ยามราตรีดึกสงัด รถม้า 2 คัน กำลังแล่นอยู่บนถนน ในเมืองหลวงฉางอาน เว่ยเจิงนั่งอยู่ในรถม้า ด้วยความกระวนกระวายใจ กลัวว่าจะกลับจวนไม่ทันเวลา
หลี่เฉิงเฉียน ทบทวนเื่ราว ที่ได้ฟังจากขันทีเกา เขาทำได้เพียงภาวนาให้เด็กไม่เป็โรคร้ายแรง เวลาผ่านไปชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย รถม้าทั้ง 2 ก็มาถึงจวนมหาราชครูเว่ย พ่อบ้านฟู่รีบเดินเขามาประคองเว่ยเจิงลงจากรถม้า ส่วนรถม้าอีกคัน ขันทีเกากำลังนำทางหลีเฉิงเฉียนลงจากรถม้า
พ่อบ้านฟู่ชำเลืองมองหลีเฉิงเฉียนเท่านั้น ก่อนจะละความสนใจ รายงานสถานการณ์ปัจจุบันให้เว่ยเจิงฟัง เว่ยเจิงหันไปหาหลี่เฉิงเฉียนก่อนจะกล่าวนำทาง
“ ตามข้ามา “
ความไม่พอใจเป็ทุนเดิม เว่ยเจิงจึงประหยัดวาจาที่จะเอ่ยกับหลี่เฉิงเฉียน เขาเดินนำทางคนทั้งสอง เข้าไปที่ห้องของหลานชายหัวแก้วหัวแหวน
เมื่อหลี่เฉิงเฉียนก้าวเข้าไปภายในห้อง สายตาของคนในห้องต่างหันมองเขาโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ละการมองกับแสดงอาการแตกต่างกันไป บ้างถวิลหา บ้างน้อยเนื้อต่ำใจ บ้างชิงชัง
เขากวาดตามองคนในห้อง พอจะเดาได้ว่าผู้ใดเป็ผู้ใดบ้าง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหา เด็กน้อยอายุประมาณ 3-4 ขวบปี ขณะนี้กำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
“ ขอข้าดูเขาสักหน่อยได้หรือไม่ ? “
หลี่เฉิงเฉียนหันไปสนทนากับแม่ของเด็ก นางวางบุตรของตนลงบนเตียง ขยับตัวเปิดทางให้หลี่เฉิงเฉียนเข้าไปนั่งแทนที่ หลี่เฉิงเฉียนแม้ในยุคปัจจุบันเขาจะไม่เคยมีบุตร แต่เขาก็เป็อาจารย์ ในสายตาของเขา เขารักนักเรียนที่เขาสอนดั่งบุตร
“ ท่านพ่อ .! “
หลี่ลี้ เชียง ััได้ถึง ความเมตตาจากแววตาของบิดา หยาดน้ำตาน้อย ๆ ค่อย ๆ ไหล อาบสองแก้ม สะอื้นร่ำไห้ หลี่เฉิงเฉียนเช็ดน้ำตาให้บุตรด้วยมือสั่นเทา ภาพตรงหน้าบีบหัวใจของเขายิ่งนัก
“ เชียงเอ๋อ พ่อมาแล้ว เ้าต้องไม่เป็อะไร “
หลี่เฉิงเฉียน ปลอบใจบุตรชายด้วยเสียงสั่นเครือ เขาเอามืออังหน้าผากพบว่าบุตรชายของตนตัวร้อนมาก ก่อนจะหันไปถามถึงอาการ และ การรักษา จากอดีตภรรยาของตน
เว่ยฮุ่ยหลิน อธิบายถึงอาการของบุตร และการรักษาจากหมอหลวง โดยหมอหลวงวินิจฉัยว่าน่าจะเป็โรคไข้ทรพิษ
แต่หลี่เฉิงเฉียน กับมองว่าอาการคล้ายคลึงแต่ไม่เหมือน เขาเริ่มตรวจอาการของบุตรอย่างละเอียด เริ่มจากตุ่มต่างๆ ตามตัว ส่วนมากจะอยู่ที่ มือ เท้า อาการอิดโรย มีไข้ขึ้นสูง ก่อนจะตรวจดูช่องปากและกระพุ้งแก้ม พบว่ามีตุ่ม เริ่มเป็แผล อยู่หลายจุด เขาสันนิษฐานกับตนเองในใจว่า บุตรชายน่าจะเป็โรค มือ เท้า ปาก ไม่ใช่ไข้ทรพิษ
“ ขันทีเกา ข้า้า น้ำอุ่นใส่ถังมา 1 ถัง ผ้าสะอาดสักหลายผืน สุรา 1 ไห “
หลี่เฉิงเฉียน หันไปสั่งขันทีเกาด้วยความเคยชิน เว่ยฮุ่ยหลิน มองหลี่เฉิงเฉียนด้วยความไม่พอใจ ข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ องค์รัชทายาทกับขันทีน้อย คงจะเป็จริง แม้ขันทีผู้นั้นถูกฝ่าาสั่งปะาไปแล้ว แต่ก็มีขันทีคนใหม่มาแทนที่ เวลาผ่านมานานเขายังคงไม่เปลี่ยนไป
หลี่เฉิงเฉียนไม่รู้ตัวเลยว่า ในใจของอดีตภรรยาตน มองเขาเป็พวกผิดเพศ เป็ชายรักชายไปแล้ว
ขันทีเกามองเห็นความไม่พอใจ จากสายตาของ เว่ยฮุ่ยหลิน จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากเว่ยเจิง
“ เนื่องจากผู้น้อยพึ่งมาใหม่ ไม่ทราบที่ทาง ขอมหาราชครูเว่ยจัดคนเตรียมของตามที่คุณชาย้าได้หรือไม่ ขอรับ ? “
ขันทีเกาโยนหินถามทาง เพื่อหวังหาทางออก เว่ยเจิงพยักหน้าก่อนสั่งสาวใช้ให้เตรียมของ
เมื่อของที่้ามาถึง หลี่เฉิงเฉียงเช็ดตัวบุตร ด้วยสุราหนึ่งรอบ เขาค่อยๆ เช็ดย้อนรูขุมขนของบุตร เพื่อระบายความร้อน หลี่เฉิงเฉียนทะนุถนอมบุตรดั่งเช็ดตัวให้ก้อนเต้าหู้ไข่ กลัวบุตรจะเจ็บหากตนไม่เบามือ
เว่ยเจิงและฮูหยินมองการกระทำของหลี่เฉิงเฉียนแล้ว ทำให้ความเกลียดชังที่มีในใจต่อคนตรงหน้าลดน้อยลง เมื่อหลี่เฉิงเฉียนเช็ดตัวให้บุตรเสร็จจึงหันไปสั่งของที่ตน้าเพิ่ม
“ ที่นี่มีน้ำผึ้ง หรือไม่ ? ข้า้าน้ำผึ้ง กับ น้ำอุ่นสักกา “
เว่ยเจิงสั่งสาวใช้ให้เตรียมของตามที่หลี่เฉิงเฉียน้า หลี่เฉิงเฉียน ผสมน้ำผึ้งเข้ากับน้ำอุ่น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในปกเสื้อ หยิบถุงบางอย่างออกมา เขาเปิดปากถุงหยิบเกลือขึ้นมา พอประมาณก่อนใส่ลงไปในถ้วย ละลายของทั้งสามอย่างเข้าด้วยกัน จิบชิมเล็กน้อย
เว่ยเจิงเห็นเกลือ ที่หลี่เฉิงเฉียนนำออกมา ก็เกิดความสงสัย แต่ยังคงเก็บคำถามไว้ในใจ รอให้เขาทำอะไรเสร็จก่อนค่อยเอ่ยถามที่หลังก็ยังไม่สาย
หลี่เฉิงเฉียน ประคองบุตรชาย ให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน เขาป้อนน้ำที่ผสมเกลือและน้ำผึ้ง ช้าๆ ด้วยความระวัง กลัวบุตรจะสำลัก เขาป้อนได้ครึ่งถ้วยบุตรชายก็ปฏิเสธที่จะดื่มต่อ หลี่เฉิงเฉียนประคองบุตรชายให้นอนลง จัดผ้าห่มให้บุตรนอนหลับให้สบาย ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ วางไว้บนหน้าผากของบุตร ก่อนจะเฝ้ามองเขาหลับ
เว่ยเจิงให้สาวใช้คอยดูแลหลานรักในห้องนอน ส่วนพวกเขาเข้าไปคุยกันห้องข้างๆ
บัดนี้ เว่ยเจิงและฮูหยินเว่ยนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เว่ยฮุ่ยหลินนั่งอยู่ด้านขวามือ หลี่เฉิงเฉียน ยืนอยู่เบื้องหน้าผู้เฒ่าทั้งสอง เขาคุกเขาลงหมอบคำนับ 3 ครั้ง 3 ครา น้ำตานองหน้า คนสกุลเว่ยต่างแตกตื่นใ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง อดีตรัชทายาท ผู้ทนงในศักดิ์ศรี ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใดนอกจากบิดาและมารดาของตน บัดนี้กำลังคำนับหมอบกราบพวกเขาผู้เฒ่าทั้งสอง
“ ในฐานะบุตรเขย ผู้น้อยทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง กับความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ดูแลบุตรสาวของท่าน “
“ ในฐานะศิษย์ ผู้น้อยทำผิดต่อ คำสั่งสอนและปณิธาน ของอาจารย์ “
หลี่เฉิงเฉียนกล่าววาจาด้วยเสียงสะอื้น
“ ผู้น้อยขออภัยแก่ท่านทั้งสอง “
เว่ยเจิงรีบเขาไปพยุงหลี่เฉิงเฉียนให้ลุกขึ้น เขามองเห็นความจริงใจจากแววตาของศิษย์ ความเกลียดชังที่มีในใจมลายหายไปสิ้น เว่ยเจิงพาหลี่เฉิงเฉียนไปนั่งด้านซ้ายมือของตน ก่อนจะเอ่ยถามความเห็นเื่หลานรัก
“ เ้าคิดว่า เชียงเอ๋อจะมีทางรักษาหายหรือไม่ ? “
“ อาการที่พบไม่ใช้โรคไข้ทรพิษ แต่มีความเป็ไปได้ที่จะเป็โรคหวัดอย่างหนึ่ง ผู้น้อยขอเรียกว่าโรค มือ เท้า ปาก เพราะมีตุ่มขึ้นตามจุด ทั้ง 3 แห่งเป็หลัก “
“ สาเหตุ น่าจะเกิดจาก เชียงเอ๋อ ใช้มือสกปรกและไปหยิบอาหารเข้าปาก โรคพวกนี้มักมาจาก มือไปจับสิ่งต่างๆ ได้รับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว “
วิธีการรักษา เบื้องต้นให้จิบน้ำอุ่นผสมเกลือและน้ำผึ้ง พร้อมกับดื่มโจ๊กเหลว เพื่อทดแทนสารอาหารที่เสียไป เมื่อแผลในปากดีขึ้นแล้วให้ทานอาหารอ่อน ๆ ถ้าไข้ขึ้นสูงให้ใช้สุราเช็ดตัว ไข้จะลดลงเร็วกว่าใช้น้ำ คนสกุลเว่ยต่างเข้าใจ และคลายความกังวลใจ
“ เกลือที่เ้าเอาออกมา เ้าได้มาจากไหน? “ เว่ยเจิงไม่ลืมที่จะถามคำถามสำคัญที่ค้างคาใจ
“ ผู้น้อยแปรรูปขึ้นมาขอรับ เกลือต้าถังเป็เกลือที่ยังไม่แปรรูปหากใช้ไปนานเข้าจะมีโลหะหนักสะสมในร่างกาย ตัวจะบวมรักษาไม่หาย “
เมื่อได้ยินคำตอบ เว่ยเจิงแทบสิ้นสติ เพราะปราชญ์ลี้ลับคือหลี่เฉิงเฉียน อดีตรัชทายาท ศิษย์ของตน ดูจากลักษณะเ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกขโมย ความดีความชอบไปเป็ของผู้อื่น เป็ไปได้ว่าปราชญ์ลี้ลับอาจจะไม่มีตัวตน ฝ่าาคงยกขึ้นมากล่าวอ้างลอย ๆ
หลี่เฉิงเฉียนหันไปทาง เว่ยฮุ่ยหลิน เขาอยากจะคุยกับนางเป็การส่วนตัวแต่ก็คงเป็ไปไม่ได้ เื่ของเขาและเธอคงจบลงั้แ่ ปีที่แล้ว อีกประการเว่ยฮุ่ยหลิน เป็บรรพบุรุษฝ่ายหญิงของเขา เื่รักใคร่ชายหญิงจึงไม่มีอยู่ในหัวของเขาเลย
เว่ยเจิงเห็นสายตาของหลี่เฉิงเฉียน พอจะรู้ถึงความคิดของศิษย์ จึงให้เขาทั้งสองออกไปปรับความเข้าใจกัน ที่ศาลานอกตำหนัก
ศาลานอกตำหนักหอนอนของหลี่ลี้เชียง เว่ยฮุ่ยหลิน นำทางหลี่เฉิงเฉียน มาที่ศาลาไม้ทรงสี่เหลี่ยมตกแต่งแบบจีนโบราณ หลี่เฉิงเฉียนยืนมองศาลาเบื้องหน้าของตน เขาพึ่งจะตระหนักได้ว่าตลอดทางั้แ่ที่เข้ามาในจวนเขา ไม่ได้สำรวจสภาพแวดล้อมใดๆ เพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับเรืื่องของลูก
หลี่เฉิงเฉียน หันซ้ายแลขวามองอาคารไม้ต่าง ๆ ที่เก่าแก่ทรุดโทรม ไม่ได้รับการทำนุบำรุงมาหลายปี เมื่อเขาละจากความสนใจรอบข้าง เดินเข้าไปนั่งในศาลา เขานั่งตรงข้ามกับ เว่ยฮุ่ยหลิน
“ ทำไมที่นี้จึงทรุดโทรมนัก ”
คำถามแรกที่ออกจากปากของเขา ทำให้เว่ยฮุ่ยหลินผิดหวังยิ่งนัก นางคิดว่าเขาจะถามถึงเื่ของตัวนาง เว่ยฮุ่ยหลิน เหม่อมองไปทางตำหนักหอนอนของบุตร ก่อนจะอธิบายให้เขาฟัง
“ ท่านพ่อเป็ข้าราชการตงฉิน มีเบี้ยหวัดไม่มาก รายรับส่วนใหญ่เพียงพอแค่นำมาใช้จ่ายภายในบ้านเท่านั้น ไม่มากพอจะซ้อมแซมอะไร หาก้าบูรณะบำรุงคงต้องขอความเมตตาต่อฝ่าาบูรณะจวนให้ ”
คำอธิบายของ เว่ยฮุ่ยหลิน ทำให้หลี่เฉิงเฉียน ได้แต่ถอนใจ
“ เ้าเป็อย่างไรบ้าง ” หลี่เฉิงเฉียนอดเป็ห่วงนางไม่ได้
เมื่อคำถามที่นางเฝ้ารอว่าจะได้ยิน หลุดออกจากปากหลี่เฉิงเฉียน นางก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขื่อนที่คอยกักเก็บความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ก็พังทลายลงมาน้ำตาไหลทะลัก หลี่เฉิงเฉียนไม่รู้จะทำอย่างไร เขาดึงนางเข้ามากอดอยู่ในอ้อมแขนของตน เว่ยฮุ่ยหลิน ระบายความรู้สึกที่มีออกมาด้วยน้ำตา หน้าซบอกของร่ำไห้