ตอนที่ 30
วิกฤตตำหนักอัคคี (12)
เสวี่ยเอ๋อร์ ที่ได้ฟังคำขอโทษของหานเฟิง ก็ยังเพียงแค่มองสบตากับมันอย่างแน่วนิ่ง ในแววตาของนาง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ไร้ซึ่งความปลาบปลื้มต่อคำกล่าวขอโทษของหานเฟิง
ดวงหน้าพิสุทธิ์ของนางสงบนิ่ง ทำราวกับว่า สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ หาใช่ความตายแต่อย่างไร
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้น ก็ไม่รู้สึกแปลกใจต่อท่าทีสงบนิ่งของนาง เพราะว่ามันทราบ…
“ ด้วยระดับความสำเร็จของเจ้าในตอนนี้ หากทุ่มพลังออกมาทั้งหมด ยังคงสามารถฝ่าเขตแดนอาคมนี้ออกไปได้อยู่หรอกกระมัง” หานเฟิงกล่าวขึ้น ด้วยเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ของนาง ระดับความสำเร็จขั้นที่สิบขอบเขตปราณบาดาล ยังเทียบได้กับเฉินฟ่านที่ใช้แปลงลักษณ์ปีศาจมายาจนเข้าสู่ขอบเขตปราณปฐพีขั้นต้น ดังนั้น เขตแดนอาคมแห่งนี้ นางจึงสามารถใช้กำลังตีฝ่าออกไป
ได้ยินคำของหานเฟิง นางก็ยังเงียบ ซึ่งความเงียบเอง ก็เป็นคำตอบเช่นกัน
“ ข้าอยากรบกวนเจ้า...” หานเฟิงกล่าวขึ้นอีก แววตาสาดประกายวาดหวัง หากนางยังคงสงบนิ่ง ไม่มีท่าปฏิเสธหรือตอบรับอันใด หานเฟิงจึงกล่าวขึ้นต่อทันที
“ บิดามารดาข้า เพียงอยากรบกวน ฝากเจ้าช่วยดูแล” หากปฏิกิริรยาตอบรับของนางกลับทำให้มันต้องคอตก เพราะนางนั้นส่ายหน้า ก่อนที่ริมฝีปากบางแดงชาดจะเปิดออกเป็นคำกล่าวขึ้นมา
“ ดูแลบุพการีของสามี ย่อมเป็นหน้าที่ของศรีภรรยา ทว่า ตัวขาในยามนี้ ไม่ใช่…”
หานเฟิงที่แม้จะหน้าม่อยคอตก หากไม่ถือโทษโกรธนาง เพราะจะอย่างไร ตัวมันที่กระทำต่อนางไว้ในชีวิตที่แล้ว ก็มากพอที่นางจะแค้นเคือง เอาผิดต่อมัน ก่อนที่นางจะเปิดปากกล่าวขึ้นมาอีกคำ ที่ทำให้หานเฟิงได้ยินต้องสงสัย
“ ดังนั้น…” กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดไป หานเฟิงเห็นนางละสายตาออกจากมัน เหลียวมองไปยังเฉินฟ่าน ที่ยังคงหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนที่นางจะกระทำบางอย่าง จนมันต้องสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ
มันเห็นนางยกมือซ้ายขึ้น ตบฟาดไปที่อก โลหิตแดงฉานข้นคลั่กทะลักออกจากปาก ฉีดพุ่นใส่กระบี่สีขาวหิมะในมือขวา กลิ่นอายโลหิตฟุ้งตลบ พลังมหาศาลแผ่กำจายออกมา
เป็นแก่นโลหิต...
นางเหลียวหน้ากลับมามองมัน เปิดริมฝีปากที่อาบเยิ้มไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉาน เป็นคำกล่าวที่สานต่อจากคำว่า “ ดังนั้น…” ที่นางกล่าวไป
“ ท่านต้องกลับไปดูแลบุพการีของท่าน ด้วยตัวเอง”
สิ้นคำ นางก็เหลียวหน้ากลับ มองไปยังเฉินฟ่าน แววตาสาดประกายมุ่งมั่น หนึ่งในนั้นคือสำนึกฆ่าฟันที่ไม่เสื่อมคลาย นางยกกระบี่ตั้งฉาก คมกระบี่อาบย้อมไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉาน พลังอันเย็นเยือก ไหลทะลักออกมาราวกับน้ำหลาก เพียงพริบตา ทั้งห้องก็ปกคลุมไปด้วยไอหมอกสีขาวเยียบเย็น ไอหมอกคล้ายจะผนึกสิ้น ซึ่งกลิ่นอายความตาย จากเขตแดนอาคมของเฉินฟ่านไป
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ใบหน้าซีดเผือด ปากพ่นออกมาได้เพียงแค่คำว่า “ เจ้า ทำไม…” ก่อนที่หู จะได้ยินเสียงตะโกนของเฉินฟ่าน ที่ดังก้องออกมา
“ ต่อให้เจ้าสังหารข้าลง ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งการทำงานของเขตแดนอาคมของข้าลงได้”
เสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้ยินดังนั้นมิกล่าวตอบ ใบหน้าที่ซีดเผือดยังคงสงบนิ่ง ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้น กล่าวออกมาเป็นถ้อยคำที่ก้องกังวาน
“ เขตแดน…”
“ ทุ่งผลึก บุปผาเหมันต์”
สิ้นคำ ในม่านหมอกสีขาวเย็นเยียบ ก็พลันปรากฏ บุปผชาติผลึกใสสีฟ้า งอกเงยเบ่งบานออกมานับร้อยดอก กลีบดอกที่ราวกับผลึกแก้ว สะท้อนประกายระยับอันเย็นเยียบ ระลอกพลังมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาจากหมู่มวลดอกไม้ผลึก กดดันเฉินฟ่าน จนได้แต่อ้าปากหวีดร้องออกมา เป็นคำว่า…
“ ไม่…..”
มันย่อมมิได้กลัวว่าจะตกตาย หากที่มันกลัว กลับเป็นเขตแดนของเสวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังสะกดข่มทำลาย เขตแดนอาคมของมัน
เป็นกฏของเขตแดน เมื่อเขตแดนที่เหนือกว่าปรากฏ เขตแดนที่อ่อนแอกว่า จะถูกทำลาย และเขตแดนที่เสวี่ยเอ๋อร์ฝืนใช้ออกมานั้น ก็เหนือล้ำกว่าเขตแดนอาคมของมันมาก เพราะเขตุแดนของนาง เป็นเขตแดนระดับสูง เป็นเคล็ดวิชาของแดนขั้วเหมันต์ จากแดนเทพ ทั้งนางยังใช้ออกมาด้วยการสละแก่นโลหิต และพลังทั้งหมดที่มี
เสียง “ เปรี๊ยะ!!!...” ดังขึ้นเสียดหู ก่อนที่พื้นศิลาตรงใต้ท้าวของเสวี่ยเอ๋อร์ จะกลับกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าสดใสไป จากนั้น ผลึกน้ำแข็งก็ค่อยๆแผ่ลามออกไป บนพื้น บนผนัง บนเพดาน
กระทั่งที่ทุกสิ่ง ค่อยๆถูกแช่ไว้ด้วยผลึกน้ำแข้ง ไม่เว้นแม้แต่เฉินฟ่าน ที่ลำตัวส่วนที่เป็นงูเริ่มกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าไป จากนั้น ก็ค่อยๆลามขึ้นอย่างช้าๆไปที่ลำตัว หน้าอก สองแขน และต้นคอ...
หากบัดนี้ สองตาของเฉินฟ่านหม่นประกายลงแล้ว มันไม่ดิ้นรนขัดขืน เพราะรู้ว่าไม่สามารถ หากถึงกระนั้น ปากของมัน ยังคงป่าวร้องตะโกนออกมา
“ เจ้ามันเลวชาติกว่าเดรัจฉาน เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าสังหารได้แม้กระทั่งพี่น้องร่วมสายเลือดของตัวเอง”
เสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้ยินคำหน้าไม่เปลี่ยนสี สายตาที่อ่อนล้าเพียงทอดมองเฉินฟ่านอย่างรู้สึกสมเพช ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวออกมา
“ คำกล่าวนี้ ข้าไม่อาจรับไว้...” กล่าวถึงตรงนี้ นางของนางก็ซวนเซจวนจะล้ม
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้น ก็พลันสืบเท้าเข้าโอบประคองนางจากด้านหลัง มันกอดกระชับนางไว้แนบอก หากท่อนแขนที่โอบรั้งกลับแผ่วเบา ราวกับหวาดกลัวว่านางจะเจ็บปวดเพราะการโอบกอดของมัน
เสวี่ยเอ๋อร์ ที่ถูกหานเฟิงเข้าตะกองกอดก็มิได้ดิ้นรนขัดขืน หากยังคล้ายกับว่านางได้พบเข้าสิ่งให้ยึดเหนี่ยว นางจึงเอนหลัง พิงเข้ากับแผ่นอกอันหนาแกร่งของหานเฟิง ส่วนสายตาของนาง ก็ยังเพียงแค่จับจ้องมองเฉินฟ่านที่ห่างออกไปอย่างแน่วนิ่ง จากนั้น ริมฝีปากบางก็เปิดขึ้น กล่าวออกมาเป็นถ้อยคำที่ทำให้ทั้งหานเฟิงและเฉินฟ่านต้องตกใจ
เป็นการสารต่อจากคำกล่าวเดิม... “ เพราะว่า ข้า มิใช่น้องสาวของเจ้า”
สิ้นคำ ผลึกน้ำแข็งก็ลุกลามส่วนที่เหลือของเฉินฟ่าน แช่แข็งใบหน้าของมันที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ทว่า ก่อนที่นำแข็งจะปิดมิดศีรษะของมัน หน้าผากก็พลันระเบิดออกเป็นเสียงดัง “ โพล๊ะ!!!...” ก่อนจะปรากฏเห็นเป็นอสรพิษสีน้ำตาลดิ้นรนออกมา
เสวี่ยเอ๋อร์ที่เห็นเช่นนั้นก็พลันสะท้านขึ้นด้วยความตระหนกกลัว ร่างที่อ่อนล้าจึงยิ่งกลายเป็นทุ่มทิ้งน้ำหนักใส่แผ่นอกของหานเฟิง หานเฟิงที่รับรู้ได้ก็กอดกระชับนางแน่นขึ้น หากสายตาของมันยังคงจับจ้องไปยังอสรพิษที่พึ่งโผล่ออกมา
อสรพิษดิ้นตกลงบนพื้นศิลาที่ถูกแช่แข็ง ร่างที่เป็นสีน้ำตาลปรากฏมีอักขระอาคมจารึกไว้ทั่วตัว อสรพิษดิ้นพล่านบนพื้นน้ำแข็ง หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้น ก็จุดอัคคีกลุ่มหนึ่งขึ้นมาบนฝ่ามือ หากยังไม่ทันได้ปลดปล่อยอัคคีธาตุกลุ่มนั้นออก เสียงกล่าว ก็พลันดังขึ้นมา
“ อย่า!!!...” เป็นเสียงแหบพร่าที่ดังมาจากอสรพิษตัวนั้น “ อย่าสังหารข้า ข้ามอบพลังให้แก่เจ้าได้ ข้าสอนอาคมวิชาให้แก่เจ้าได้ ข้ารับรอง ว่าเจ้าจะกลายเป็นผู้ใช้อาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า...”
หานเฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจขึ้นมาโดยพลัน “ ที่แท้กลับมีผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมัน แต่กลับไม่คาดคิดอยู่บ้าง ว่าจะเป็นปรสิตอาคม”
จบคำ หานเฟิงก็ไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยอัคคีธาตุกลุ่มนั้นออกไป อัคคีแผดเผาอสรพิษจนดิ้นพร่าน กรีดร้องโหยหวน ก่อนที่ชั่วขณะต่อมาจะมอดไหม้เป็นธุลี... จากนั้นก็พลันบังเกิดเสียง
“ แคร่กกกก…” ดังขึ้น
เป็นผลึกน้ำแข็งแตกร้าว เสียง “ แคร่กกกก…” ดังขึ้นต่อเนื่อง ก่อนที่ผลึกน้ำแข็งสีฟ้าทั่วห้องจะแตกกระจายร่วงกราว
แม้แต่เฉินฟ่านที่ถูกแช่แข็งก็เช่นกัน ร่างของมันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆไปพร้อมกับผลึกน้ำแข็ง
เฉินฟ่านตายแล้ว ในที่สุด ศึกนี้ก็สิ้นสุดลงเสียที...
แต่ทว่า เรื่องราวของหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ยังไม่จบ
“ คุณชายหลี่ ท่านจะปล่อยข้าได้แล้วหรือไม่” ผู้กล่าวย่อมเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ หากเสียงกล่าวของนางอ่อนล้าแผ่วเบายิ่ง
หานเฟิงที่ครานี้ได้ยินกลับไม่รีบคลายปล่อยเหมือนเช่นในทุกที กลับกัน มันยิ่งกอดกระชับนางเข้ามาแน่นขึ้น
“ ใครใช้ให้เจ้าทำเช่นนี้..” หานเฟิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ที่กล่าวย่อมหมายถึงการที่นางสละแก่นโลหิตเพื่อเปิดใช้งานเขตแดนออกมา “ ข้าเจ็บปวดมากรู้ไหม…”
มันเจ็บปวดจริงๆ มันกระทั่งโกรธเกลียดตัวเองในยามนี้ ที่อ่อนแอไร้พลัง ที่ทำให้นางต้องเสียสละตัวเองเพื่อช่วยมัน
แก่นโลหิตสำคัญไฉน มันย่อมตอบได้ มัน ที่เห็นนางพ่นแก่นโลหิตออกมาตอนนั้น ก็พลันให้หัวใจรู้สึกเจ็บปวด ราวกับถูกคมมีดทิ่มแทงกรีดเฉือน นาง ที่มีพลังมากพอที่จะตีฝ่าเขตแดนของเฉินฟ่านออกไปได้ แต่กลับเลือกกระทำการเกินกำลัง เปิดใช้เขตแดนของตัวเองด้วยระดับพลังเพียงแค่ขอบเขตปราณบาดาล สิ่งที่ต้องจ่ายไป จึงต้องมากมายยิ่ง แน่นอน ว่าที่นางทำเช่นนั้น ก็เพราะมัน
เพราะต้องการช่วยมัน…
“ คำแรกหลังจากที่ถูกช่วยชีวิต คือต่อว่าคนที่ช่วยชีวิตหรือ?” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวเสียงแผ่วเบา คำกล่าวนี้คล้ายยอมรับแล้ว ว่านางทำเพื่อมัน
หากหานเฟิงที่ได้ยิน กลับพลันต้องฝืนยิ้มออกมา “ ข ขอบคุณ...”
แต่พอกล่าวออกไปแล้ว หากนางในอ้อมกอดกลับนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับ มันจึงช้อนนางขึ้นมาอุ้มในท่าเทพธิดา ก่อนจะเห็นสองเรียวตาหงส์บนใบหน้าที่ซีดขาวมองมาอย่างสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะมีอาการขัดขืนแต่อย่างใด มันจึงพลันถามขึ้นว่า
“ เป็นเจ้าไม่โกรธเคืองข้า?” ย่อมหมายถึงเรื่องราวที่เคยทำเอาไว้ในชีวิตที่แล้ว
“ ท่านทำกับข้าถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะไม่โกรธ” นางกล่าวอย่างสงบ หน้าไม่เปลี่ยนสี หากไร้ซึ่งรัศมีความโกรธเกลียดอันใด ทั้งในแววตาคู่นั้น มีแค่เพียงความว่างเปล่าและสงบนิ่ง ไม่อาจบ่งบอกได้ ว่านางคิดเห็นเช่นไร
“ ในเมื่อโกรธ ไฉนจึงช่วยข้า ไฉนจึงต้องเสียสละมากมายถึงเพียงนี้” หานเฟิงกล่าวขึ้น แววตาที่จ้องมองนาง ระบายออกมาเป็นความเจ็บปวดให้เห็นอย่างชัดเจน
“ เพียงเพราะ ไม่อยากให้ผู้นำหลี่และฮูหยิน ที่เคยดีต่อข้าในชีวิตที่แล้ว ต้องเศร้าโศกเพราะสูญเสียท่านไป”
“ ที่แท้กลับเป็นเช่นนั้น” หานเฟิงกล่าวขึ้น แววตาของมันหม่นลงเล็กน้อย คล้ายผิดหวังในคำตอบของนางก็มิปาน
“ เป็นท่านคิดหวังให้ข้าตอบเช่นไร?” เป็นเสวี่ยเอ๋อร์กล่าวขึ้น หลังจากอ่านความได้จากสีหน้าของมัน
“ เพียงหวังว่า เจ้าจะเห็นแก่ความเป็นสามีภรรยาในอดีต... ก็เท่านั้น”
“ นั่นคงเป็นท่านทึกทักไปเองแล้ว” นางกล่าว ในแววตาของนางคล้ายจะมีความขบขัน
หานเฟิงเริ่มสาวเท้าก้าวเดิน ก่อนที่ปากจะกล่าวต่อไปว่า “ เราสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่?”
เดิมที ที่มันพบว่า เทพธิดาเหมันต์ มู่เสวี่ยหลัน ถือครองด้วยเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ มันก็ตั้งใจแน่ว่า จะต้องยึดครองหัวใจของนางมาให้จงได้ เพื่อที่วันหน้า มันจะได้แลกเปลี่ยนโชควาสนาซึ่งกันและกันกับนาง แต่ทว่า มู่เสวี่ยหลันกลับกลายเป็นเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ เดิมที่มั่นใจว่าสามารถยึดครองหัวใจของนางได้เป็นแน่ กลับพลันบางเบาลงไปหลายส่วนในทันที เนื่องเพราะ นางมีอดีตที่ไม่สวยงามกับมัน อยู่ก่อนแล้ว แต่มันก็ยังคาดหวัง ว่านางจะให้อภัย และให้โอกาสแก่มัน
แต่ทว่า… นางกลับส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบออกมา
หานเฟิงไม่ยอมแพ้ “ ข้าสัญญา ว่าเหตุการณ์เช่นในอดีต จะไม่เกิดซ้ำขึ้นมาอีก ข้าจะดูแลเจ้าด้วยชีวิต...”
หากเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงส่ายหน้าอีกครา หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างผิดหวัง แต่ลึกๆในใจยังคงไม่ตัดใจไปเสียทีเดียว ‘ วันนี้ยังไม่... ก็ต้องไว้รอโอกาสหน้า’
มันอุ้มนางเดินมาที่ผนังกำแพงด้านหนึ่ง ก่อนย่อตัวชันเข่า วางนางลงบนพื้นศิลา มองดูนางเรียกเอาเม็ดยาขึ้นมากลืนกินก่อนนั่งหลับตาขัดสมาธิไป
นางเข้าฌานพื้นฟูลมปราณแล้ว ลมปราณของนางแห้งเหือด ทั้งนางพึ่งจะสูญเสียแก่นโลหิต ซึ่งจะกล่าวไป นางในยามนี้อ่อนแอยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดคิดกระทำสิ่งใดต่อนาง นางล้วนไม่อาจดิ้นรนขัดขืน นางทราบ หานเฟิงเองก็ทราบ หากมันไร้ซึ่งความคิดกระทำสิ่งใดต่อนาง สำหรับมันแล้ว ไม่ว่าจะในชีวิตนี้ หรือชีวิตก่อน มันจะให้เกียรติสตรีเสมอ หากพวกนางยินยอมพร้อมใจ มันจึงกระทำ... ดั่งเช่นในชีวิตที่แล้ว ที่มันต้องทุ่มเทเวลาไปมากมาย เพื่อติดตามเกี้ยวพาราสีอิสตรีเหล่านั้น ทั้งที่มันสามารถ ใช้พลังที่เหนือกว่า บีบบังคับให้พวกนางยินยอมพร้อมใจ
หานเฟิงนั่งชันเข่า มองดูใบหน้างามพิสุทธิ์ที่ซีดขาวของเสวี่ยเอ๋อร์ มองดูริมฝีปากแดงชาดที่ปรากฏคราบโลหิตเกรอะกรัง ที่พอเห็นแล้ว มันก็รู้สึกปวดแปลบที่ในอก นางสละแก่นโลหิตก็เพื่อมัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากผลลัพธ์ ก็ยังคงเป็นนางทำเพื่อมัน
“ เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้า มิใช่เพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่จะเป็นตลอดไป…”
จบคำก็ลุกขึ้นยืน มองดูสภาพโดยรอบ มองดูเศษน้ำแข็งสีฟ้าที่แตกกระจาย ทั้งกำแพงน้ำแข็งที่เสวี่ยเอ๋อร์เรียกออกมาในตอนต้น ก็ไม่คงอยู่แล้ว ส่วนลิ่วล้ออีกผู้หนึ่งของเฉินฟ่าน ที่ถูกมันทำร้ายจนสาหัสในตอนแรก ที่พอมายามนี้ ก็มองหาไม่พบแต่อย่างใด
มันปลดปล่อยกระแสสัมผัสยืดขยายออกโดยรอบ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดในระแวก ก็ก้มลงมองเสวี่ยเอ๋อร์ที่นั่งสงบนิ่งขัดสมาธิ ในใจมันมีร้อยพันคำที่อยากจะกล่าว หากมันไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดออกมา มันเดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงเสวี่ยเอ๋อร์ที่นั่งหลับตานิ่ง คล้ายไม่รู้สึกตัว กระทั่งที่มันจากไปจนไกล นางก็ลืมตาขึ้น แววตาสงบนิ่งไร้ระลอก จ้องมองในทิศทางที่หานเฟิงจากไป ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะเผยอเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวออกมา
“ ท่านเปลี่ยนไปแล้ว ข้าเองก็เช่นกัน แต่ที่ต้องปฏิเสธท่าน มิใช่เพราะการกระทำของท่านในอดีต หากเป็นเพราะ ข้า ก็มีสิ่งที่ต้องกระทำเช่นกัน...”
กล่าวจบนางก็หลับตาลง ทำสมาธิต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า คำกล่าวนี้ หานเฟิงย่อมไม่ได้ยิน
ไกลห่างออกไป หานเฟิงกระโจนทะยานไปตามเส้นทาง เป้าหมาย เส้นทางหลักของด่านมัจฉา เมื่อครู่ที่ต่อสู้ติดพันกับเฉินฟ่าน ใช้เวลาไปนานพอสมควร หากเวลาที่เหลืออยู่ ก็ยังคงมากพอที่จะไขว่คว้าเอาโชควาสนานี้มาครอบครอง
ไม่นาน หานเฟิงก็มาถึงเส้นทางหลักของด่านมัจฉา มันเดินลงไปตามช่องทางเดินของเส้นทางหลัก กระทั่งพบเข้ากับบ่อน้ำแห่งหนึ่ง บ่อน้ำตั้งอยู่ใจกลางเส้นทาง ด้วยองค์ประกอบต่างๆโดยรอบ ผู้ใดมองดูก็ทราบรู้ ว่าบ่อน้ำแห่งนี้ต้องเป็นกลไกกับดังอย่างแน่นอน ทว่า ที่หานเฟิงต้องการ คือการลงไปติดอยู่ในกลไกกับดักแห่งนี้ แต่พอย้อนคิดไปถึงสาเหตุในตอนนั้น ที่ทำให้มันต้องลงไปติดในกลไกกับดัก ก็อดไม่ได้ที่มันจะนึกขัน เป็นเพราะตัวมันในตอนนั้นถูกกับดัก ที่ทำให้ผิวหนังแสบร้อน จนเมื่อเห็นบ่อน้ำ ก็กระโจนลงไปอย่างไม่พูดพล่ามทำเพลง ซึ่งผล ก็คือมันถูกบ่อน้ำดูดจมหายไป
เช่นกันกับในครั้งนี้ ทันทีที่หานเฟิงลงไปในบ่อน้ำ กระแสน้ำก็กระเพื่อมไหว ก่อนจะหมุนวน หานเฟิงรับรู้ได้ถึงแรงฉุดกระชากของกระแสน้ำ ก่อนที่มันจะจมหายลงไป
…………………………….
………………..
“ ซู่…..” เสียงน้ำสาดเทลงใส่พื้นศิลา ก่อนจะบังเกิดเป็นเสียงฝีเท้ากระแทกพื้นดัง “ ตึก..” ภาพที่เห็นเป็นหานเฟิงที่ยืนมั่นอยู่บนพื้นศิลา เนื้อตัวเปียกปอน ก่อนจะร่ายปราณขับไล่ความชื้นออกจากร่าง
หานเฟิงเหลียวมองเส้นทางที่เล็กแคบโดยรอบ ก็ยังคงเป็นภาพที่คุ้นเคย ทั้งยังสัมผัสรู้ได้ถึงอุณภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งยังร้อนยิ่งกว่าชั้นสุดท้ายของตำหนักอีก
หานเฟิงไม่รอช้า เดินไปตามเส้นทางที่คงอยู่ในความทรงจำ ลัดเลาะไปตามทางแยกที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ไม่นาน ก็พบเข้ากับโถงกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง รอบโถงปรากฏช่องทางเดินสามช่องทาง รอบผนังเป็นคบเพลิง ที่เปลวไฟส่องสว่างเต้นระริก ส่วนใจกลางโถง เป็นแท่นศิลายกสูงยืนตระหง่าน แท่นศิลาเก่าแก่โบราณ เหนือแท่นศิลาคือหยดของเหลวสีทองหยดหนึ่ง หยดของเหลวสีทอง ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง นี่จึงเป็นเป้าหมายสำหรับมัน
มันจึงไม่รอช้า สาวเท้าเดินเข้าหาแท่นศิลาอย่างรวดเร็ว เมื่อถึง ก็ยื่นมือคว้าจับไปที่หยดของเหลว หยดของเหลวเมื่อสัมผัสถูกมือของมันก็ซึมหายเข้าไป จากนั้นหานเฟิงก็กระโดดขึ้นไปบนแท่นศิลา นั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง
ชั่วขณะต่อมา ก็ปรากฏเป็นเสียงฟันกระทบกันดัง “ กึกๆ” ออกมาจากปากของหานเฟิง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อผุดพลายชโลมร่าง ที่มันกำลังเผชิญ คือความเจ็บปวดอันเกิดจากเส้นชีพจรลมปราณที่ถูกแผดเผา โดยหยดของเหลวสีทองที่ซึมเข้าไปในกาย
ซึ่งแม้จะเจ็บปวด หากมันไม่แหกปากแผดร้อง ไม่เหมือนเช่นในครั้งนั้น ที่มันดิ้นพร่านทรมาน ทั้งหวีดร้องคล้ายคนกำลังคนจะขาดใจตาย
หนึ่งก้านธูปล่วงผ่าน ยิ่งมาใบหน้าของหานเฟิงก็ยิ่งบิดเบี้ยว หากการหลอมผสานดำเนินการมากว่าครึ่งทางแล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้น มันก็จะได้รับเส้นชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์ในตำนาน
กระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป และแล้ว เวลาที่รอคอยก็มาถึง หานเฟิงที่ร่างชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อหยัดกายลุกขึ้น เปิดแบฝ่ามือของตน รับสัมผัสถึงระดับพลังที่ลดลง จนเหลือเพียงขั้นที่หนึ่งขอบเขตปราณบาดาล มันไม่แปลกใจ เพราะที่ลดลงมิใช่หายไป หากเป็นภาชนะที่ใส่ไว้ใหญ่ขึ้น สิ่งที่ใส่อยู่ด้านใน จึงคล้ายว่าจะน้อยลงหากแท้จริงกลับเท่าเดิม
แม้ระดับพลังจะลดลง หากหานเฟิงกลับสัมผัสได้ถึงพลังที่เหนือกว่า มันยกยิ้มอย่างยินดี ขบคิดไปว่า ภายภาคหน้า เส้นทางการฝึกฝนของตนจะเป็นเช่นไร ใช่จะเดินไปตามเส้นทางเดิมในชีวิตที่แล้วอีกหรือไม่... ที่เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนเขต ไปแข่งขันระดับภาค จากนั้นต่อสู้จนชนะ เป็นตัวแทนภาคไปแข่งระดับอาณาจักร จากนั้นก็ชิงสิทธิ์ตัวแทนอาณาจักรมา ไปแข่งขันในงาน หนึ่งในใต้หล้า งานประลองระหว่างอาณาจักรที่จัดขึ้นทุกๆสิบห้าปี นำชัยชนะมาอีกครั้ง เรียกสายตาจากสามในสี่แดนผู้พิทักษ์ และจากนั้น ก็เลือกเข้าสู่นิกายเพลิงสวรรค์ ใช้ทรัพยากรณ์ของที่แห่งนั้น บ่มเพาะตนเอง จนกระทั่งก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์ไป
แต่ทว่า... เพราะคำทำนายของธิดามังกร อาจทำให้กำหนดการต่างๆเปลี่ยนไป... รวมทั้ง หายนะภัยสิบปี ที่ตอนนี้คงเหลือไม่ถึงเจ็ดปีแล้ว...
หากในขณะที่หานเฟิงกำลังขบคิด เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมากระทบโสต
“ วัฏมนุษย์...”
หานเฟิงที่ได้ยินพลันตื่นตระหนก เหลียวมองดูโดยรอบกลับไม่พบเห็นผู้ใด จึงคิดไปว่า เป็นเมื่อครู่ตนหูฝาด หากในขณะที่กำลังจะย่อนก้นนั่งลงทำสมาธิ เสียงนั้น ก็ดังขึ้นอีกครา
“ วัฏมนุษย์”
หานเฟิงได้ยินชัดเต็มสองหู เป็นเสียงที่ยืดยาน ฟังดูเก่าแก่โบราณหากแผ่วเบา มันดังแว่วออกมาจากช่องทางหนึ่ง เป็นช่องทางที่มันไม่เคยเข้าไป
‘ วัฏมนุษย์? นั่นเป็นชื่อภาค ของเคล็ดวิชานิรนามที่ข้าฝึกปรือ...’