...ไบโอโทปศูนย์เพาะพันธุ์ไม้แห่งอนาคต อานทาวน์...
เยว่ซินวิ่งตามหาซวนหยางั้แ่ทางออกหน้าโซฮาร์มาจนถึงถนนใหญ่ใจกลางเมืองอานทาวน์เขาไม่อยากปล่อยซวนหยางที่กำลังโกรธเอาไว้คนเดียวเขากลัวว่าซวนหยางจะไปมีเื่กับคนอื่นแล้วพลั้งมือฆ่าคนพวกนั้นจนตาย
“ซวนหยาง นายอยู่ที่ไหน”เยว่ซินได้แต่มองหาร่างสูงที่เขาคุ้นเคยด้วยความเป็ห่วงเยว่ซินรู้ว่าซวนหยางเป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่งมากและเพราะความแข็งแกร่งนั้นเลยทำให้ซวนหยางควบคุมกำลังของตัวเองไม่ได้ถ้าหากจิตใจของเขาอ่อนแอ เขาจะถูกความ้าฆ่าครอบงำอย่างง่ายดาย
เยว่ซินเคยเห็นตอนที่ซวนหยางควบคุมตัวเองไม่ได้มาแล้ว...และเขาไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกคนตัวเล็กหยิบดีการ์ดของตัวเองออกมาเพื่อส่งข้อความหาซวนหยางอีกครั้งพอดีนั้นเองสองแฝดเล่อเล่ยก็ติดต่อมา
“อาเยว่ นายอยู่ที่ไหน”
“อยู่ถนนใหญ่หน้าไบโอโทป พวกนายล่ะ”
“พวกเราอยู่ชิพสโตร์”
“เจอซวนหยางมั้ย เขาได้ไปซื้อคัมภีร์เบิกเนตรหรือเปล่า”
“ไม่อ่ะ แต่พวกเรากำลังซื้อ” เยว่ซินแทบทำดีการ์ดหลุดมือเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ฉันให้พวกนายไปช่วยตามหาซวนหยางนะ ไม่ได้ให้ไปซื้อหนังสือลามก!!”
“ขอโทษทีอาเยว่ แต่นี่เป็คัมภีร์เบิกเนตรคอลเลคชันใหม่เราจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด” เยว่ซินถึงกับเครียด ทำไมเพื่อนเขาถึงมีแต่พวกที่พึ่งพาไม่ได้นะ
“นายไม่ต้องเครียดนะอาเยว่ อาหยางไม่เป็อะไรหรอก”
“ฉันกลัวว่าไอ้บ้านั่นจะไปมีเื่กับคนอื่นเข้าน่ะสิฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย”
“แต่พวกเรารู้แล้วล่ะ ว่าอาหยางอยู่ที่ไหน”
“จริงหรอ เขาอยู่ที่ไหน”
“เขาอยู่ที่ไบโอโทป”
“แล้วเขาก็ไม่ได้ส่งใครไปนอนคุยกับรากมะม่วงด้วย นายไม่ต้องห่วงหรอก”เยว่ซินยิ้มออกมาได้เมื่อสองแฝดว่าอย่างนั้น แต่.... เดี๋ยวนะ
“พวกนาย...รู้ได้ยังไงว่าซวนหยางอยู่ในไบโอโทป”
“ก็เขาบอก”
“หา??? เขาบอกพวกนายหรอ”
“ใช่...” สองแฝดว่า
“ฉันพยายามติดต่อหมอนั่นแทบตาย ทำไมเขาไม่บอกอะไรฉันเลยล่ะ”
“นี่นายไม่รู้หรอว่าทำไม” เยว่ซินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเพื่อนถามแบบนั้น
“เอ่อ...ไม่รู้”
“เห็นมั้ยอาเล่อฉันบอกนายแล้วว่าเขาไม่รู้หรอกเชื่อฉันสิฉันนั่งฟังเขาเทศมาหลายครั้งแล้ว”
“ก็ฉันเห็นว่าเขาเรียนเก่ง เลยคิดว่าเขาน่าจะรู้ไง”
“เขาเรียนเก่งก็จริง แต่เื่นี้เลเวลเขาเป็ศูนย์ไม่สิ ติดลบเลยต่างหาก”
“นายจะบอกว่าเขาซื่อบื้อเื่แบบนี้หรอ”
“เขาไม่ได้ซื่อบื้อ แต่เขาโง่”
“งั้นอาหยางก็ยิ่งแล้วใหญ่เลยน่ะสิ แบบนี้เรียกว่าโง่แพ็คคู่ชัดๆ”
“ทำไมอ่ะ”
“ก็ตอนเขามีอาการทีไร เขาก็จะเริ่มทำลายข้าวของทุกทีฉันนี่โดนลูกหลงประจำเลย”จากนั้นสองแฝดก็เงียบไปสักพักก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันว่า….
“อัลฟ่าไม่ได้ฉลาดอย่างที่คิด!!” เยว่ซินถึงกับงงเมื่อได้ยินแบบนั้น
“พวกนายพูดเื่อะไรกัน”
“นายไปคุยกับอาหยางเอาเองเถอะ”
“อ้าว...แล้วพวกนายล่ะ” สองแฝดหัวเราะออกมาอย่างมีแผนร้าย
“พวกเราจะรีบกลับบ้าน ไปดูชิ้นส่วนของโดรนที่นายให้มาไง”
“ใช่.... นี่เราโดดเรียนเพื่อหาคำตอบเื่อาวุธประดิษฐ์ให้นายเลยนะ”
“พวกนายจะโดดเรียนไปอ่านหนังสือลามกต่างหาก!!!”
“เอ๊า...ฉลาดขึ้นมาซะงั้น” สองแฝดพูดด้วยความเสียดายเมื่อถูกเยว่ซินจับได้
“นายรีบไปหาอาหยางเถอะ ดูเหมือนเขาจะกำลังเสียใจมากเลยนะ”เยว่ซินเงียบไปสักพัก
“แค่ถูกชกทำไมต้องเสียใจด้วย ฉันชกเขามาตั้งหลายครั้ง”
“เขาไม่ได้เสียใจเพราะถูกนายชกหรอกนะอาเยว่ เขาแค่กลัวน่ะ”
“กลัวอะไร??” สองแฝดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“นายจะอธิบายมั้ยอาเล่อ”
“ไม่อ่ะ เลเวลเขาติดลบขนาดนี้เขาไม่เข้าใจหรอก”
“แล้วเราจะปล่อยให้เขายืนงงในดงอัลฟ่าแบบนี้หรอ”
“อืม...คงต้องปล่อยให้เป็หน้าที่ของโชคชะตาแล้วล่ะ”เยว่ซินยิ่งฟังก็ยิ่งงง สองแฝดทำเหมือนรู้อะไรสักอย่างแต่ไม่ยอมบอกเขามันหมายความว่ายังไงกัน
“อาเยว่ นายรีบไปหาอาหยางเถอะ”
“แล้ว....พวกนายไม่มาด้วยหรอ”
“ไม่อ่ะ...อาหยางตอนโกรธน่ากลัวจะตาย ขอให้นายโชคดีละกัน”
“จริงด้วย เื่นี้สุดหล่อไม่ขอยุ่งฉันจะภาวนาให้นายปลอดภัยละกันนะอาเยว่...บ้ายบาย”แล้วสองแฝดก็ตัดการเชื่อมต่อไปอย่างไม่ใยดีเพื่อนเลยสักนิด
“อ้าว...อาเล่อ อาเล่ย!!” เยว่ซินเรียกเพื่อนด้วยความโมโหมาทำให้อยากรู้แล้วก็วางสายไปเฉยๆ เนี่ยนะ
“เห็นคัมภีร์ลามกดีกว่าเพื่อนหรือไงกัน เ้าพวกบ้า” เขาบ่นแล้วเก็บดีการ์ดของตัวเองใส่กระเป๋าก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในโบโอโทปเพื่อตามหาซวนหยางที่อาเล่อกับอาเล่ยพูดก็ถูกเวลาซวนหยางโกรธน่ากลัวมากจริงๆแต่เยว่ซินก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมแค่เื่เหลียงชุนมาขอเป็เพื่อนกับเขาซวนหยางจะต้องโกรธมากขนาดนี้ด้วย เขาไม่เข้าใจเลย
ไบโอโทป เป็สถาบันเพาะพันธุ์ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ไม้โดยเฉพาะทั้งยังเป็แหล่งผลิตพลังงานและบำบัดมลพิษทางอากาศให้กับเมืองอานทาวน์อีกด้วยใบโอโทปในมหานครเซ็นเตอร์ตั้งกระจายอยู่ทั่วไป แต่ใบโอโทปขนาดใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของแต่ละเมืองเท่านั้น
ด้านในไบโอโทปเป็สวนกว้างที่ปลูกไม้ยืนต้นพันธุ์ต่างๆเอาไว้หลายชนิด ทั้งต้นไม้พันธุ์ผสมและต้นไม้หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ไปแล้วรวมถึงพันธุ์ไม้ตามฤดูกาลหรือพันธุ์ไม้จากอณาจักรอื่นที่ต้องทดลองปลูกในสภาพอากาศที่แตกต่างกันนอกจากนี้ยังมีดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และมีศูนย์วิจัยสัตว์น้ำอยู่ในไบโอโทปนี้ด้วย
เยว่ซินวิ่งไปตามถนนปูหินที่ทอดยาวไปสู่สวนกว้างด้านในไบโอโทปท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่หลายสายพันธุ์ เขาเห็นผู้คนมากมายเดินทางมาพักผ่อนกันที่นี่บ้างก็มากับเพื่อน บ้างก็มากับคนรัก บ้างก็มากันเป็ครอบครัวใหญ่บางคนก็มาวิ่งออกกำลังกายเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ในสวน หรือไม่ก็พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นเยว่ซินมองหาซวนหยางอยู่สักพักสายตาก็ไปปะทะเข้ากับร่างสูงของเ้าอัลฟ่ายักเข้าพอดี
“ซวนหยาง!!” คนตัวสูงกว่าหยุดเดินแล้วหันกลับมามองที่ด้านหลัง จึงได้เห็นว่าเยว่ซินยืนอยู่ตรงนั้น
“ซวนหยาง เอ่อ....ฉัน”แต่เยว่ซินยังพูดไม่จบด้วยซ้ำซวนหยางก็เดินหนีไปด้วยความโกรธตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดีเขาไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้นแล้วเขาก็ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้ายอย่างเยว่ซินด้วย
“ซวนหยาง เดี๋ยวก่อน” เยว่ซินรีบวิ่งตามเขาไปด้วย หมอนี่นิสัยเสียจริงๆเมื่อไหร่จะโตเป็ผู้ใหญ่ซักที ไม่พอใจอะไรก็เอาแต่โกรธแล้วเดินหนีไม่มีเหตุผลเลยสักนิดเดียว
“ซวนหยาง หยุดนะ” เยว่ซินวิ่งตามซวนหยางจนเหนื่อยแต่ซวนหยางก็ยังไม่หยุดเดินหนีเขาซักที
“บอกให้หยุดไง!!” คนตัวเล็กกว่าคว้าที่ชายเสื้อด้านหลังเขาไว้ทำให้ซวนหยางหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเขาพอเห็นรอยช้ำที่มุมปากของซวนหยางเยว่ซินก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเขาไม่น่าไปชกซวนหยางแบบนั้นเลย
“ปล่อย” ซวนหยางพูดสั้นๆ แล้วทิ้งสายตามาที่ชายเสื้อของตัวเองเยว่ซินก็เลยเอามือกำชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นกว่าเดิมอีก
“ปล่อย”
“ไม่ปล่อย”
“นายตามฉันมาทำไม”
“แล้วนายหนีมาทำไม” ซวนหยางมองเยว่ซินด้วยความโกรธปนน้อยใจ
“ก็นายเกลียดฉันแล้วไม่ใช่หรือไง”
“เพ้อเจ้อ ฉันไปเกลียดนายตอนไหน” ซวนหยางไม่ตอบคำถามนั้นเขารู้ว่าเขาเอาแต่ใจไม่มีเหตุผล เขาก็แค่โกรธที่เยว่ซินเห็นคนอื่นดีกว่าเขา แถมยังชกเขาเพราะไอ้เวรนั่นอีกด้วย
“นายมีเพื่อนใหม่แล้วนายจะมาสนใจฉันทำไม”
“ฉันไม่ได้เป็เพื่อนกับเหลียงชุนแล้วก็จะไม่มีวันเป็ด้วย”ได้ยินแบบนั้นซวนหยางก็ยิ่งรู้สึกโกรธ
“อ๋อ...ใช่สิ ฉันลืมไปไอ้เวรนั่นมันก็ไม่ได้อยากเป็เพื่อนกับนายเหมือนกันนี่”
“ไอ้เวรไหน??”
“ก็ไอ้เหลียงชุนไง”เยว่ซินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินซวนหยางเรียกเหลียงชุนแบบนั้น
“ทำไม ไม่พอใจที่ฉันเรียกมันแบบนั้นหรือไงแค่มันมาทำดีด้วยหน่อยเดียวนายก็หลงมันแล้วใช่มั้ย”
“หา?? .... หลงบ้าอะไรของนายกันล่ะเพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว” ซวนหยางโมโหจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด
“เขาก็แค่มาขอเป็เพื่อนเท่านั้น ทำไมนายต้องโกรธด้วย”
“ไอ้เวรนั่น มันไม่ได้อยากเป็เพื่อนกับนายซักหน่อย มันชอบนายนายเข้าใจบ้างมั้ย!!” เยว่ซินถึงกับช็อคเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ชอบ...ฉันเนี่ยนะ!!!” เยว่ซินกำลังสงสัยว่าเหลียงชุนชอบเขาแบบไหนกัน...แบบเพื่อน??หรือแบบไหน?? ซวนหยางไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้โมโหขนาดนี้ยิ่งรู้ว่าจะมีคนมาแย่งเยว่ซินไปจากเขาหัวใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนจนหาความสงบไม่ได้เลยเขาไม่รู้ว่าเขาจะคลายความโกรธนี้ลงได้ยังไง เขาไม่รู้ว่าเขาเป็บ้าอะไรกันแน่
“ฉันอยากอยู่คนเดียว”ซวนหยางดึงมือเยว่ซินออกจากชายเสื้อของตัวเองแล้วเดินหนีไปอีกครั้งตอนนี้เขาไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินรีบวิ่งมาขวางหน้าเขาไว้
“เลิกบ้าซักทีได้มั้ย เื่แค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วย!!”
“เื่แค่นี้งั้นหรอ” ซวนหยางทวนคำพูดนั้นด้วยความรู้สึกเ็ปในใจ
“ไอ้เวรนั่นมันชอบนาย แล้วนายยังจะมาบอกว่าเื่แค่นี้อีกหรอ”
“อาเล่อกับอาเล่ยก็ชอบฉันเหมือนกัน นายไม่เห็นจะโกรธเลย”
“มันไม่เหมือนกันซักหน่อย”
“มันไม่เหมือนกันตรงไหน”
“ก็ตรงที่ไอ้เวรนั่นมันจีบนายไง!!”
“เขาไม่ได้จีบฉัน!!”
“ต้องรอให้โดนมันลากขึ้นเตียงก่อนใช่มั้ย นายถึงจะยอมเข้าใจ!!”
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินโมโหมากที่ได้ยินคำพูดหยาบคายแบบนั้นพวกเขาทะเลาะกันเสียงดังจนผู้คนที่มาพักผ่อนในไบโอโทปเริ่มหันมามองเยว่ซินพยายามใจเย็นเพราะถ้าหากเขาโกรธเหมือนกัน ซวนหยางก็จะยิ่งสติแตกไปกันใหญ่
“กลับกันเถอะ นายไม่ควรโดดเรียนนะ”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“ฉันปล่อยให้นายอยู่คนเดียวไม่ได้ นายกำลังโกรธอยู่”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย” เยว่ซินถอนหายใจออกมาด้วยความอดทน
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ถ้านายไปมีเื่กับคนอื่นแล้วโดนเขาฆ่าตายขึ้นมาจะทำยังไง”
“ฉันจะเป็หรือตายมันก็เื่ของฉัน!!”
“แล้วฉันจะอยู่กับใครล่ะ!!” คำพูดนั้นทำให้ซวนหยางนิ่งไปทันที
“ถ้านายตายแล้วฉันจะอยู่กับใคร” คำถามนั้นทำให้ซวนหยางถึงกับพูดไม่ออกเขาหลบสายตาเยว่ซินลงเมื่อรับรู้ได้ว่าความโกรธในใจของตัวเองดับหายไปจนแทบจะไม่เหลือแล้วซวนหยางหันหลังให้คนตัวเล็กกว่าอีกครั้ง....และบอกตัวเองว่าครั้งนี้เขาจะโกรธเยว่ซินข้ามวันให้ได้เลย
แต่...พอก้าวขาออกเดินเท่านั้นแผ่นหลังกว้างก็รู้สึกได้ถึงแรงปะทะบางอย่าง และเพียงไม่นานก็ถูกแขนเล็กๆทั้งสองข้างกอดรอบคอเอาไว้แน่น
“อาเยว่” ร่างสูงยืนนิ่งเพราะความใเมื่ออยู่ๆก็ถูกเยว่ซินะโขึ้นมาขี่หลัง
“นาย.... ทำอะไร”
“ชั่งน้ำหนักไง” เยว่ซินตอบสั้นๆ
“ฉันหนักขึ้นหรือเปล่า”
“ไม่”
“งั้นไปกินข้าวกัน ฉันเลี้ยงข้าวนายก็ได้ ไม่เก็บเงินย้อนหลังด้วย” ซวนหยางรู้ว่ากำลังถูกเยว่ซินหลอกล่อด้วยของกินอยู่แต่เขาจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด
“ลงไปเลย”
“ไม่ลง...นายมันคนทรยศ แบกฉันไปให้ถึงโซฮาร์เลย”
“คนที่ชกฉันเพื่อคนอื่นต่างหากที่ทรยศ”
“ฉันชกนายเพื่อตัวนายเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น” ซวนหยางหันมามองใบหน้าเล็กๆนั้นแล้วขมวดคิ้วมุ่น
“ชกฉันเพื่อตัวฉันเองคืออะไร ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
“นายต้องไม่เข้าใจอยู่แล้วล่ะ เพราะนายยังเด็กและไอคิวต่ำไง”
“หา??” คนโดนหลอกด่าว่าเป็เด็กโง่ถึงกับร้องออกมา
“ลงไปเลย”
“ไม่ลง”
“ลงไป”
“ไม่!!” อัลฟ่าหนุ่มถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะแบกเยว่ซินไปยืนบนสะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางสระน้ำในสวน
“ลงไป ไม่งั้นฉันจะเหวี่ยงนายลงน้ำ”
“ไม่ลง!!” เยว่ซินยืนยันหนักแน่นแล้วเอามือกอดรอบคอเขาเอาไว้แน่นก่อนจะซบใบหน้าลงไปกับไหล่ของเขา ซวนหยางขนลุกซู่ทันทีเมื่อถูกปลายจมูกเล็กๆนั้นััที่คออย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“อาเยว่!!” ซวนหยางดึงเยว่ซินออกมาจากคอของตัวเองด้วยความใแต่เพราะแรงของเขาเยอะเกินไปเลยกลายเป็ว่า เหวี่ยงเยว่ซินลงน้ำซะงั้น
“เฮ้ย!!!” ซวนหยางแหกปากร้องลั่นเมื่อเห็นเยว่ซิตกลงไปในน้ำจนเปียกทั้งตัวเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำเยว่ซินตกน้ำแต่เมื่อกี้ เขา...ใกับัันั้นจริงๆ
“ซวนหยาง ไอ้บ้า!!” เยว่ซินโผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำได้ก็ร้องด่าซวนหยางยกใหญ่พอเห็นเยว่ซินตัวเปียกเป็ลูกหมาตกน้ำแบบนั้นซวนหยางก็เลยหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและน้อยใจของเขาดูผ่อนคลายลง แทบจะไม่มีความโกรธเหลืออยู่ในใจแล้วก็คงจะเป็เหมือนกับทุกที เขาไม่มีวันโกรธเยว่ซินข้ามวันได้หรอกแค่เห็นหน้าก็หายโกรธแล้ว...ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
“ขำอะไรวะ!!”
“ก็ขำนายไง นายเหมือนลูกหมาตกน้ำเลย”
“นายสิลูกหมา รีบมาดึงฉันขึ้นไปเลย”เยว่ซินว่าพลางชี้มือไปที่สะพานก่อนจะว่ายน้ำไปตรงนั้นซวนหยางยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน ร่างสูงยิ่งพิงราวสะพานแล้วมองเยว่ซินด้วยรอยยิ้มขำ
“ฉันรู้ทันหรอก นายจะดึงฉันลงไปด้วยใช่มั้ยล่ะ”
“เื่แย่ๆ แบบนั้น เก็บไว้ให้นายทำเถอะ คนที่จิตใจเจริญแล้วอย่างฉันไม่แกล้งให้คนอื่นตกน้ำแล้วหัวเราะอย่างสบายใจแบบนั้นหรอก”ซวนหยางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนชั่วขึ้นมาทันที
“ถ้านายจะพูดขนาดนี้ นายไม่เอารองเท้าปาหัวฉันเลยล่ะ”
“ไว้ฉันขึ้นฝั่งได้ก่อนเถอะ ฉันทำแน่!!”ซวนหยางมองใบหน้าหวานละมุนนั้นแล้วหัวเราะออกมาเหมือนโดนลูกหมาขู่อยู่เลย....นี่เขาจะกลัวดีหรือเปล่า
“เอาเื่เหมือนกันนี่...เกือบจะน่ากลัวแล้วเชียวถ้านายไม่ใช่คนแคระล่ะนะ”เยว่ซินมองร่างสูงที่ยืนมีออร่าหน้าขาวใสอยู่บนสะพานไม้ด้วยความโมโหไอ้บ้านี่หยามกันเกินไปแล้ว.... คำก็แคระสองคำก็แคระ
“ระวังจะโดนคนแคระเตะปากไม่รู้ตัว” พอได้ยินแบบนั้นซวนหยางก็หัวเราะก๊ากออกมาเสียงดังลั่น
“ขานายสั้นขนาดนี้จะเตะปากฉันถึงได้ยังไง ให้ฉันคุกเข่าให้มั้ยนายจะได้เตะสะดวกขึ้น”
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินถอดรองเท้าใต้น้ำแล้วปาใส่เขาด้วยความโมโหซวนหยางแค่เอียงตัวหลบแบบสบายๆ แล้วหันมาส่งยิ้มกริ่มให้อย่างอารมณ์ดียิ่งทำให้เยว่ซินหัวร้อนขึ้นไปอีก
“นี่นายจะช่วยฉันหรือเปล่า มันหนาวนะโว้ย”
“เก่งนักก็ขึ้นมาเองสิ” เยว่ซินมองเ้าอัลฟ่านิสัยเสียด้วยความโมโหคอยดูนะเขาจะเก็บเงินที่ซวนหยางทำเขาตกน้ำให้กระเป๋าฉีกเลยบวกดอกเบี้ยแบบคนกันเองสิบเท่าด้วย แต่เยว่ซินยังไม่ได้ทำอะไรต่อด้วยซ้ำกล้ามเนื้อที่ขาก็เริ่มรู้สึกเกร็งแน่นขึ้นมาจนทำให้ร่างกายของเขาขยับไม่ได้
“ซะ....ซวนหยางขาฉัน”
“อะไร??”
“ซวน.... ซวนหยาง ขาฉันขยับไม่ได้ ช่วยด้วย!!”เยว่ซินพยายามโผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำเพื่อสูดหายใจ แต่แล้วก็จมลงไปในน้ำอีกครั้งแล้วไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย
“พอเถียงไม่ชนะก็จะแกล้งจมน้ำหรออาเยว่ ฉันไม่หลงกลลูกไม้ตื้นๆ หรอกนะ” แต่พอซวนหยางไม่เห็นเยว่ซินโผล่ขึ้นมาจากน้ำก็เริ่มรู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา
“อาเยว่....”เขามองคนตัวเล็กกว่าที่ไม่ยอมโผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำด้วยความกระวนกระวายใจ
“อาเยว่ อย่าเล่นแบบนี้นะฉันไม่ชอบ” เยว่ซินยังคงไม่โผล่ขึ้นมาจากน้ำทำให้ซวนหยางหน้าซีดไปทันที...หรือว่าเยว่ซินจะจมน้ำจริงๆ
“อาเยว่!!!” ร่างสูงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วะโลงไปในน้ำด้วยความใเขาผิดเองที่ไปแกล้งเยว่ซิน เขาไม่ควรทำแบบนั้นเลย
“อาเยว่!!!” ซวนหยางโผล่หน้าขึ้นมาแล้วร้องหาเยว่ซินด้วยความกลัวก่อนจะดำลงไปในน้ำอีกครั้งด้วยหัวใจที่เริ่มเจ็บหน่วงเต้นแรง
“อาเยว่ อาเยว่!!!” ซวนหยางดำน้ำเพื่อหาตัวเยว่ซินอยู่นาน มือของเขาเริ่มสั่นและหัวใจกำลังเต้นกระหน่ำอย่างน่ากลัวเขาหาตัวเยว่ซินไม่เจอ เขา....เขาจะทำยังไงดีถ้าหากเยว่ซินเป็อะไรไป....แล้ว...เขาจะอยู่ยังไง!!!
“ซวนหยาง”เสียงเยว่ซินดังขึ้นที่ด้านหลังทำให้ซวนหยางรีบหันกลับไปมองเขาทันที
“อาเยว่!!” ซวนหยางเห็นคนตัวเล็กกว่ากำลังยิ้มกริ่มด้วยความพอใจที่หลอกให้เขาะโลงมาในน้ำได้ในขณะที่ซวนหยางทั้งโกรธทั้งโล่งใจจนพูดอะไรไม่ออกท่าทางอึดอัดแบบนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาพันกันยุ่งเหยิงจนเยว่ซินหัวเราะออกมา
“นาย...นายหัวเราะอะไร นี่ไม่ใช่เื่ตลกนะ!!”
“ก็นายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เหมือนลูกหมาโดนทิ้งเลย”
“โจว เยว่ซิน!!”พอโดนเรียกชื่อจริงซะเต็มยศขนาดนั้น เยว่ซินก็เลยรีบหุบยิ้มทันทีดูเหมือนซวนหยางจะโกรธเขาจริงๆ ซะแล้วล่ะตอนนี้
“นายรู้มั้ยว่าฉันใมากแค่ไหน!!”
“เอ่อ.... ฉันก็แค่แกล้งนายเล่นเท่านั้นเอง” เยว่ซินบอกเบาๆ เมื่อเห็นว่าซวนหยางใจนหน้าซีดไปหมดหรือว่าเขาจะแกล้งแรงไป
“นายอยากจมน้ำนักใช่มั้ย มานี่ฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”ซวนหยางคว้าที่คอคนตัวเล็กกว่าได้ก็เลยกดเขาลงไปในน้ำด้วยความโมโห
“ซวนหยาง นายเป็บ้าหรือไง!!”เยว่ซินแทบสำลักน้ำตายเมื่อโดนซวนหยางกดลงไปใต้น้ำแบบนั้น
“เป็ไง จมน้ำสนุกมั้ย!!”
“สนุกบ้านป้านายสิ ลองจมน้ำดูบ้างมั้ยล่ะ!!”แล้วเยว่ซินก็ะโเข้าไปกดซวนหยางลงน้ำเหมือนกันร่างสูงรีบโผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำแล้วจับที่ต้นคอของเยว่ซินไว้
“หยุดนะ นายจะฆ่าฉันหรือไง” คนตัวเล็กกว่ารู้ว่าจะโดนเขากดลงน้ำอีกครั้ง ก็เลยพลิกตัวขึ้นไปขี่หลังเขาแล้วเอามือกอดรอบคอของเขาไว้แน่นแถมยังเอาขาเกี่ยวรอบเอวเขาไว้ไม่ยอมปล่อยอีก
“ทะ...ทำอะไรของนายอีกเนี่ย”ซวนหยางร้องทั้งใบหน้าแดงเข้มเมื่อโดนร่างน้อยเปียกชุ่มนั้นกอดแนบชิดไปทั่วทั้งตัว
“ก็นายจะกดฉันลงน้ำ”
“แล้วใครใช้ให้นายเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นนายรู้มั้ยว่าฉันกลัวมากขนาดไหน” เยว่ซินเงียบไปเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ก็.... ใครอยากให้นายเอาแต่โกรธแล้วไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรเลย”
“นายก็บอกมาสิ ฉันจะได้เข้าใจ”
“พาฉันขึ้นฝั่งก่อน มันหนาว” เยว่ซินว่าพลางชี้มือไปที่สะพาน ซวนหยางก็เลยหันกลับมามองเขา
“ฉันไม่ใช่เรือของนายซักหน่อย นายก็ว่ายน้ำเป็เหมือนกันว่ายขึ้นฝั่งไปเองสิ”
“ไม่...นายเป็คนทำให้ฉันตกน้ำ นายต้องรับผิดชอบ”
“เดี๋ยวนายก็เก็บเงินฉันย้อนหลังอยู่ดีฉันถือว่าฉันรับผิดชอบด้วยดอกเบี้ยแบบคนกันเองละกัน” เยว่ซินถึงกับหน้าแดงเข้มเมื่อได้ยินแบบนั้นหมอนี่เป็ลูกหนี้ประเภทไหนกันนะรู้ว่าโดนโกงแล้วยังจะยอมจ่ายอีก
“พูดมาก รีบๆไปซักทีมันหนาว”ร่างสูงยิ้มออกมาแล้วพาคนตัวเล็กกว่าว่ายน้ำเข้าหาฝั่งพอถึงความลึกที่เท้าของซวนหยางสามารถยืนบนพื้นได้โดยไม่จมน้ำเขาก็เลยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเยว่ซินะโลงมาจากหลังของซวนหยางแต่เพราะความสูงที่ห่างกันอยู่มากเยว่ซินก็เลยจมน้ำไปอีกรอบ
“แค่ก!! มันยังไม่ถึงฝั่งเลยนี่”
“ก็มันไม่ลึกแล้ว” ซวนหยางว่าพลางหิ้วคอเสื้อเยว่ซินขึ้นมาให้พ้นน้ำ
“แต่มันท่วมหัวฉัน”
“ช่วยไม่ได้.... นายอยากเตี้ยเอง” คนโดนกล่าวหาว่าเตี้ยเม้มปากบางด้วยความขัดใจเขาไม่ได้เตี้ยซักหน่อย ซวนหยางนั่นแหละที่สูงเกินไป
“ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับไปเรียน”
“ไปในสภาพนี้เนี่ยนะ”
“สภาพไหนฉันก็เรียนได้ทั้งนั้น” ว่าแล้วเยว่ซินก็จะว่ายน้ำขึ้นฝั่งซวนหยางก็เลยคว้าที่เอวของเขาเอาไว้ เยว่ซินรีบยกมือดันอกกว้างด้วยความใเมื่อถูกเขาดึงเข้าไปใกล้โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
“นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย”
“เื่อะไร”
“ก็เื่เหตุผลที่นายชกฉันเพื่อคนอื่นไง” คนตัวเล็กกว่ามองรอยช้ำที่มุมหยักรั้งนั้นด้วยความรู้สึกผิดเขาไม่ได้ตั้งใจจะชกซวนหยางจริงๆเขาแค่ไม่อยากให้ซวนหยางพลั้งมือฆ่าเหลียงชุนตายก็เท่านั้นเอง
“ฉันไม่ได้ชกนายเพื่อช่วยเหลียงชุนฉันแค่ไม่อยากให้นายโกรธจนสติหลุดแล้วพลั้งมือฆ่าคนอื่นตาย ฉันแค่อยากให้นายมีอนาคตที่ดีและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” ซวนหยางเงียบไปเมื่อได้ฟังเหตุผลของเยว่ซินคนตัวเล็กกว่ามองเขาด้วยความรู้สึกผิดยิ่งเห็นมุมปากหยักรั้งมีรอยฟกช้ำเพราะหมัดของตัวเองเยว่ซินก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
“นาย.....เจ็บมากหรือเปล่า”
“ไม่ได้เจ็บตรงนั้น”
“แล้วนายเจ็บตรงไหน”
“ตรงนี้” ซวนหยางจับมือเล็กๆ ของเยว่ซินมาวางลงบนอกของเขาแล้วมองใบหน้าแดงเรื่อนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บมุมปากตรงที่โดนชกเลยสักนิดแต่หัวใจของเขาเจ็บเพราะเยว่ซินชกเขาเพื่อคนอื่นต่างหาก
“เอ่อ.... ฉันขอโทษด้วยละกัน ฉันแค่ไม่อยากให้นายทำร้ายคนอื่นเท่านั้นเอง”เยว่ซินบอกซวนหยางแล้วรีบดึงมือของตัวเองกลับมาจากอกกว้างของเขาเพราะความอายเลยทำให้เยว่ซินปล่อยฟีโรโมนกลิ่นดอกไม้ออกมาอย่างไม่รู้ตัวอัลฟ่าหนุ่มสูดจมูกเบาๆ เมื่อััได้ถึงกลิ่นกายหอมกรุ่นที่เขาคุ้นเคยเขาทำให้เยว่ซินอายอีกแล้วหรอ นอกจากเขาแล้ว....เยว่ซินจะอายเพราะคนอื่นหรือเปล่าเขาอยากรู้จริงๆ
“อาเยว่ ตอนนายอยู่ใกล้เหลียงชุนนายอายมั้ย”
“หา?? ทำไมต้องอายด้วย”เยว่ซินถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ตอบมาเถอะน่า”
“ไม่”
“แล้วฉันล่ะ” คำถามนั้นทำให้กลิ่นฟีโรโมนของเยว่ซินหอมฟุ้งขึ้นมาอีกครั้งซวนหยางมองใบหน้ามอมแมมรกหนวดเครานั้นด้วยรอยยิ้มถึงแม้จะรู้คำตอบแล้วแต่เขาก็อยากให้เยว่ซินยอมรับออกมาตรงๆ อยู่ดี
“คำตอบล่ะ”
“เอ่อ....ก็....ไม่” เยว่ซินตอบเบาๆ แล้วหลบสายตาของเขาลง
“ไม่ได้อายแล้วทำไมฉันได้กลิ่นนายอีกแล้ว”
“มันเป็เพราะ”
“ความไว้ใจ” ซวนหยางตอบให้ซะเองทำเอาเยว่ซินถึงกับพูดไม่ออกคนตัวสูงกว่าถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วมองใบหน้าหวานละมุนแดงเรื่อนั้นด้วยความเป็ห่วง
“อาเยว่ตระกูลเหลียงในพาราไดซ์นับเป็ตระกูลอัลฟ่าเืบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่มากพวกเขาเป็เ้าของธุรกิจพลังงานเกือบครึ่งในอณาจักรใหญ่แถมยังทำการค้าพลังงานกับเซ็นเตอร์ด้วย ทั้งร่ำรวยมีอำนาจและอันตรายฉันอยากให้นายระวังตัวเอาไว้”
“ระวังตัวเื่อะไร ฉันไม่ได้มีเื่บาดหมางใจกับตระกูลเหลียงซักหน่อย”ซวนหยางถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ฉันไม่ได้หมายถึงเื่บาดหมางใจแต่เพราะไอ้เวรนั่นมันมาผูกชะตากับนายต่างหาก”พอนึกถึงเื่เมื่อเช้าซวนหยางก็เริ่มโมโหขึ้นมาอีกครั้งเยว่ซินยังไม่ได้คำตอบเลยว่าการผูกชะตาคืออะไรแต่เขาคิดว่าน่าจะไม่ใช่เื่ที่ดีกับตัวเขาเท่าไหร่เพราะซวนหยางดูเหมือนจะไม่ชอบใจเอาซะเลย แต่ถ้าจะให้เขาใช้สมองอันชาญฉลาดลองเดาดูเขาคิดว่าการผูกชะตาน่าจะเป็การถูกอัลฟ่าหมายหัวซะมากกว่า
“นายไม่ต้องกังวลที่ฉันโดนเหลียงชุนหมายหัวหรอกนะ ฉันชินซะแล้วฉันรู้ว่าเหลียงชุนเกลียดฉัน ฉันจะระวังตัวไม่ไปมีเื่กับหมอนั่นนายไม่ต้องห่วงหรอก”
“หมายหัวงั้นหรอ??”
“ก็การผูกชะตา คือการหมายหัวไม่ใช่หรอ” ซวนหยางถอนหายใจออกมาเบาๆเขารู้ว่าเยว่ซินไม่รู้เื่การผูกชะตาแต่แค่แกล้งทำเป็รู้เพราะเหตุผลบางอย่างเท่านั้นเองเขาควรจะอธิบายเ้าอัลฟ่าแคระจะได้รู้ตัวซะที
“อาเยว่ การผูกชะตาไม่ใช่การหมายหัวแต่เป็การดับจิตสังหารด้วยความรู้สึก” คนตัวเล็กทำหน้างง
“ก็มนุษย์บนโลกของเรามีสามเผ่าพันธุ์ใช่มั้ยแล้วแต่ละเผ่าพันธุ์ก็จะมีพละกำลังกับระดับความแข็งแกร่งของร่างกายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอัลฟ่าเองก็เช่นกัน โดยธรรมชาติแล้วอัลฟ่าจะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยการรับกลิ่นหรือััถึงจิตสังหารแล้วความรุนแรงของจิตสังหารก็มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ รวมถึงการสืบทอดยีนมาจากบรรพบุรุษอัลฟ่าที่ไม่มีจิตสังหารเลยก็มี แต่โดยส่วนมากแล้วจะมีขึ้นอยู่กับว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง”
“แล้ว...จิตสังหารเกี่ยวอะไรกับการผูกชะตากันล่ะ”เยว่ซินถามซวนหยางอย่างอดไม่ได้ เขาอยากรู้เื่ของอัลฟ่าที่เขาไม่เคยรู้ก็เลยเผลอถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เวลาที่ฉันกับเหลียงชุนสู้กัน นายรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า”
“อ๋อ...ใช่ รู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออกอาเล่อกับอาเล่ยก็เป็เหมือนกัน”
“นั่นเพราะว่านายมีจิตสังหารที่อ่อนแอกว่าฉันกับเหลียงชุนยังไงล่ะ”
“แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับการผูกชะตา”
“อัลฟ่าจะไม่ปล่อยจิตสังหารออกมาเพื่อกดดันคนที่เราผูกชะตาด้วย ถึงแม้ว่านายจะรู้สึกอัดอัดแต่นายก็จะไม่มีอันตรายจากจิตสังหารนั้นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งมากๆ อย่างอามินสามารถทำให้คนธรรมดาอย่างเบต้าหรือโอเมก้าตายเพราะจิตสังหารได้ดังนั้น...อัลฟ่าจึงผูกชะตาของตัวเองเอาไว้กับคนที่เรารู้สึกดีด้วยเพื่อปกป้องคนๆนั้นจากจิตสังหารของตัวเอง”เยว่ซินอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาอ่านเื่ของอัลฟ่ามาตั้งมากมาย แต่ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อนเลย
“อัลฟ่าในเซ็นเตอร์ไม่มีจิตสังหารที่รุนแรงเพราะส่วนมากแล้วพวกเขาเป็ลูกครึ่งที่อาจจะมีพ่อหรือแม่เป็เผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่อัลฟ่าด้วยกันมีแต่อัลฟ่าเืบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะมีจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนั้นได้”เยว่ซินมองซวนหยางแล้วนิ่งไป เขาอยากรู้ว่าซวนหยางทำแบบนั้นกับเขาด้วยหรือเปล่า
“แล้ว...นาย”
“ฉันทำไม”
“นายเอ่อ...นายได้ผูก...เอ่อ...ผูก” เยว่ซินหยุดคำพูดของตัวเองเอาไว้แค่นั้นเขาไม่กล้าถามซวนหยางว่าได้ผูกชะตากับเขาเหมือนที่เหลียงชุนทำหรือเปล่าแล้วถ้าผูกซวนหยางเลือกผูกแบบไหน เยว่ซินหน้าแดงเข้มขึ้นมาเพราะความอายนี่เขากำลังอยากรู้เื่บ้าอะไรกันเนี่ย
“ฉันทำไมหรอ”
“เอ่อ....เปล่าๆ ไม่มีอะไร” เยว่ซินหลบสายตาคมกล้านั้นลงเพราะความอายกลิ่นฟีโรโมนหอมกรุ่นที่กำลังฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งร่างกายที่เปียกชุ่มนั้นทำให้ซวนหยางนึกรู้ว่าเยว่ซินอยากจะถามอะไรเขาเพียงแค่ยิ้มให้ใบหน้าแดงเรื่อของเยว่ซินแล้วรอให้คนตรงหน้าถามเขา
“ว่าไง นายอยากรู้อะไรอีก”
“เอ่อ...ฉันอยากรู้ว่าการผูกชะตาแบบที่สามคืออะไรเมื่อเช้าเหลียงชุนบอกว่าเลือกแบบที่สามให้ฉัน”ซวนหยางขบกรามแน่นเมื่อนึกถึงคำพูดนั้น ก่อนจะตัดสินใจบอกเยว่ซินออกไปตรงๆ
“หนึ่งครอบครัว สองมิตรสหาย สามคนรัก”
“อ๋อ...แบบที่สามคือคนรักเองหรอกหรอ” เยว่ซินพยักหน้าเข้าใจ แต่พอมาคิดดูให้ดี
“ห๋า!!!! คะ...คน...คนรัก หมายถึง...ฉันเนี่ยนะ!!!” เยว่ซินแหกปากร้องลั่นเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าโดนเหลียงชุนจีบมาเมื่อเช้านี่เอง ซวนหยางมองใบหน้าอึ้งๆ งงๆของเยว่ซินด้วยความขัดใจ เพิ่งจะรู้ตัวหรือไงว่าโดนผู้ชายจีบมา
“นาย...อย่ามาพูดมั่วๆ นะ เขาจะมารู้สึกแบบนั้นกับฉันได้ยังไงเขาเกลียดฉันจะตายไป”
“ไอ้เวรนั่นมันไม่ได้เกลียดนาย” ซวนหยางพูดเสียงเข้มเขารู้ว่าเหลียงชุนไม่ได้เกลียดเยว่ซินเพียงแต่ไม่ชอบที่เยว่ซินเป็ผู้ชายแค่นั้นเอง
“นายก็เห็นว่าหมอนั่นตามรังแกฉันมาตั้งสี่ปีถ้าไม่เรียกเกลียดแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
“นี่นายไม่สังเกตุเลยใช่มั้ย ที่มันตามรังแกนายเพราะมันชอบนายต่างหาก”เยว่ซินถึงกับพูดไม่ออก ตามชกคนที่ตัวเองชอบเนี่ยนะ ตรรกะแบบไหนกันวะ!!
“ฉันว่านายคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ หมอนั่นจะมาชอบฉันได้ยังไง ฉันเป็ผู้ชาย”
“ผู้ชายแล้วยังไง”
“ก็.... อัลฟ่าเืบริสุทธิ์ส่วนมากแล้วก็ต้องแต่งงานกับอัลฟ่าเืบริสุทธิ์ด้วยกันถึงจะรักษาความบริสุทธิ์ของตระกูลเอาไว้ได้ไม่ใช่หรอหมอนั่นอวดเบ่งว่าตระกูลของตัวเองยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แล้วจะมาชอบคนอย่างฉันได้ยังไง”
“ทีนี้ก็รู้เหตุผลแล้วใช่มั้ย”
“เหตุผลอะไร??”
“ก็ที่ไอ้เวรนั่นมันตามแกล้งนายเพราะว่ามันชอบนายแต่นายดันเป็ผู้ชายยังไงล่ะ” เยว่ซินถึงกับพูดไม่ออก
“นายจะบอกว่า ที่เขาแกล้งฉันเพราะว่าเขาอยากให้ฉันเป็ผู้หญิงเอ่อ...หรือหมายถึงไม่อยากให้ฉันเป็ผู้ชายงั้นหรอ”
“ถ้านายเป็ผู้หญิงป่านนี้มันลากนายกลับพาราไดซ์ไปแล้ว”คนโดนหมายหัวถึงกับหน้าซีดไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น
“อัลฟ่าเืบริสุทธิ์ต้องแต่งงานกับอัลฟ่าด้วยกันเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเืเอาไว้เหลียงชุนอาจจะไม่ได้รักคนที่แต่งงานด้วยแต่มันก็ต้องแต่งเพื่อมีทายาทสืบทอดตระกูล การที่มันผูกชะตากับนายแปลว่ามันดึงดันที่จะทำให้นายเป็ของมันให้ได้ถ้านายยอมนายก็มีแต่จะต้องไปอยู่ในฐานะของ......” ซวนหยางหยุดคำพูดเอาไว้แค่นั้นแค่เขาคิดว่าเหลียงชุนจะทำอะไรกับเยว่ซินบ้างเขาก็โกรธจนแทบจะควบคุมสติตัวเองไม่ได้แล้ว
เยว่ซินรู้ว่าซวนหยางหมายถึงอะไรแต่เขาไม่ได้สนใจว่าเหลียงชุนจะผูกชะตากับเขาแบบไหนเขากำลังอยากรู้ว่าซวนหยางที่เป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์เหมือนกันคิดยังไงต่างหากถ้าหากเป็ซวนหยางเขาจะเลือกตระกูลหรือว่า.....ความรัก
“ถ้าฉันยอม งั้นหรอ” เยว่ซินทวนคำพูดของซวนหยางด้วยความรู้สึกเ็ปในใจ
“นายหมายถึง ฉันต้องยอมไปเป็.... เขาเรียกอะไรนะ นายบำเรอ เมียน้อยหรือเครื่องระบายความใคร่ ของพวกอัลฟ่าใช่มั้ย” ซวนหยางเงียบไปเมื่อได้ยินแบบนั้น
“เพราะว่าฉันไม่ได้แข็งแกร่ง ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในพาราไดซ์เหมือนพวกนาย ฉันก็เลยต้องยอม...งั้นหรอ”
“เอ่อ...อาเยว่...ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นฉันก็แค่ไม่อยากให้นายต้องเสียใจเพราะเหลียงชุนเท่านั้นเอง”เยว่ซินก้มหน้าลงเมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองอยากจะร้องไห้ขึ้นมา
“นายคิดถึงแต่สิ่งที่เหลียงชุน้าแต่นายไม่ถามฉันสักคำว่าฉันรู้สึกยังไง”
“งั้นนายก็บอกฉันมาสิ” เยว่ซินมองดวงตาคมกล้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกน้อยใจ
“ฉันจะไม่บอกอะไร กับคนโง่อย่างนายทั้งนั้น”พูดจบเยว่ซินก็แกะมือของซวนหยางออกไปจากเอวเพื่อว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่งแต่เหมือนกับว่ากำลังแกะปลอกเหล็กอยู่เลย
“ซวนหยาง ฉันจะกลับโซฮาร์”
“ฉันไม่ให้ไป นายตามมาง้อฉันไม่ใช่หรือไง จะรีบไปไหนฉันยังไม่หายโกรธเลย”
“ไม่หายโกรธก็ไปตายซะ” เยว่ซินตีน้ำใส่หน้าเขาด้วยความโมโหเขาไม่เคยเห็นอัลฟ่าคนไหนโง่เท่าซวนหยางมาก่อนเลยเขาไม่อยากพูดกับคนโง่อย่างซวนหยางอีกแล้ว อยากจะเข้าใจผิดยังไงก็เชิญ
“ซวนหยาง ปล่อยฉัน” เยว่ซินพยายามแกะมือของซวนหยางออกจากเอวของตัวเองทำให้ซวนหยางยิ่งขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกคนตัวเล็กกว่ารีบยกมือดันที่อกกว้างของเขาเอาไว้ก่อนที่เขาจะเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้
“นาย...จะทำอะไร”
“นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่านายคิดยังไงกับไอ้เวรนั่น”
“ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น” ซวนหยางมองใบหน้าหวานละมุนนั้นอย่างจริงจัง
“แล้วนายไว้ใจมันหรือเปล่า”
“หา??” เยว่ซินไม่เข้าใจว่าทำไมซวนหยางถึงถามแบบนั้น
“นายไว้ใจเหลียงชุนเหมือนที่ไว้ใจฉันมั้ย”
“เอ่อ....ไม่”
“แปลว่าไอ้เวรนั่นจะไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของนายใช่มั้ย”คำถามนั้นทำเอาเ้าของฟีโรโมนถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าแดงเข้มของเยว่ซินเหมือนจะเป็คำตอบให้ซวนหยางได้ดีกว่าเสียงพูดซะอีก
“ก็นายบอกเองว่าที่ฉันได้กลิ่นนายอยู่คนเดียว เป็เพราะ...ความไว้ใจ”
“ก็.....ใช่” ซวนหยางมองคนตัวเล็กกว่าด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจ เขาไม่อยากให้ใครได้กลิ่นเยว่ซินเลยเขากลัวว่าเขาจะไม่ใช่คนพิเศษของเยว่ซินอีกต่อไป
“อาเยว่.... นายอย่ารับไมตรีจากเหลียงชุนเลยนะ ไม่ว่าจะเป็แบบไหนก็ช่างแม้แต่ความเป็เพื่อนก็ไม่ได้”
“ทำไม”
“ฉันไม่อยากให้ใครเป็คนพิเศษของนายนอกจากฉัน” เยว่ซินเงยหน้ามองซวนหยางด้วยความใที่ซวนหยางพูดหมายความว่ายังไงกัน ทั้งคู่สบตากันอยู่ตรงนั้นจนซวนหยางได้กลิ่นฟีโรโมนที่หอมกรุ่นของเยว่ซินอย่างชัดเจน
“ฉันไม่อยากให้นายใจดีกับคนอื่นฉันไม่อยากให้นายดูแลใคร นายจะมองว่าฉันเป็คนเห็นแก่ตัวก็ได้ฉันแค่อยากให้นายใจดีกับฉันแค่คนเดียว”ดวงตาของเยว่ซินที่มองเขาเต็มไปด้วยความหวั่นไหวแต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไงกันแน่เขาไม่กล้าคาดเดาสายตาของเยว่ซิน เพราะว่าเขา....ไม่คู่ควร
“เอ่อ...ฉันหมายถึง ถ้านายไปดูแลเพื่อนใหม่แล้วใครจะทำกับข้าวให้ฉันกินล่ะ”
“หา??” เยว่ซินถึงกับปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
“นาย....ก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินอาหารที่หุ่นยนต์ทำ”
“นี่นายคิดถึงแต่เื่กินหรือไง!!” เยว่ซินร้องออกมาด้วยความโมโหเมื่อรู้ว่าซวนหยางเห็นเขาเป็แค่หม้อหุงข้าวเท่านั้นเอง
“เปล่า...ไม่ใช่แค่เื่กินเท่านั้นนะ ยังมีเื่ซักผ้ากับเื่ทำงานส่งศาสตราจารย์ด้วยไหนจะเื่จิปาถะอีกตั้งหลายเื่เช่น ถ้าฉันโดนจับใครจะไปประกันตัวฉันถ้าฉันมีแผลใครจะทายาให้ฉันแล้วถ้าฉันเอาเงินไปซื้อคัมภีร์เบิกเนตรหมดฉันจะไปยืมเงินใครถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าที่พักแล้วจะไปนอนที่ไหนกันล่ะ” เยว่ซินถึงกับพูดไม่ออก
“เพราะฉะนั้น นายจะทิ้งฉันไปมีเพื่อนใหม่ไม่ได้หรอกนะนายต้องดูแลฉันเพราะว่าฉันยังเด็กแล้วก็โง่ด้วย”
“ทีนี้ก็สบายใจได้แล้วใช่มั้ย”
“ทำไม??” เยว่ซินมองร่างสูงตรงหน้าด้วยความโมโห
“เหลียงชุนจะมาแทนที่คนชั่วอย่างนายได้ยังไงมีแต่คนไร้ยางอายอย่างนายเท่านั้นแหละที่จะใช้งานฉันเหมือนทาสแบบนี้”
“ใครเป็ทาสใครกันแน่ ฉันต่างหากที่เป็ทาสดอกเบี้ยแบบคนกันเองของนาย”
“แล้วนายจ่ายทำไมล่ะ”
“ก็....ก็ฉันยังเด็กแล้วก็โง่ด้วยไง ถึงได้ถูกนายโกงเอาง่ายๆ”เยว่ซินมองดวงตาวาววับของคนที่บอกว่าตัวเองยังเด็กและโง่ด้วยความสงสัยดูยังไงซวนหยางก็ไม่เหมือนเด็กหรือว่าคนโง่เลยสักนิดเดียว
“หน้าตาแบบนั้นแปลว่าอะไร”
“แปลว่าปล่อยฉันแล้วไสหัวไปให้พ้นซะที”
“เหอะ...ไม่รู้ล่ะ นายห้ามไปยุ่งกับไอ้เวรนั่นอีก ไม่งั้นครั้งหน้าฉันฆ่ามันตายจริงๆด้วย” เยว่ซินนิ่งไปเมื่อได้ยินแบบนั้นเขารู้ว่าซวนหยางพูดจริงถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้เหตุผลที่ซวนหยางไม่ชอบเหลียงชุนก็ตาม
“คำตอบล่ะ” คนตัวเล็กกว่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะแกะมือของซวนหยางออกจากเอวอีกครั้ง ตอนนี้เขาหนาวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว เขาไม่มีอารมณ์จะไปทะเลาะกับซวนหยางหรอก
“นายยังไม่ได้ตอบคำถามเลยนะ” เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วยกมือกอดอกตัวเองเอาไว้
“ถ้าตอบแล้วจะยอมให้ขึ้นจากน้ำใช่มั้ย” ซวนหยางพยักหน้าเบาๆเยว่ซินก็เลยมองเขาแล้วตัดสินใจพูดออกมา
“ไม่ว่าจะเหลียงชุนหรือใครก็มาแทนที่นายไม่ได้ทั้งนั้นแค่ดูแลนายคนเดียวฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้วนายจะให้ฉันเอาเวลาที่ไหนไปดูแลคนอื่น”
“แปลว่านายจะไม่ทิ้งฉันไปหามันใช่มั้ย”
“ฉัน...จะทิ้งนายไปได้ยังไง ก็นายติดหนี้ฉันอยู่” ซวนหยางหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเหตุผลสุดพิลึกขนาดนั้นรอยยิ้มที่เปล่งประกายของซวนหยางทำให้เยว่ซินถอนหายใจออกมาเบาๆดูเหมือนเ้าอัลฟ่ายักจะเลิกบ้าแล้วสินะ
“ซวนหยาง ไปกันเถอะ” เยว่ซินบอกเขาแล้วยกมือกอดอกเอาไว้
“นายหนาวหรอ”
“อื้อ” คนตัวเล็กกว่าตอบทั้งใบหน้าซีดเซียวพอได้ยินแบบนั้นซวนหยางก็เลยคว้าตัวเยว่ซินมากอดไว้แล้วพาเขาเดินขึ้นไปจากน้ำ
“ซวนหยาง ฉัน...เดินเองได้!!”คนตัวเล็กกว่าแหกปากร้องลั่นเมื่อโดนซวนหยางอุ้มเอาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเยว่ซินอายมากจนหน้าแดงซ่านไปหมด ซวนหยางอุ้มเขาด้วยแขนเพียงข้างเดียวเหมือนเขาเป็เด็กเลยยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็คนแคระเข้าไปใหญ่คนตัวสูงกว่ายิ้มออกมาเมื่อได้กลิ่นฟีโรโมนที่หอมกรุ่นเพราะความอายเขาก็เลยวางเยว่ซินลงบนทางเดินปูหินจากนั้นก็เดินไปหยิบเสื้อตัวนอกของเขาที่สะพานแล้วเดินกลับมา
“เอา...ใส่ซะ เดี๋ยวนายป่วยขึ้นมา อาเล่อกับอาเล่ยจะหาว่าฉันรังแกคนแคระ”พอโดนแขวะเื่ความสูงเยว่ซินก็เลยปัดเสื้อในมือเขาออก
“ฉันไม่ได้แคระ แล้วฉันก็ไม่ได้ป่วยง่ายๆด้วย”
“อย่าดื้อ ถ้านายป่วยขึ้นมาใครจะทำกับข้าวให้ฉันกิน”ซวนหยางดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามาใกล้แล้วเอาเสื้อคลุมตัวใหญ่นั้นมาใส่เขาให้ เยว่ซินรู้สึกอุ่นขึ้นมาทันทีเขายกมือกอดอกเอาไว้แล้วมองซวนหยางที่เปียกไปทั้งตัวด้วยความเป็ห่วงร่างสูงยิ้มออกมาเมื่อเห็นสายตานั้น
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เป็อะไรหรอกเพราะฉันไม่ใช่คนแคระ”
“ไปตายซะ” คนตัวเล็กว่าแล้วยกขาถีบเขาด้วยความโมโหซวนหยางก็เลยเอามือคว้าเท้าของเยว่ซินไว้จากนั้นทั้งคู่ก็หันไปมองหน้ากันเมื่อเพิ่งจะนึกออกว่ารองเท้าอีกข้างของเยว่...หายไปซะแล้ว
“เฮ้ย....รองเท้าของฉันล่ะ”
“สมน้ำหน้า นายอยากปารองเท้าใส่ฉันทำไม”
“นายนั่นแหละที่ผิด” เยว่ซินดึงเท้าของตัวเองกลับมาแล้วต่อว่าเขาด้วยความโมโหเพราะซวนหยางคนเดียวเลยรองเท้าของเขาลอยน้ำหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“คอยดูนะ ฉันจะเก็บเงินค่ารองเท้าสิบเท่า บวกดอกเบี้ยสิบเท่า ทั้งค่านายทำฉันตกน้ำค่าโดดเรียน ค่าหนาว ค่าเหนื่อย ค่าอารมณ์เสีย ค่าพูดมาก แล้วก็ค่า....”
“ตกลงๆ ฉันจะจ่ายให้นายทั้งหมดเลย บวกดอกเบี้ยแบบคนกันเองด้วย แต่ตอนนี้มาคิดเื่รองเท้าของนายก่อนดีมั้ย”เยว่ซินมองรอยยิ้มกวนประสาทนั้นด้วยความขัดใจ
“ทางออกอยู่ตั้งอีกไกล ในไบโอโทปก็มีแต่ต้นไม้ ไม่มีที่ให้นายซื้อรองเท้าหรอกนะ”
“งั้นนายก็มานี่เลย” เยว่ซินกวักมือเรียกซวนหยางคนตัวสูงกว่าก็เลยเดินเข้ามาใกล้เขาพลางทำหน้างง
“ย่อลง”
“ย่อทำไม??”
“อย่าถามมากจะได้มั้ย” ซวนหยางย่อตัวลงตามที่เยว่ซินบอกเขาเห็นคนแคระะโเหย่งๆ เขย่งเท้าเข้ามาหาเขาแล้วก็ปีนขึ้นมาขี่หลังเขาเอาดื้อๆเลย อัลฟ่าหนุ่มหัวเราะออกมาเมื่อเข้าใจแล้วว่าเยว่ซินให้เขาย่อตัวลงทำไม
“ขำอะไร"
"ก็ขำคนแคระไง เกิดมาขาสั้นก็ลำบากเหมือนกันนะเนี่ย"เยว่ซินขมวดคิ้วด้วยความขัดใจหมอนี่นิสัยเสียชะมัดชอบล้อเลียนเื่ความสูงของคนอื่นเขาอยู่ได้ซวนหยางแอบมองใบหน้าบึ้งตึงนั้นแล้วยิ้มออกมา
"ยิ้มอะไร แบกฉันไปซื้อรองเท้าที่ชิพสโตร์เลย”
“ชิพสโตร์อยู่ตั้งไกล นายตัวหนักขนาดนี้หลังฉันคงหักก่อนพอดี”ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ซวนหยางก็เริ่มแบกเยว่ซินออกเดินไปตามถนนปูหินในไบโอโทป เพราะเปียกไปทั้งตัวเลยทำให้ซวนหยางรู้สึกหนาวนิดหน่อยเห็นแบบนั้นเยว่ซินก็เลยเอามือกอดรอบคอของเขาเอาไว้คนตัวสูงกว่ารู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่เยว่ซินมีต่อเขา
ั้แ่แม่ของเขาจากไปก็ไม่เคยมีใครกอดเขาอีกเลยเขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวกักขังตัวเองไว้กับความทุกข์และความแค้นจนได้มาเจอกับเยว่ซินสำหรับเขาแล้วเยว่ซินเป็เหมือนเครื่องรางเป็เหมือนแสงสว่างในชีวิตที่ดำมืดของเขา เขาจึงไม่อยากยกเยว่ซินให้ใครทั้งนั้นต่อให้ต้องกลายเป็คนเห็นแก่ตัว เขาก็จะไม่มีวันยกเยว่ซินให้ใครเด็ดขาด
“ซวนหยาง คิดอะไรอยู่หรอ” คนตัวเล็กกว่าถามขึ้นเมื่อเห็นว่าซวนหยางเงียบไป
“คิดถึง ครั้งแรกที่เจอกันกับนายไง ตอนนั้นฉันก็แบกนายไว้แบบนี้เหมือนกัน”
“อ๋อ...นั่นสินะ” เยว่ซินหัวเราะออกมาเบาๆตอนนั้นเขาถูกฮอร์โมนอัลฟ่าเล่นงานจนขยับตัวไม่ได้ซวนหยางก็เลยต้องแบกเขาเอาไว้ทั้งๆ ที่ตัวของเขาเต็มไปด้วยขยะแล้วก็พาเขามาที่บังเกอร์ จากนั้นเขากับซวนหยางก็เป็เพื่อนกัน กินข้าวด้วยกันนอนด้วยกัน ไปเรียนด้วยกันตีกันเป็บางครั้งแต่ก็หัวเราะและร้องไห้ด้วยกันมาโดยตลอด
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว นานเหมือนกันนะเนี่ย” เยว่ซินว่า
“ใช่.... นานจนฉันลืมไปเลยว่าเคยอยู่คนเดียว” ซวนหยางพูดแล้วยิ้มออกมาเขามีเยว่ซินคอยดูแลอยู่ข้างๆ จนชินซะแล้วเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของเขาที่ไม่มีเยว่ซินจะเป็ยังไง
"นี่ ซวนหยาง นายว่ามันแปลกมั้ย"
"เื่อะไร??"
"ก็เื่ฉันกับนายไง ประชากรในเซ็นเตอร์มีตั้งไม่รู้กี่ร้อยล้านคนทำไมฉันกับนายถึงมาเจอกันได้ล่ะ"
"อืม..." ซวนหยางก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันวันนั้นที่เขากับเยว่ซินเจอกันเป็ครั้งแรก อะไรดลใจให้เขาไปที่ตรอกท้ายเมืองกันนะ
“อาจจะเป็เพราะ โชคชะตาก็ได้มั้ง นายเชื่อเื่โชคชะตาหรือเปล่าล่ะ”
“มันเป็เื่ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ไม่ใช่หรอ”
“มันก็ใช่"
"แล้วนายล่ะเชื่อหรือเปล่า"เยว่ซินถามพลางโผล่หน้าข้ามไหล่กว้างมารอฟังคำตอบท่าทางน่ารักแบบนั้นทำให้ซวนหยางยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“เอ่อ...ไม่รู้สิแต่แม่ของฉันเคยบอกว่า การที่เราได้พบกับใครสักคนมันเป็เื่ของโชคชะตาฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่ามันยังเป็เื่แปลกที่หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้...แล้วนายล่ะเชื่อเื่โชคชะตามั้ย”
“ฉันเชื่อนะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็เื่ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ก็เถอะ”เยว่ซินตอบแล้วยิ้มกว้าง ทำให้ซวนหยางพลอยยิ้มตามไปด้วย
“ทำไมนายถึงเชื่อล่ะ”
“อธิบายไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก”คนตัวสูงกว่าหันกลับมามองเยว่ซินแล้วขมวดคิ้วมุ่น
“ทำไม??”
“เพราะว่านายยังเด็กแล้วก็โง่ไง” ซวนหยางหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินแบบนั้น
“นายเห็นฉันเป็เด็กก็ดีแล้ว นายจะได้ไม่กล้าทิ้งฉันไปไหนแล้วฉันก็จะทำตัวเรื่อยเปื่อยแบบนี้ต่อไป ให้นายมาตามบ่นตามด่าจนนายแก่เลย"เยว่ซินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เมื่อไหร่นายจะโตเป็ผู้ใหญ่ซักที ไหนนายบอกว่าตัวเองอายุ 25 ปีแล้วไง"
"ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ถ้าฉันโตเป็ผู้ใหญ่นายก็จะไม่ดูแลฉันอีกต่อไปแล้วน่ะสิ"
"เกี่ยวอะไรกัน นายกะจะให้ฉันตามดูแลนายไปตลอดชีวิตเลยหรือไง"
"ใช่..." คำตอบที่หนักแน่นนั้นทำให้เยว่ซินเงียบไปทันทีเมื่อกี้เขาแค่ประชดเท่านั้นเอง เขาไม่คิดว่าซวนหยางจะตอบออกมาแบบนี้จริงๆ
"ฉันจะทำตัวเรื่อยเปื่อยงอแงให้นายมาตามบ่นตามด่าทุกวัน แล้วก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งนายไปจากฉันด้วย”คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเยว่ซินเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ถึงแม้ว่าซวนหยางจะเห็นเขาเป็แค่หม้อหุงข้าวกับเ้าหนี้ก็เถอะแต่เขาก็รู้สึกอายเพราะคำพูดนั้นอยู่ดี
"อาเยว่ นายห้ามทิ้งฉันไปมีเพื่อนใหม่นะ"
"นายกลัวว่าจะไม่มีคนทำกับข้าวให้กินหรือไง"ซวนหยางหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเยว่ซิน
"ไม่ใช่ แต่เพราะนายเป็ของฉัน" คำพูดนั้นทำให้เยว่ซินอึ้งไปทันทีเขามองดวงตาคมกล้าของซวนหยางด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ยิ่งถูกซวนหยางมองด้วยสายตาจริงจังก็ยิ่งรู้สึกอายจนพูดอะไรไม่ออกเลยเยว่ซินจับใบหน้าของซวนหยางให้หันกลับไปมองที่ทางเดินก่อนจะพยายามระงับความอายกับเสียงหัวใจของตัวเองลง
"ไป....ได้แล้ว" ร่างสูงเริ่มออกเดินต่อเมื่อได้กลิ่นฟีโรโมนหอมกรุ่นฟุ้งกระจายออกมาจากร่างน้อยบนแผ่นหลังของตัวเองอย่างชัดเจน
“นาย...เอ่อ....หิวหรือเปล่า” ซวนหยางรีบเปลี่ยนเื่คุยเมื่อรับรู้ได้ว่าประสาทััของตัวเองกำลังถูกฟีโรโมนของเยว่ซินจู่โจมจนแทบคิดอะไรไม่ออก
“ไปกินข้าวที่ชิพสโตร์กันมั้ย” เยว่ซินพยักหน้าเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรอีกซวนหยางไม่กล้าหันกลับไปมองหน้าเยว่ซินแต่เขารู้ว่าใบหน้าหวานละมุนนั้นจะต้องกำลังแดงเข้มเพราะความอายอยู่แน่ๆเลย เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้พูดเื่แบบนั้นออกไปแต่เขาแค่อยากจะบอกให้เยว่ซินได้รู้ว่าเขาคิดแบบนั้นจริงๆเยว่ซินเป็ของเขา....และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งเยว่ซินไปจากเขาทั้งนั้นถ้าเหลียงชุนยังไม่ยอมถอยและดึงดันที่จะแย่งเยว่ซินไปจากเขาให้ได้....เขาจะฆ่ามันให้ตายจริงๆด้วย!!
.
.
.
...หน้าไบโอโทปอานทาวน์...
ซวนหยางแบกเยว่ซินออกมาจนถึงหน้าถนนใหญ่ของไบโอโทปตรงทางแยกถนนที่หุ่นยนต์ของผู้พิทักษ์กำลังให้บริการประชาชนอยู่ มีรางเลื่อนทางเดินทอดยาวลงไปสู่ท่าอากาศยานเพื่อการโดยสารที่อยู่ใต้ดินซวนหยางกับเยว่ซินเดินลงไปในนั้นเพื่อเดินทางไปซื้อรองเท้าที่ชิพสโตร์
ร่างสูงวางเยว่ซินลงบนรางเลื่อนทางเดินขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมากมายโดยสารสวนกันไปมาอย่างหนาแน่นเสี้ยววินาทีที่รางเลื่อนทางเดินฝั่งตรงข้ามวิ่งสวนไปซวนหยางก็สังเกตเห็นใบหน้าของใครหลายคนที่กำลังแอบมองเขาอยู่ตามซอกมุมต่างๆของท่าอากาศยาน ร่างสูงชำเลืองมองผู้คนเ่าั้ด้วยสายตาเ็า ก่อนจะค่อยๆใช้ร่างของตัวเองยืนบังเยว่ซินไว้ให้พ้นจากสายตาของพวกเขา
“ซวนหยาง มีอะไรหรอ” เยว่ซินถามขึ้นเมื่อเห็นว่าซวนหยางมีท่าทางแปลกไป
“เอ่อ...เปล่า ฉันหนาวนิดหน่อยน่ะ”
“เอาเสื้อมั้ย”
“ไม่...ไม่เป็ไร เรารีบไปกันเถอะ” ซวนหยางจับที่แขนของเยว่ซินแล้วดุนหลังคนตัวเล็กกว่าให้ขึ้นไปบนยานจากนั้นก็หันกลับมาแล้วมองใบหน้าเ่าั้ด้วยดวงตาแข็งกร้าว
"ไปให้พ้น!!"อัลฟ่าหนุ่มปล่อยจิตสังหารของตัวเองออกมาด้วยความไม่พอใจทำให้กลุ่มคนที่แอบมองเขาอยู่ ค่อยๆ กลืนตัวเองหายไปกับประชากรในท่าอากาศยานทันที
“ซวนหยาง เร็วเข้า” เยว่ซินโผล่หน้าออกมาเรียกเขาซวนหยางก็เลยรีบก้าวเท้าขึ้นยานโดยสารไปร่างสูงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจพักหลังมีคนตามเขาถี่ขึ้นเขากลัวว่าเยว่ซินจะพลอยมีอันตรายไปด้วย
“ตาแก่นั่น” ซวนหยางนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่เขาเกลียดชังสุดหัวใจเขารู้ว่าเขาไม่มีวันหนีคนๆ นั้นไปได้ แล้วปีนี้ก็เป็ปีสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเซ็นเตอร์แล้วด้วย.... ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเขาทิ้งเยว่ซินไว้ที่เซ็นเตอร์คนเดียวไม่ได้แต่ถ้าจะให้เยว่ซินไปพาราไดซ์เขาก็ไม่รู้ว่าเยว่ซินจะยอมไปด้วยหรือเปล่าเยว่ซินเกลียดอัลฟ่าในพาราไดซ์เพราะคนพวกนั้นทำให้เยว่ซินต้องสูญเสียครอบครัวไปแล้วเขาจะทำยังไงดี
"ซวนหยาง มีอะไรหรอ" คนตัวเล็กกว่าถามขึ้นเมื่อเห็นซวนหยางมีท่าทางเหมือนไม่สบายใจแบบนั้น
"เอ่อ...ไม่มีอะไร ฉันแค่หิวข้าวน่ะ"
"อ๋อ...อดทนก่อนนะ แป๊บเดียวก็ถึงชิพสโตร์แล้ว" ซวนหยางพยักหน้าเบาๆ ทั้งคู่เดินขึ้นมาบนยานโดยสารแล้วไปยืนตรงที่ว่างด้านหลังสุดเพื่อที่หยดน้ำจากเสื้อผ้าของพวกเขาจะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้โดยสารคนอื่นๆเยว่ซินหยิบดีการ์ดของตัวเองออกมาเพื่อค้นหาร้านอาหารที่ซวนหยางพอจะกินได้ซวนหยางไม่ชอบอาหารที่หุ่นยนต์เป็คนทำก็เลยหาข้าวกินลำบากกว่าชาวบ้านปรกติไปสักนิดแต่ในชิพสโตร์ก็เป็แหล่งรวมสินค้าอุปโภคและบริโภคมากมาย คงมีสักร้านที่เขาจะหาข้าวให้ซวนหยางกินได้ล่ะนะในขณะที่เยว่ซินกำลังตั้งใจหาร้านอาหารอยู่ ซวนหยางก็ขยับเข้ามาใกล้ๆเขาแล้วเอามือสะกิดแขนเยว่ซินเบาๆ
"อะไร"
"เหยียบไว้ เดี๋ยวก็โดนอะไรบาดเท้าเอาหรอก"ซวนหยางว่าพลางทิ้งสายตามาที่เท้าของตัวเอง เยว่ซินเงยหน้ามองเขาแล้วผิวแก้มก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
"เร็วสิ" ซวนหยางว่าพลางยื่นเท้าของตัวเองเข้าไปใกล้ๆเท้าของเยว่ซิน คนตัวเล็กกว่าก็เลยยกเท้าขึ้นมาแล้วเหยียบลงบนรองเท้าของเขาทั้งใบหน้าแดงเข้มซวนหยางก้มมองใบหน้าหวานละมุนที่ถูกซ่อนไว้ใต้หนวดเครารกมอมแมมนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจแถมจมูกยังได้กลิ่นฟีโรโมนหอมกรุ่นของเยว่ซินอย่างชัดเจน
"นี่อาเยว่ ถามอะไรหน่อยได้มั้ย"
"อะไร"
"แค่เหยียบเท้าฉันแล้วทำไมนายต้องอายด้วย"คำถามนั้นทำเอาคนโดนถามถึงกับทำหน้าไม่ถูก
"ไม่ได้อายโว้ย!!" เยว่ซินกระทืบเท้าซวนหยางแรงๆไปทีด้วยความโมโหจากนั้นก็ขยับเท้าตัวเองออกไปจากรองเท้าของเขา ซวนหยางก็เลยรีบขยับเท้าตามไปด้วย
"ไม่ต้องเอาลงไปหรอก ฉันไม่ถามแล้ว"คนตัวเล็กกว่ามองรอยยิ้มกวนประสาทนั้นด้วยความขัดใจแต่ก็ยอมวางเท้าตัวเองไว้บนเท้าของเขาอยู่ดี
ซวนหยางแอบมองใบหน้าของเยว่ซินแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ยิ่งผูกพันกับเยว่ซินมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งลำบากใจที่จะบอกความจริงกับเยว่ซินมากขึ้นเท่านั้น อัลฟ่าหนุ่มได้แต่เก็บความอึดอัดเอาไว้ในใจเขาไม่อยากโกหกเยว่ซินเพียงแต่เขากลัว ว่าถ้าหากเยว่ซินรู้ความจริงว่าเขาเป็ใครเยว่ซินอาจจะเกลียดเขาเหมือนที่เกลียดอัลฟ่าในพาราไดซ์ก็ได้ ถ้าหากเยว่ซินเกลียดเขาจริงๆเขาขอยอมเป็คนชั่วหลอกลวงเยว่ซินแบบนี้ตลอดไปเสียยังดีกว่า แค่คิดว่าจะถูกคนตรงหน้าเกลียดชังหัวใจของเขาก็รู้สึกคลุ้มคลั่งจนแทบจะทนไม่ได้แล้วเขาไม่อยากสูญเสียพระจันทร์ที่คอยส่องแสงสว่างในชีวิตที่ดำมืดของเขาไปได้โปรด....อย่าเกลียดเขาเลย