ดินแดนโลกมนุษย์ แผ่นดินทวีปตะวันออก ณ หุบเหวแห่งหนึ่ง...
ลึกลงไปในความมืดมนอนธการ ร่องผาเหยียดยาวคดเคี้ยว บรรยากาศวังเวงชวนขนลุกใต้ก้นธรณีหุบเหว... ได้ปรากฏสายลมหนาวเย็นหวีดหวิวเสียดหู พัดผ่านช่องแคบและรอยแตกดั่งเสียงเรียกของิญญา
ในที่แห่งนั้น... มีร่างของชายหนุ่มเยาว์วัย ผมยาวดำขลับ สภาพชุดอาภรณ์เลอะเทอะฉีกขาดเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น นอนแน่นิ่งสนิทราวกับศพอยู่บนพื้นดินที่ทั้งแข็งและเย็น... จนกระทั่งตัวเด็กหนุ่มได้ลืมตาตื่นขึ้นมา ทันใดนั้น!
“ข้าอยู่ที่ไหน?”
เด็กหนุ่มเบิกดวงตาสีดำกลมโตกล่าวด้วยความสงสัย ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง หันสายตากวาดมองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ที่มีแต่ความมืดมิดอยู่ทั่วทิศทาง เขายกมือขวาของตนขึ้นมาจับตรงข้างศีรษะ ราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง...
“ข้าคือ ‘เฉินอี้’... แท้จริงข้าได้ตายไปแล้วโดยเหล่าคนที่อิจฉาริษยาในพร์ของข้า และ้าคัมภีร์เคล็ดวิชาของข้าเพื่อจะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งไร้ใครเทียบเทียม...”
เฉินอี้นิ่งเงียบไปสักพัก แล้วจึงค่อยก้มหน้าลงมองสำรวจดูสภาพร่างกายของตนเอง รับรู้ถึงประสาทััผ่านฝ่ามือทั้งสองข้าง... จากนั้นพลันรวบกำเรียวนิ้วทั้งสิบบีบเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยใบหน้าแสยะยิ้มมุมปาก แววตาสาดประกายความเคียดแค้น ย่นระหว่างคิ้วขมวดชนแนบสนิทกัน เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนซอกหลืบอันมืดทึบจนแทบจะไร้วี่แววของแสงสว่างให้เห็น เพราะอยู่ในเหวลึกเกินกว่าที่จะมีแสงส่องถึง...
เด็กหนุ่มพูดเหมือนกระซิบกับตัวเอง “ข้าได้มาจุติใหม่ในร่างของคนผู้นี้...” จากนั้นหลับตาลงค้นหาความทรงจำจากตัวเ้าของร่างคนเก่าที่ตายไป... “มันก็มีนามว่า เฉินอี้เช่นเดียวกับข้า ?...” ร่างที่ได้มาเกิดใหม่ก็มีชื่อแซ่เดียวกันช่างบังเอิญจริง
เฉินอี้ลองเพ่งสมาธิโคจรกระแสพลังภายในร่างเพื่อสืบหาสาเหตุการตาย... แล้วก็ต้องพบเจอกับบางสิ่งที่คาดไม่ถึง!
‘ยาพิษ!?’
“หึ ถูกสังหารด้วยยาพิษช่างโง่เง่าเสียจริง” ดูเหมือนว่าตัวอดีตเ้าของร่างคนเก่าจะถูกวางยาพิษ ขณะกำลังเสพสุขอยู่ที่หอนางโลมเสียด้วย
..........หลังเรียบเรียงดูจากความทรงจำเก่าก่อนตาย เมื่อตายแล้วก็คงถูกเอาศพมาโยนทิ้งไว้ที่ก้นหุบเหวลึกแห่งนี้...
“ช่างเป็การตายที่น่าสมเพชนัก เฮ้อ...” แม้แต่เขาก็ยังอดรู้สึกสมเพชเวทนาคนผู้นี้ไม่ได้จริงๆ
เฉินอี้เปิดั์ตาทอประกายเฉียบคม ขณะยืดตัวตรงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เมื่อข้าได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้ จากนี้ไปข้าก็คือ เฉินอี้! แต่จะเป็เฉินอี้ที่ไร้เทียมทานผู้นี้!”
ตัวชายหนุ่มในอดีตชาติก่อนเก่งกาจแค่ไหน มีหรือที่เขาจะไม่รู้ หากไม่เพราะถูกเล่นงานโดยแผนสกปรก อีกทั้งยังรุมกันเข้ามาประหัตปะา เพื่อที่้าจะคร่าชีวิตของเขาเพียงแค่คนเดียว ป่านนี้คงได้ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดไปแล้ว
“ข้าจะต้องขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้งให้จงได้ !...” เฉินอี้พูดตั้งปณิธาน ห้วงเสียงสำนึกจากก้นบึ้งภายใต้ความมืดสะท้อนขึ้นดังอย่างกึกก้องในใจ
แต่เมื่อกลับมามองดูสภาพของตนในยามนี้ ที่ขนาดปีนป่ายขอบหน้าผาขึ้นไปเหยียบพื้นแผ่นดินข้างบนยังแทบจะไม่มีปัญญาเลย... ก็คงเป็ได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ แล้ว
“ก่อตั้งลมปราณขั้นที่สาม นี่มันขยะชัดๆ” เฉินอี้ก้มสีหน้าบึ้งตึงก่นด่าตัวเองออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แถมด้วยเคล็ดวิชาที่ใช้บ่มเพาะยังอยู่ระดับต่ำสุดของชั้นมนุษย์อีกต่างหาก นี่มันจะอ่อนเกินไปแล้ว เขาครุ่นคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาในใจ ‘ข้าต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาที่ใช้บ่มเพาะพลังใหม่เสียก่อนไม่เช่นนั้นอนาคตคงลำบากแย่’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินอี้จึงหลับตาลงทำสมาธิอีกครั้ง... ย้อนสำรวจดูคลังความรู้จากความทรงจำภายในอดีตชาติ ทำให้รู้ว่ามีสามคัมภีร์เคล็ดวิชาที่เหมาะกับการฝึกของตนในตอนนี้เป็อย่างยิ่ง ซึ่งคัมภีร์แรกก็คือ “หยก์สยบฟ้า” ผู้ฝึกฝนจะมีร่างกายที่แข็งคงกระพันดั่งเนื้อหยกชั้นดี และมีพลังอำนาจทลายท้องฟ้าได้เลยทีเดียวเมื่อฝึกไปจนถึงขั้นสูงสุด
คัมภีร์ที่สอง “พิษนิรันดร์กลืนฟ้า” ผู้ฝึกฝนจะมีร่างกายต้านทานพิษได้หมดทุกชนิดโดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็พิษแบบไหนก็ไม่เป็ผลร้ายต่อตัวเองแต่อย่างใด ราวกับได้รับความเป็ะมาแล้วส่วนหนึ่ง และสามารถยกระดับขั้นพลังลมปราณได้ด้วยการรับพิษอันตราย ทั้งยังสามารถใช้พิษสังหารศัตรูได้อย่างเฉียบขาดในทันทีอีกด้วย
และสุดท้ายคัมภีร์ที่สาม “ัทลายภพ” ผู้ฝึกฝนจะมีพละกำลังมหาศาลดุจัเล่าขานในตำนาน ิัเกร็ดแข็งยากจะทำลายได้ และไฟของัที่พร้อมจะเผาทำลายทุกสิ่งให้เป็เถ้าถ่านไม่มีเหลือ
เฉินอี้คิดจะเลือกฝึกหนึ่งในสามสุดยอดเคล็ดวิชานี้ ที่ล้วนแล้วแต่เป็คัมภีร์ระดับา เหนือชั้นกว่าระดับ์ และสูงล้ำยิ่งกว่าระดับตำนานทั้งนั้น
ถ้าปล่อยให้คัมภีร์ที่กล่าวมาทั้งหมด หลุดเล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอกแม้สักเล่มแล้วล่ะก็... คงได้เกิดมหาาการนองเืครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงคัมภีร์กันขึ้นแน่นอน!
เฉินอี้โคจรพลังสำรวจร่างกายตัวเองอีกทีเพื่อดูว่าตนเองเหมาะกับเคล็ดวิชาบ่มเพาะใดมากที่สุด ทันใดนั้นเขาก็ได้ค้นพบชนิดพิษบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในร่าง จนต้องเอ่ยด้วยความแปลกใจ “เป็พิษของอสูรแมงป่องสายรุ้ง... พิษนี้ค่อนข้างหายากนัก เพียงแค่หยดเดียวก็สามารถสังหารคนได้เป็สิบแล้ว... แต่กลับใช้มันสังหารคนแค่เพียงคนเดียวเนี่ยนะ” ...ดูท่าบุคคลที่สังหารเฉินอี้คนก่อนจะมีสถานะไม่ธรรมดาเสียแล้ว...
“ข้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะฝึก คัมภีร์เคล็ดวิชา ‘พิษนิรันดร์กลืนฟ้า’ เมื่อพิจารณาจากพิษอสูรแมงป่องสายรุ้ง หากได้ดูดซับมันเข้าไปจะต้องส่งผลให้ตัวข้ามีระดับพลังลมปราณเพิ่มขึ้นหลายขั้นเป็แน่!”
เฉินอี้ไม่รอช้ารีบปิดเปลือกตาลงรวบรวมสมาธิ เริ่มโคจรจุดลมปราณตามเคล็ดวิชาบ่มเพาะนามว่า พิษนิรันดร์กลืนฟ้า นี้แทนเคล็ดวิชาอันเก่าทันที
ฟู่... ปลดปล่อยกระแสพลังส่งผ่านเส้นลมปราณเชื่อมเข้าสู่อวัยวะภายใน...
พิษที่ยังคงเหลืออยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายค่อยๆ ถูกซึมซับแปรเปลี่ยนกลายมาเป็พลังลมปราณของตนเองอย่างช้าๆ ก่อตัวกระจัดกระจายอยู่ในจุดตันเถียนตรงท้องน้อย เฉินอี้ได้เลื่อนระดับจากก่อตั้งลมปราณขั้นที่สาม ไปเป็ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่หก สำเร็จแล้วเรียบร้อย นับเป็การเพิ่มระดับพลังที่ก้าวะโอย่างแท้จริง!
ซึ่งบริเวณรอบตัวของเฉินอี้ในตอนนี้ ได้ปรากฏกลุ่มไอปราณพิษสีดำมัวหม่นแผ่ระเหยออกมาจากร่าง เมื่อเขาทำการโคจรไหลเวียนพลังมาไว้ที่ปลายฝ่ามือ มันก็ครอบคลุมจนกลายมาเป็ฝ่ามือพิษที่สามารถสังหารคนได้แค่เพียงอึดใจเดียว และไอพิษของมันยังรุนแรงขนาดแค่สูดดมเข้าไปเพียงน้อยนิด ก็อาจถึงขั้นทรมานจนตายได้เลย ช่างเป็เคล็ดวิชาที่น่ากลัวจริงๆ
“พิษที่ปล่อยออกมาจะรุนแรงขึ้นตามระดับขั้นพลังปราณที่บ่มเพาะ... น่าเสียดายที่ข้ายังไม่สามารถเปลี่ยนให้ทั่วทั้งร่างกลายเป็พิษได้ ด้วยพลังของข้าในยามนี้คงทำได้แค่ควบคุมพิษไว้ที่บริเวณปลายฝ่ามือเท่านั้น...”
เฉินอี้ยกกำปั้นขึ้น แล้วเหวี่ยงแขนชกออกไปทางด้านหน้า พลันบังเกิดเป็ไอปราณพิษฟุ้งกระจายไปตามทิศทางที่ชกออก “ถ้าเป็ตอนนี้คงสามารถสังหารผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ส่วนผู้ที่อยู่ระดับหลอมลมปรานคงมิอาจสังหารได้โดยง่าย อย่างมากคงทำให้แค่ได้รับาเ็สาหัสกระมัง...” ััความรู้สึกบนฝ่ามือของตัวเองที่มีชั้นพิษหนาคอยปกคลุม พอที่จะป้องกันอันตรายจากของมีคมได้อีกด้วย
“ดูเหมือนข้าจะไร้เทียมทานแล้ว!” เฉินอี้กำหมัด การกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง มันช่างดีจริงๆ!
“รอก่อนเถอะ เ้าพวกที่เคยสังหารข้าในชาติก่อน และคนที่มันคิดจะสังหารข้าในชาตินี้ ข้าจะทำให้พวกเ้าได้รู้ซึ้งถึงความตายอันแสนทรมาน ไม่ต่างจากการตกอยู่ในขุมนรกทั้งเป็เลยทีเดียว” เขามองตรงไปข้างหน้าด้วยแววตาที่ฉายประกายดุดัน ทั่วทั้งร่างแผ่รัศมีพลังปราณพิษสีดำทะมึนลอยขึ้นไปในอากาศ จนทำให้ตัวเขาดูเหมือนราวกับเทพแห่งความตายลงมาจุติ พร้อมที่จะสับสังหารเหล่าศัตรูทั้งหมดก็มิปาน!...
เฉินอี้ลุกขึ้นยืน สายตาทอดมองดูบริเวณพื้นที่อันว่างเปล่าและมืดสนิท ตัดขาดการรับรู้ภายนอกแห่งนี้อีกครั้ง “ข้าอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว คงได้เวลาออกจากเหวที่น่าเบื่อนี้เสียที หือ?” แต่แล้วทันใดนั้นเองจู่ๆ ในระยะไม่ไกลจากคลองจักษุของเขาก็สังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตกะพริบแสงวูบวาบตัวหนึ่งภายในเส้นทางหุบเหวที่กำลังเคลื่อนไหวไต่โขดหินไปมาด้วยความว่องไว
“นั่นมันตะขาบสายฟ้านี่!” เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่มาเจอมันในที่แบบนี้
“ตะขาบสายฟ้าเป็อสูรที่มีพลังธาตุอัสนีอยู่ ถ้าข้าได้ดูดซับพิษเพื่อยกระดับพลังปราณของตัวเอง... ข้าก็จะได้รับความสามารถพลังธาตุของมันเข้ามาเพิ่มด้วยเป็แน่!” เฉินอี้ที่เห็นดังนั้นแล้วไม่มัวรีรอ เร่งสับฝีเท้าทะยานวิ่งไล่ตามเ้าตะขาบสายฟ้าไปทันทีทันใด
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ทั่วทั้งร่างของอสูรตะขาบสายฟ้านั้นได้ปลดปล่อยปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้มันสามารถพบเห็นได้ง่ายในที่มืด
ตึก! เฉินอี้ใช้แรงขาก้าวะโดีดตัวขึ้นไปอยู่บนเหนือศีรษะของตะขาบ แล้วง้างซัดฝ่ามือพิษฟาดเข้าใส่ที่หัวของมันอย่างเต็มแรง!
ปัก! “กี้...!” ตะขาบสายฟ้าส่งเสียงร้องชักกระตุกเล็กน้อย ร่องรอยความเจ็บร้าวทรมานแล่นผ่านชั่วพริบตา จากนั้นประกายอัสนีบนร่างของมันก็ดับลง ล้มตัวแผละแน่นิ่งสนิท ไม่ขยับเคลื่อนไหวใดๆ อีกต่อไป...
“เ้าตะขาบสายฟ้าตัวนี้มีพลังอยู่แค่ในระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่สี่ เท่านั้น ถ้าเป็่เวลาก่อนหน้า ข้าคงมิอาจสังหารมันได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้” เมื่อเฉินอี้ยื่นมือไปจับหนวดของตะขาบสายฟ้าขึ้นมาเทียบดูใกล้ๆ ก็ทำให้ได้รู้ว่าตัวมันมีขนาดใหญ่เท่ากับแขนคนเลย อีกทั้งั้แ่ส่วนหัวจรดหางของมันยังยาวพอๆ กับความสูงของเขาอีก
“ข้าไม่ได้มีแหวนมิติเอาไว้เก็บเ้าสิ่งนี้ด้วยสิ...” สิ่งที่เรียกว่า ‘แหวนมิติ’ มันคือของวิเศษที่สามารถใส่บรรจุสิ่งต่างๆ ลงไปในช่องว่างมิติได้... และดูเหมือนว่าแหวนมิติของเด็กหนุ่มเฉินอี้ผู้นี้จะถูกใครบางคนซึ่งเป็คนลอบวางยาพิษฉกชิงมันไป เพราะเท่าที่ได้ลองสำรวจดูจากความทรงจำในตัวอดีตเ้าของร่างเดิมนั้น เขาน่าจะเคยสวมใส่แหวนมิติไว้บนนิ้วชี้ข้างซ้าย แต่ปัจจุบันกลับไม่มีเสียแล้ว แถมสภาพทั้งตัวตอนนี้ก็เปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก เสื้อผ้าฉีกขาดหลุดลุ่ยจนดูแทบไม่ได้
“ข้าไม่คิดจะกินเ้าอสูรตะขาบทั้งตัวแบบนี้หรอกนะ คงต้องเอาไปทั้งอย่างนี้ก่อนพอถึงเวลาค่อยรีดพิษออกจากตัวมันแล้วกัน” เฉินอี้ทำสีหน้าขยะแขยง พลางเอาซากร่างเ้าตะขาบสายฟ้ามาพาดวางไว้บนไหล่ แล้วย่างเท้าเดินคลำทางมาหยุดอยู่ตรงด้านหน้าขอบตีนผาสูงชัน จากนั้นเหยียดปลายแขนขวา ชูมือขึ้นเกาะปีนป่ายกำแพงหินหุบเหวไปทีละขั้นอย่างช้าๆ...
ระหว่างการตะเกียกตะกายขึ้นสูง
ในบางครา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันยากจะมองเห็นยังมีเศษก้อนชิ้นส่วนหินปริแตกตามแนวซอกหินตกกระทบร่วงกราวใส่ลงมาจากข้างบน กระทั่งจากใต้ฝ่าเท้าของเขาเองยังได้ปรากฏเสียงผุเปราะดังกรอบแกรบชวนกระตุกต่อมความกลัวออกมา
อีกทั้งกระแสลมเย็นผันผวนที่เกือบจะพัดเอาร่างที่สะพายตะขาบสายฟ้าให้หล่นลงกลับสู่เหวไปพร้อมกันด้วยเป็ครั้งคราว... เขาต้องประสบกับอุปสรรคเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ใช้เวลานานหลายชั่วยามกว่าจะมาถึงพื้นเบื้องบน
“แฮ่ก แฮ่ก... ในที่สุดก็ถึงสักที...” เสียงพักหอบหายใจดังแ่ออกมาจากปากเล็กน้อยเมื่อสามารถขึ้นมายืนจับเข่ารับแสงตะวันอยู่บนพื้นที่ราบอันแห้งแล้งและรกร้างได้สำเร็จ เขาหันหลังมองลงไปยังก้นเหวลึกดำมืดที่ตนเพิ่งจะปีนขึ้นมาได้อย่างยากลำบากด้วยใบหน้าอาบเหงื่อท่วมตัว “ช่างเป็หุบเหวที่ลึกอะไรอย่างนี้”
ถ้าหากมีคนธรรมดาทั่วไปตกลงไปในหุบเหวที่ลึกขนาดนี้ คนๆ นั้นคงจะไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมาลืมตาดูโลกได้อีกเป็ครั้งที่สองเป็แน่แท้!
เฉินอี้พูดอย่างรู้สึกโกรธเคือง “ไอเ้าคนที่จับข้าโยนลงมา ข้าจะเอาคืนมันเป็พันเท่า!” หลังการกล่าวระบายอารมณ์เสร็จ เขาก็จัดตะขาบที่ไหล่แล้วเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดตามความทรงจำของเฉินอี้คนเก่าโดยพลัน......