ตอนที่ 58
ในระหว่างที่พวกไป๋ซิงติดอยู่ในค่ายกล
ทางตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตก ในห้องโถงใหญ่ ไป๋หยงนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าโดยมีไป๋ฉี ไป๋หลี่ และผู้นำคนอื่นๆนั่งในตำแหน่งที่เหลือ ทุกคนล้วนมีใบหน้าเคร่งเครียดจริงจังเป็นอย่างมาก
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในเขตปกครองของเรานั้นมียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมากมายได้หายตัวไปไม่มีผู้ใดพบเห็นพวกเขาเลยแม้แต่น้อย” ไป๋หลี่เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมานั้นดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ฝ่ายตรงข้ามมิทราบมีความเป็นมาอย่างไร กลับกล้าเข้ามาก่อเรื่องถึงถิ่นของพวกเราเช่นนี้”
“ใช่คนของตระกูลฟงหรือไม่ที่ลอบทำลับหลังอย่างนี้”
“จากข้อมูลที่ได้รับเรื่องนี้ไม่เพียงมุ่งเป้ามาที่ตระกูลไป๋เรา แม้จะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่ตระกูลฟงและตระกูลเจี้ยงก็มียอดฝีมือที่หายสาบสูญไปเช่นเดียวกัน พวกมันเมื่อกล้ากระทำการโดยโอหังบังอาจเยี่ยงนี้ย่อมต้องมีความถือดีอันเปี่ยมล้น แน่นอนว่าพวกเราต้องลงมือตามล่าพวกมันเพื่อล้างอัปยศ แต่เรื่องนี้ไม่อาจกระทำโดยไร้ระเบียบแบบแผน สมควรเริ่มต้นสืบหาร่องรอยที่แน่ชัดออกมาก่อน เพื่อลงมือขั้นเด็ดขาด ขุดรากถอนโคนพวกมันในคราเดียว” ผู้นำคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“ข้าเองโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง สหายร่วมสาบานกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องช่วยเหลือมันกลับมา” บรรดาผู้นำที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างพากันส่งเสียงแสดงความคิดเห็น
“บุตรของข้าก็หายตัวไปเช่นกัน” ไป๋หลี่กล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงอันน่ากลัวดวงตาจ้องเขม็งไปที่ไป๋หยง “พี่ใหญ่เรื่องราวลุกลามจนถึงขั้นนี้พวกเราพบข้อมูลร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามบ้างหรือไม่”
“ไม่เลยตามข้อมูลที่พวกเราได้รับรู้นั้นตระกูลอื่นก็ประสบเช่นเดียวกัน”
“ตามข้อมูลที่ได้รับจากเขตปกครองกลาง จนถึงบัดนี้ฝ่ายเราสูญเสียยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติรวมทั้งสิ้นยี่สิบสามคน ส่วนใหญ่ยังเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงและมีพลังฝีมือไม่ธรรมดา ในจำนวนนั้นมีถึงห้าคนที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง แต่กลับไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย” เมื่อทุกคนได้ยินคำกล่าวนี้ต่างก็มีโทสะขึ้นมา
ไป๋หยงยิ่งกล่าวยิ่งไม่อาจระงับโทสะ “ผู้ที่สูญหายล้วนมีพลังฝีมือตั้งแต่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางขึ้นไปบางคนเป็นถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุด นี่นับเป็นการสบประมาทและประกาศสงครามกับพวกเราอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าอย่างไรพวกเราต้องลากตัวมันออกมาทำลายให้สิ้นซากให้จงได้”
ไป๋ฉีที่นั่งฟังข้อมูลต่างๆนั้นก็กล่าวขึ้นมา
“ตามความคิดเห็นของข้านั้นเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็นฝ่ายตรงข้ามสมควรมียอดฝีมือในระดับสาวกตำหนักม่วงไม่เช่นนั้นพวกมันก็ไม่กล้ากระทำเช่นนี้อย่างแน่นอน”
เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่ไป๋ฉีพูดในห้องโถงนั้นกับเงียบสงัดลงทันที พวกเขารู้ดีว่าหากมีสาวกตำหนักม่วงเข้ามาแทรกแซงมันจะเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป
ไป๋ฉีมีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาขนาดเดินกลับบ้าน เขาทราบผลที่แน่ชัดแล้วว่าต้องมียอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงอยู่เบื้องหลังครั้งนี้แน่นอนนี่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่เป็นอย่างมาก
“นายท่านนายท่าน” เพียงย่างเท้าเข้าสู่เขตที่พักหญิงรับใช้ผู้หนึ่งก็ลนลานส่งเสียงร้องพลางวิ่งเข้ามาคุกเข่าที่เบื้องหน้า
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นเหตุใดจึงได้รีบร้อนถึงเพียงนี้” ไป๋ฉีขมวดคิ้วตำหนิ
“นายท่าน” สีหน้าของหญิงรับใช้กลับกลายเป็นซีดขาวด้วยความหวาดหวั่นแต่ยังคงรวบรวมสติกล่าวต่อไป “นายหญิง”
เมื่อได้ยินชื่อภรรยาของตนเองเขากล่าวถามด้วยความเร่งรีบ “นายหญิงเป็นอะไร”
“นายหญิงเป็นลมสิ้นสติไปแล้ว” หญิงรับใช้กล่าวด้วยร่างและน้ำเสียงที่สั่นเทา
การที่ยอดฝีมือด้านพลังปราณผู้หนึ่งเป็นลมสิ้นสติลงไปมิใช่เรื่องล้อเล่น เสียงกล่าวรายงานของหญิงรับใช้ไม่ทันสิ้นสุด ร่างของไป๋ฉีก็กลับกลายเป็นสายลมหอบหนึ่งหายลับไปจากที่ตรงนั้นตอนนี้เขาเป็นห่วงภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก
เมื่อเขามาถึงก็เห็นร่างของภรรยานอนอยู่บนเตียงภายในห้องพักตอนนี้ใบหน้าของนางซีดเซียวเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจบดบังความงดงามของนางได้
ไป๋ฉีปรากฎกายขึ้นภายในห้องโดยไร้สุ้มเสียง เขามองสำรวจร่างของภรรยาคู่ชีวิตก่อนหันไปทางหญิงรับใช้ที่นั่งปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง “เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่”
หญิงรับใช้ผู้นั้นรีบทรุดร่างหมอบลงแล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน “เรียนนายท่านก่อนหน้านี้นายหญิงยังนั่งบรรเลงพิณอยู่ตามปกติ ไม่มีผู้ใดแตะต้องหรือสนทนากับนาง แต่แล้วอยู่ๆร่างของนายหญิงก็ทรุดลงสลบไม่ได้สติ พวกเราจึงรีบนำตัวนางมาพักภายในห้องแล้วส่งคนออกไปแจ้งต่อนายท่าน”
“รีบส่งคนไปเชื้อเชิญหมอมา” ใบหน้าของไป๋ฉีซีดเซียวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อเห็นอาการภรรยาของตนเอง
หญิงรับใช้รีบออกจากห้องไปตามหมอในทันที
ไป๋ฉีเดินมาข้างๆเตียงและนั่งกุมมือภรรยาของตนเอง มือที่กุมอยู่ของเขานั้นสั่นเทาเป็นอย่างมากเขาใช้มืออีกข้างลูบไล้ไปที่ใบหน้าภรรยาที่ซีดเซียว ยิ่งเห็นยิ่งทำให้เขาปวดใจ
“วันนั้นมาถึงแล้วหรือตั้งแต่ลูกซิงลืมตาขึ้นมาดูโลก ข้าก็เฝ้ากลัวมาตลอดว่ามันจะมาถึง ไม่จริงเจ้าจะต้องไม่เป็นไร เจ้าจะต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าเฝ้ามองดูลูกของเราเติบใหญ่และพิชิตไปทั่วแดนดินไปด้วยกัน”
ชั่วครู่ให้หลังชายชราเครายาวในชุดขนสัตว์สะอาดสะอ้านก็เร่งรุดมาถึงพร้อมกับกลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียวที่ฟุ้งตลบออกมาจากร่างของมัน
หมอหรือนักปรุงยาผู้ที่มีความรู้ในด้านการปรุงยาและรักษาไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ได้รับความเคารพเป็นอย่างสูงและในโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้นั้นที่เต็มไปด้วยสมุนไพรธรรมชาติจำนวนมากมายมหาศาลแพทย์ผู้เชียวชาญยิ่งมีโอกาสค้นคว้าส่วนผสมยาให้มีประสิทธิภาพในการรักษายิ่งขึ้น ท่านหมอกู่เป็นแพทย์ผู้มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ท่านหมดกู่รีบเข้ามาตรวจสอบอาการอย่างรวดเร็ว
“ท่านกู่ภรรยาข้าเป็นลมสิ้นสติไปโดยไร้สาเหตุ” ไป๋ฉีสูญสิ้นความเยือกเย็นทั้งหมดที่เคยมีไป ถ้ามีใครมาเห็นอาการของเขาตอนนี้ต้องมีคนตกใจเป็นอย่างมากเพราะยอดฝีมืออันดับ 1 นั้นไม่เคยเสียความเย็นยะเยือกเลยแม้แต่น้อย
“ท่านไป๋ฉีให้ข้าตรวจสอบอาการจนแน่ใจก่อนโปรดหลบออกไปก่อน” ชายเครายาวกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ไป๋ฉีทราบดีว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียกริยาจึงรอดูอยู่เงียบๆ
หมอกู่สำรวจชีพจรและใช้มือแตะบริเวณหน้าผากของเหม่ยเฟิ่ง หมอกู่ใช้ประกายแสงสีเขียวออกจากขวามือเข้าไปในร่างกายของเหม่ยเฟิ่ง ประกายแสงสีเขียวนี้มีกลิ่นหอมของสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ผ่านไปเนิ่นนานหมอกู่จึงลืมตาขึ้นและดึงมือกลับ เปลือกตาที่ปิดสนิทของเหม่ยเฟิ่งพลันบังเกิดความเคลื่อนไหวค่อยๆลืมขึ้น
ไป๋ฉีทั้งแตกตื่นทั้งยินดียามนี้เขาจึงกล้าเคลื่อนกายมาที่เบื้องหน้าพร้อมกับสอบถามอาการ “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง”
“โปรดอภัยที่ข้าไร้ความสามารถ” หมอกู่สั่นศีรษะ “ข้าเกรงว่าหนทางเดียวที่หลงเหลือคือท่านไป๋ฉีต้องเรียนเชิญผู้นำตระกูลให้เดินทางมาด้วยตนเอง”
“ท่านผู้นำตระกูล” หัวใจของไป๋ฉีตกวูบลง ที่ว่าผู้นำตระกูลย่อมเป็นผู้นำสูงสุดของตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครอง ‘ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี’ ผู้อาวุโสสูงสุดที่เฝ้าปกป้องตระกูลไป๋มากว่าสี่ร้อยปี ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงผู้นี้ไม่เพียงมีพลังฝีมือสูงล้ำ ยังศึกษาวิชาค่ายคูประตูกลและการแพทย์สมุนไพร การปรุงยา ระดับความรู้ที่สั่งสมมาหลายร้อยปีย่อมเหนือล้ำกว่าหมอกู่โดยไม่ต้องสงสัย
“ข้าจะรีบนำภรรยาออกเดินทางในทันที” ไป๋ฉีไม่ต้องการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่าแม้แต่น้อย
“ไม่ได้ฮูหยินท่านไม่อาจได้รับความกระทบกระเทือนในการเดินทางได้ ท่านไป๋ฉีข้าว่าให้ท่านเชิญผู้นำตระกูลเดินทางมาที่นี่จะดีกว่า” หมอกู่บอกอาการของฮูหยินออกไป และไม่กล้าเสนอความเห็นใดอีก ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครองสูงส่งถึงเพียงไหน มันทราบดีว่าการร้องขอเช่นนี้มิใช่เรื่องง่ายดายที่จะทำ
ไป๋ฉีขบคิดเล็กน้อยแล้วผงกศีรษะพลางส่งเสียงแจ้งต่อบ่าวรับใช้ด้านนอก “ส่งคนออกไปเรียนเชิญผู้บัญชาการตั่วมาที่นี่”
ไม่นานนักสตรีในชุดสีดำเจ้าของวิหคอัคคีฟ้าก็เดินทางมาถึง “ไป๋ฉี เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
“ท่านน้าตั่ว” ไป๋ฉีรีบกล่าว
“ข้าต้องขอรบกวนให้ท่านได้โปรดรุดไปยังเมืองเขตปกครองกลางเพื่อเรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลให้เดินทางมายังเมืองเขตปกครองตะวันตกสักครั้ง”
“เรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลข้านี่หรือ” สตรีชุดดำตื่นตัวขึ้นมาผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีเก็บตัวไม่ถามไถ่เรื่องราวในตระกูลมาหลายปีแล้ว ด้วยศักดิ์ศรีอันสูงส่งของมันต่อให้ไป๋หยงเดินทางไปเชื้อเชิญด้วยตนเองก็ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จ แล้วนางจะทำได้อย่างไร
“ขอเพียงแจ้งต่อท่านผู้นำว่าข้าไป๋ฉีต้องการความช่วยเหลือในเรื่องสำคัญถึงชีวิตท่านผู้นำย่อมเข้าใจเอง” หลังจากนั้นไม่นานสตรีในชุดสีดำก็เข้าใจนางกล่าวอำลาและขึ้นบนหลังวิหคฟ้าเหินบินจากไปอย่างรวดเร็วเพราะเรื่องนี้นั้นสำคัญเป็นอย่างมาก
********************
ตอนนี้นั้นภายในห้องนั้นเงียบสงบเป็นอย่างมาก
“ไป๋ฉี” เหม่ยเฟิ่งส่งเสียงเรียกนางพยายามฝืนยิ้มให้กับผู้เป็นสามี ไป๋ฉีรีบยื่นมือออกไปยึดกุมมือของนาง ตอนนี้ภายในห้องมีแค่สองสามีภรรยา
“ข้ารู้สภาพร่างกายของข้าเป็นอย่างดี ท่านเองก็รู้เช่นกัน หลังจากที่พวกเรารอดมาจากที่นั่นได้แล้ว สิบปีผ่านไปเป็นช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขที่สุดในชีวิตข้า ข้าไม่เสียใจเลย”
“ถ้าตอนนั้นเจ้าไม่ตัดสินใจทำเยี่ยงนั้น” เหม่ยเฟิ่งสายศีรษะของนางและกล่าวขึ้นมา
“เจ้าอย่ากล่าวเยี่ยงนั้นนี่คือลูกของเราทั้งสองคน การตัดสินใจลดทอนอายุขัยของตัวเองใช้เคล็ดวิชาลับนับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยอาการบาดเจ็บในครั้งนั้นหากไม่คลอดลูกซิงออกมา ข้าคงไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก ลูกซิงไม่เพียงสืบเชื้อสายของตระกูลไป๋และตระกูลเหม่ยชีวิตของเขายังเป็นสิ่งที่พี่ชายของข้าใช้ชีวิตของตนแลกกลับมา ลูกซิงเขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตข้า”
จิตใจของทั้งคู่พลันประหวัดหวนนึกถึงเงาหลังของบุรุษที่แข็งแกร่งสูงใหญ่และสุ้มเสียงอันหาญกล้า “ไปซะรีบนำน้องสาวของข้าจากไปเดี๋ยวนี้” เหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นทั้งคู่ยังจดจำได้ในจิตใจไม่มีวันลืมเลือน
มือของไป๋ฉีที่กุมมือภรรยาเอาไว้ด้วยความสั่นสะท้าน
“ลูกซิงเป็นความสุขและความภาคภูมิใจชั่วชีวิตของข้า” นางกล่าวอย่างเชื่องช้าทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง “ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมา”
“ข้าก็ภาคภูมิใจในตัวเขาเช่นกัน เจ้าอดทนรอไม่นานท่านผู้นำตระกูลก็จะเดินทางมาถึงบางทีท่านอาจจะสามารถรักษาเจ้าได้มันอาจไม่ร้ายแรงถึงเพียงนั้น” ไป๋ฉีพยักหน้าและกล่าวออกมา
“หากข้าสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกปีหรือสองปีขออย่าได้บอกเรื่องนี้ต่อลูกซิง แต่หากว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่นานโปรดเรียกตัวเขากลับมาพบข้าอีกครั้ง” ประกายตาที่แตกซ่านของนางคล้ายปรากฎแววแห่งชีวิตคืนมาวูบหนึ่ง “ไป๋ฉีข้าช่างโชคดีที่มีท่านและลูกซิงอยู่เคียงข้าง”
“เจ้าอย่าได้กล่าวเช่นนี้เจ้าต้องรอดูความสำเร็จของลูกซิงไปพร้อมกันกับข้า” ไป๋ฉีให้กำลังใจภรรยาของตน แต่ตอนนี้พวกเขาไม่รู้เลยว่าบุตรชายของตนเองนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายที่อาจถึงชีวิตได้
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel
https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ