“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกลูก” คุณวิยดาตั้งหลักได้ก็รีบอธิบาย “ คือเด็กคนนี้เขาเป็ลูกของเพื่อนรักคุณพ่อ ซึ่งย้ายไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศนานแล้ว ทีนี้พอลูกเขาเรียนจบแล้วอยากกลับมาเมืองไทยแต่พ่อแม่ยังกลับไม่ได้ เขาก็เลยฝากมาให้อยู่กับเราเพราะเขาไม่มีญาติที่ใกล้ชิดในกรุงเทพฯเลย แล้วคุณพ่อเห็นว่าก้างกำลังขาดเลขา ก็เลย...”
คุณวิยดาละไว้ในฐานที่เข้าใจ
“หมายความว่าก้างต้องรับใช้ไหมครับ เด็กฝากของคุณพ่อคนนี้” ชายหนุ่มกล่าวเสียงขรึม
“คือ...พ่อไม่ได้บังคับนะ แค่พ่ออยากขอร้อง และอยากให้ก้างคิดเสียว่าแกเป็น้องเป็นุ่ง อย่าได้คิดว่าเป็คนอื่นคนไกล”
ผู้เป็พ่อพยายามยิ้มเอาใจ
“แต่ก้างก็ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะครับ ว่าถ้าหากเด็กฝากของคุณพ่อทำงานไม่ได้ตามที่ก้าง้าละก็ ก้างก็จะไม่เอาไว้”
กล่าวจบก็ลุกเดินออกไปทันที
ปล่อยให้พ่อกับแม่แทบสำลักน้ำลายตัวเองเพราะคำพูดตรงๆของเขา แต่คิดว่าก็ยังดีที่ขั้นแรกนี้เขายอมรับไว้ แล้วถ้าหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในภายภาคหน้าก็ค่อยตามแก้กันทีละเปลาะ ทีละเปลาะก็แล้วกัน...
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ลูกสาวเพื่อนสนิทของคุณธนาก็เดินทางมาถึง เ้าหล่อนเป็หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปี รูปร่างสูงโปร่ง สัดส่วนเย้ายวนใจ ใบหน้าสวยคม หวานปนเซ็กซี่อย่างที่เรียกว่ากระชากใจชายได้ง่ายๆเพียงแค่เห็นแวบแรก ท่าทางคล่องแคล้วอย่างสาวยุคใหม่ แต่งกายสไตล์เปรี้ยวจี๊ด ผมทำสีน้ำตาลอ่อนตัดหน้าม้าต่ำจนระขอบตา ด้านหลังดัดลอนอ่อนๆยาวจนถึงเอว
“สวัสดีคะคุณลุง คุณป้า”
หญิงสาวยกมือไหว้ผู้เป็เ้าของบ้านด้วยท่าทางเก้กัง เพราะหล่อนจากเมืองไทยไปั้แ่อายุยังไม่เต็มสิบขวบดีความเป็ไทยในตัวจึงถูกกลืนไปพอสมควร ยิ่งพ่อแม่ซึ่งเป็คนหัวสมัยใหม่อดีตนักเรียนนอกด้วยกันทั้งคู่ไม่ได้เข้มงวดในการปลูกฝังความเป็ไทยไว้ให้ด้วยแล้ว หญิงสาวก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็ไทยแต่ชื่อเท่านั้นเอง
“อุ้ย สวัสดีจ๊ะ สวยจังเลยนะแม่คุณ”
คุณวิยดาตื่นเต้นดีใจที่เห็นสาวน้อยสวยสดใส น่ารัก นางมีลูกสองคนแต่เพราะไม่ได้เลี้ยงเองนิสัยของพวกเขาจึงต่างกันไปคนละทิศ ธนวินท์ลูกชายคนเล็กนั้นเคร่งขรึมจนแทบว่าจะกลายเป็หุ่นยนต์ แล้วก็เป็หุ่นยนต์จำศีลเสียด้วย เพราะไม่เที่ยว ไม่ดื่ม อบายมุขไม่ยุ่ง ผู้หญิงไม่แตะ
ส่วน ธนวรรณ ลูกสาวคนโตก็รักสมถะ ร่ำเรียนจบเป็ครูไปสอนอยู่ตามต่างจังหวัดแล้วก็แต่งงานใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่นั้นนานๆถึงจะพาครอบครัวเข้ามาเยี่ยมพ่อกับแม่ซักครั้ง
ลูกๆเป็คนดีทุกคนก็จริง แต่ก็ห่างเหินกับพ่อแม่จนทั้งสองแทบว่าจะกลายเป็ผู้ใหญ่มีปัญหาอยู่แล้ว นี่ดีนะว่าอายุยังไม่มากเท่าไหร่ สุขภาพยังแข็งแรงยังพอหากิจกรรมอื่นทำแก้เหงาไปได้บ้าง ไม่งั้นมีหวังได้ป่วยเป็โรคซึมเศร้าแหงๆ
“ชื่ออะไรนะลูก ป้าลืมไปแล้ว”
คุณวิยดาเผลอแสดงความแก่ที่เก็บซ่อนไว้ออกไปขณะกระวีกระวาดจับจูงสาวน้อยไปนั่งข้างๆ ท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจชิ้นใหม่ คุณธนาเองก็ยิ้มไม่หุบ
สาวน้อยยิ้มหวานแบบทำให้โลกทั้งโลกสว่างสดใส
“ชื่อพิมพ์มณีค่ะ แต่เรียกพิ้มก็ได้”
สำเนียงของหล่อนออกแปร่งๆอย่างคนที่ร้างภาษาไทยไปนาน แต่คนฟังทั้งคู่ก็เห็นว่าน่ารักน่าเอ็นดู
“น่ารักจัง น่ารักทั้งคน ทั้งชื่อเลยนะคะคุณ”
ฝ่ายภรรยาหันไปพูดกับสามี ซึ่งฝ่ายนั้นก็รีบพยักหน้ารับ ทั้งคู่ปลาบปลื้มใจที่สาวน้อยพิมพ์มณีแสดงท่าทางสนิทสนมด้วยการโอบกอดอย่างที่ลูกของเขาทั้งสองไม่เคยทำ มันทำให้หัวใจคนแก่ชุ่มชื่นขึ้น...
“แล้วนี่คุณลุงคุณป้าอยู่กันแค่สองคนเองหรือคะ แต่เห็นคุณพ่อบอกว่าคุณลุงคุณป้ามีลูกอยู่ด้วยนี่คะ”
“อ๋อ จ๊ะ ป้ามีลูกชายอยู่ด้วย แต่วันนี้เขาไม่อยู่ ไปทำบุญที่วัด”
คำตอบที่ได้ทำให้หญิงสาวทำตาโต
“มีใครเป็อะไรหรือคะ”
ถามอย่างคนรุ่นใหม่จริงๆที่จะเข้าวัดก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็เท่านั้น