสนานผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากงานที่ทำ ใบหน้าของผู้คนเ่าั้ทั้งหญิงชายเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
“ผู้กองนี่ล่ะก็ เป็ผีแล้วก็ยังต้องมาเหนื่อยกับไอ้เ้าพวกนั้นอีกนะครับ อุตส่าห์ตายแล้วทั้งทียังจะต้องมาวิ่งไล่จับโจรให้เหนื่อยแถมค่าแรงก็ไม่ได้อีก” จเรวัฒน์พลางบ่นขณะเดินไปตามทางเดินที่ครึกครื้นแทรกซึมปะปนอยู่กับผู้คนที่ยังมีชีวิตโดยไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถมองเห็นพวกเขาทั้งสอง
“ก็ช่วยไม่ได้นี่จ่า ถ้าเรานิ่งเฉยก็อาจจะมีผู้บริสุทธิ์ถูกไอ้พวกผีเลว ๆ นั่นหลอกเอาก็ได้ เห็นหน้าชั่ว ๆ แบบนั้นแล้วใครจะไปทนได้กันเล่า อย่างน้อยก็ยังกลายเป็ผีที่มีประโยชน์ล่ะนะ” ภูวินทร์พูดด้วยรอยยิ้ม เขาภูมิใจที่ถึงแม้จะกลายเป็เพียงแค่ิญญาแต่ก็ยังสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ แม้จเรวัฒน์จะเสียชีวิตมาแล้วสองปีหรือเรียกได้ว่าเป็ผีรุ่นพี่ของผู้กองหนุ่มที่เพิ่งเสียชีวิตมาได้หนึ่งเดือน แต่เขาก็ยังคงนับถือความเป็ผู้นำของภูวินทร์ที่รักในความยุติธรรมเสมอมา
“ก็คงเป็อย่างที่ผู้กองบอกนั่นแหละครับ สงสัยสันดานความดีของผู้กองมันคงจะซึมลึกเข้าไปถึงจิติญญาแล้วล่ะครับ”
“เอ๊ะ! คำพูดมันแปลก ๆ ไปไหมจ่า นี่ชมหรือว่าด่ากันเนี่ย” ภูวินทร์ชักเริ่มไม่แน่ใจ แต่ทั้งสองก็ยังคงเดินไปด้วยกันพร้อมเสียงหัวเราะเหมือนเช่นทุกวัน จนกระทั่งจวนจะถึงเวลานั้นผู้กองหนุ่มจึงได้หยุดเท้าลงแล้วหันมาพูดกับคู่หูคนใหม่ของเขา
“คงได้เวลาแล้วล่ะจ่า ผมต้องไปแล้วนะ”
“ไปหาคุณรินเหรอครับ”
“อื้ม วันนี้เป็วันสำคัญน่ะ”
ชายหนุ่มพลางคลี่ยิ้มอ่อนก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ พระจันทร์ในค่ำคืนนี้ช่างส่องแสงสว่างมากกว่าวันไหน ๆ
°°°°°°°°°°
ใต้ผืนฟ้าเดียวกันนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยแสงแห่งความศิวิไลซ์รุ่งโรจน์ สมกับเป็มหานครที่ไม่เคยหลับใหล คอนโดมิเนียมสูงระฟ้าแห่งหนึ่งใจกลางกรุง ตึกสูง 60 ชั้นที่ดูหรูหราบ่งบอกฐานะของผู้ที่อยู่อาศัยได้เป็อย่างดี ห้องหมายเลข 4312 ณ เวลานี้ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่กำลังปรุงอย่างพิถีพิถันโดยหญิงสาวผู้มีแววตาโศกเศร้า แม้ว่าใบหน้างดงามจะคลี่ยิ้มกว้างออกมามากแค่ไหนก็ยังคงปกปิดความหมองเศร้าจากั์ตาคู่สวยคู่นี้เอาไว้ไม่ได้ มือเรียวสวยที่ใช้รักษาผู้คนอยู่เป็ประจำตอนนี้กำลังจับมีดหันผักทำเมนูโปรดของใครบางคนด้วยความตั้งใจ
ไม่นานนักขณะที่ภารินทร์กำลังจัดโต๊ะอาหารมื้อค่ำ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น หญิงสาวมองไปที่ประตูหยุดคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อย ๆ ถอดผ้ากันเปื้อนที่ใส่อยู่พาดไว้ที่โต๊ะ ปลายเท้าเรียวก้าวเดินตรงไปยังหน้าประตูห้องพร้อมเปิดต้อนรับผู้มาเยือน อีกฟากฝั่งของประตูสีดำหม่น ปรากฏเป็ชายร่างสูงโปร่งใบหน้าคมเข้มดูมีความน่าเกรงขาม ทว่ากลับดูอ่อนโยนเมื่อเขาได้คลี่ยิ้มอ่อนออกมา มาพร้อมกับเค้กที่อยู่ในมือ แสงเทียนที่กำลังส่องสว่างอยู่เบื้องหน้าสะท้อนเข้ามายังั์ตาคู่สวยของหญิงสาว
“สุขสันต์วันเกิดนะริน” ทัตเทพเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
คำพูดนี้ดังก้องอยู่ภายในหัวภารินทร์ จู่ ๆ เธอก็เห็นภาพทับซ้อนของพี่ชายในตัวของเขาขึ้นมา ทั้งสองคนนี้ช่างเหมือนกันมากจริง ๆ ภารินทร์ค่อย ๆ เป่าเทียนให้ดับลงพร้อมหลับตาอธิษฐานบางอย่างในใจอย่างสงบ ความหมองเศร้าก่อนหน้าถูกชะล้างด้วยการมาของพี่ชายคนนี้ เธอมองทัตเทพด้วยความสดใสเหมือนอย่างทุกที
“พี่ทัตทานอะไรมาหรือยังคะ รินเพิ่งทำอาหารเสร็จพอดีเลย” ภารินทร์ส่งยิ้มพร้อมเชิญผู้เปรียบเสมือนดังพี่ชายอีกคนเข้ามาในห้อง
ทัตเทพเดินตามเข้ามาด้านในห้องที่แสนคุ้นเคย ก่อนนี้ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงของชายผู้นั้น ชายผู้อารมณ์ดีและสร้างความสุขให้กับทุกคนอยู่ตลอดเวลา ทว่าตอนนี้คงไม่มีเสียงเ่าั้อีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มเดินไปยังโต๊ะอาหารผ่านกรอบรูปที่ตั้งอยู่มุมห้อง รูปที่มีสองพี่น้องและเขาอีกคนอยู่ในนั้น เป็ภาพที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ภารินทร์จัดโต๊ะอาหารจนเสร็จ มีเมนูมากมายแต่สิ่งที่เธอตั้งใจทำมากที่สุดมีอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น เธอตักข้าวให้ทัตเทพที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ซึ่งที่ตรงนั้นก็คือที่ประจำของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาทานข้าวที่ห้องนี้ และภารินทร์ไม่ลืมที่จะตักข้าวอีกจานวางไว้ที่หัวโต๊ะแม้จะไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นเลยก็ตาม ทั้งเธอและเขาต่างรู้ดีว่าทำแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร คนตายไปแล้ว...ไม่สามารถกลับคืนมาได้อีก
“ทำหน้าแบบนั้นเดี๋ยวก็ทานข้าวไม่อร่อยกันพอดี ดูสิวันนี้รินอุตส่าห์ทำต้มจืดหมูสับของโปรดของพี่ด้วย คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย”
เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เสียงที่ส่งไปไม่ถึง ตัวตนที่ไม่มีใครมองเห็น ภูวินทร์ยังคงอยู่กับพวกเขาทั้งสองเสมอ ยังคงไม่ไปไหน และเขานั่งอยู่ที่ตรงนี้มาโดยตลอด ภาพที่น้องสาวจะตักข้าววางไว้ให้เขาทุกครั้งแม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม ภาพที่ภารินทร์โบกมือทักทายเขาก่อนที่เธอจะออกไปทำงานในทุก ๆ เช้าแม้เธอจะเห็นแค่เพียงอากาศที่ว่างเปล่า แต่เขาก็ยังคงเห็นเธอทำแบบนั้นทุกวันนับั้แ่ที่เขาได้จากไปโดยไม่มีคำบอกลาใด ๆ
สิ่งเดียวที่รู้สึกผิดในใจของชายที่เหลือเพียงแค่ดวงิญญานั่นคือการทิ้งให้น้องสาวต้องใช้ชีวิตนับจากนี้คนเดียวเพียงลำพัง ทั้ง ๆ ที่มีกันอยู่เพียงแค่สองคน มีกันอยู่เพียงแค่สองคนมาั้แ่เด็ก
“ขอโทษนะ ริน”
“แล้วก็...”
“ขอบคุณนายมากนะ ทัตเทพ”